เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง-เทศกาลตวนอู่-ไส้บ๊ะจ่าง-ขนมจ้าง-บ๊ะจ่าง
การแพทย์แผนจีน-ไทย ข้อคิดคติจีน

ให้ เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง มีความหมายมากกว่า การไหว้เจ้า และ ขนมบ๊ะจ่าง

วันนี้อยากจะเขียนเรื่องบ๊ะจ่าง เพราะว่ามีเรื่องน่าประทับใจ เช้าก่อน วันไหว้บ๊ะจ่าง ราวๆ3วัน ในปี พ.ศ.2565 ผมนึกขึ้นได้ว่าลืมสั่งบ๊ะจ่าง ครั้นจะหาสั่งเจ้าดีๆที่ทำสะอาดอร่อยก็คงจะไม่ทันแล้วคิวยาว ได้แต่คิดว่า ปีนี้ไม่น่าจะได้ไหว้แล้วหละ ก็มีเหตุไม่ได้คาดไว้ คนไข้ที่เคยรักษาหายแล้วเป็นคู่รักคนจีนสองคนมาที่คลินิกฯ เอาบ๊ะจ่างที่เค้าทำเองมาให้ พร้อมๆกับ ของเล่นรูป บ๊ะจ่าง ที่ผมเห็นก็ทำให้ย้อนไปถึงสมัยเด็กๆที่โรงเรียนจีน เคยได้ของแบบนี้มาเหมือนกัน ไม่ได้เห็นนานมากเสียจนลืมไปว่ามีของชนิดนี้อยู่ เป็นงานฝีมือแบบจีนๆ ลองชมภาพประกอบ

เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง (端午节) ตรงกับวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 จีน 五月初五 ตามปฎิทินจันทรคติแบบจีน เรียกว่าเทศกาลตวนอู่เจี๋ย เป็นเทศกาลที่มีความเกี่ยวข้องกับของกิน พอๆกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ ซึ่งจริงๆของกินไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเทศกาลนี้มาแต่เดิม ตำนานก็ไม่ใช่ของกิน อย่างขนมไหว้พระจันทร์ตำนานก็ว่าเผื่อใช้ส่งจดหมายลับนัดหมายเวลาสู้กับมองโกล ส่วนบ๊ะจ่างนี้ตำนานก็ว่าเพื่อทำเป็นอาหารล่อปลาไม่ให้ไปแทะร่างของกวีจีนชื่อ ชวีเหยียน 屈原 ผู้จงรักภักดี พูดคำจริงที่ไม่ถูกหู จนถูกใส่ร้ายปรักปรำ แล้วมิหนำซ้ำกลับโดดน้ำฆ่าตัวตาย ความรักของชาวบ้านที่มากมายเอาข้าวยัดใส่ใบไม้ โยนลงไปในน้ำที่เขาโดดนั้น


ถ้าดูตำนานอาจจะรู้สึกเหมือนผมว่า อะไรเนี่ยะ ไม่ได้เป็นขนมมงคลอะไรเลย และก็ไม่ได้เป็นขนมตัวแทนของสิ่งดีงามอะไรมากมายทั้งนั้น ไม่ใช่แม้แต่การบูชาเทวดาด้วย แต่ภายหลังก็ด้วยความ อร่อย ครับ ก็อร่อยจริงๆ ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์รูปแบบต่างๆไส้ต่างๆของคนจีนแต่ละพื้นที่ พอๆกับบ๊ะจ่างที่มีไส้และการห่อแบบต่างกันไปของคนจีนแต่ละถิ่น อร่อยจริงๆ ใบไม้ที่ห่อบ๊ะจ่างนี้ก็เช่นกันหลายคนนึกว่าใช้แต่ใบไผ่ จริงๆ ไม่ใช่ใบไผ่เสียทีเดียว จะว่าไปคือใบของต้นไม้ประเภทต้นอ้อเสียมากกว่า ตากแห้งออกมาดูคล้ายใบไผ่ใหญ่ๆเอามากๆเลย แต่บางที่ก็ยังใช้ใบไผ่ บางที่ใช้ใบตอง


เทศกาลนี้ในทางความเชื่อจีนที่พัวพันกับศาสนาเต๋า ก็ว่าเป็นเทศกาลเปลี่ยนผ่านฤดูกาล ใช้ทำพิธีการสำคัญเพื่อไล่พิษ ขับพิษ ไม่ว่าพิษในร่างกายคนหรือในบ้านเรือน ด้วยวิธีต่างๆ บ้างก็ติดยันต์ติดภาพสัตว์พิษทั้งห้า บ้างก็เอาพืชที่ต้านพิษมาแขวนหรือจุด หรือผสมน้ำต้มน้ำอาบล้างตัวล้างบ้านก็มี ได้แก่ อ้ายเยี่ย 艾叶 กับ ใบชางผู่ 菖蒲 สองพืชสมุนไพรนี้โดยส่วนมากใช้เป็นทั้งยาภายในภายนอก เพื่อการแก้โรคผิวหนัง โดยเฉพาะ อ้ายเยี่ย หรือใบของต้นอ้ายนี่ นอกจากใช้แขวนแล้ว ยังใช้ต้มล้างได้ ล้างพิษ แผลหรือผื่นผิวหนังบางชนิดได้ เอาจุดห้องรมควันขับไล่พิษหรือเซี๋ยชี่ 邪气 ได้ ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ ขี้เถ้าที่เหลือจากการจุด บาง ตำรายาจีน ก็ยังใช้ผสมน้ำ เป็นยาทาโรคผิวหนังได้อีกรอบ ซึ่งในความเข้าใจของคนทั่วไป


โรคผิวหนังเกิดได้ทุกเมื่อ และมักมีทั้งแบบติดต่อกับไม่ติดต่อ แต่ในทางการแพทย์แผนจีนมีเรื่องฤดูเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นกรณีพิเศษด้วย คือ บางฤดูมีโอกาสเกิด หรือโรคกำเริบได้มากกว่าบางฤดู ซึ่งหากถามว่า ฤดูใดหละ ก็ฤดูนี้เลยครับ จากใบไม้ผลิเข้าร้อนของจีน หรือ จากหน้าร้อนจะเข้าหน้าฝนของไทยเรานี่หละ เป็นฤดูเปลี่ยนผ่านธาตุจากธาตุไม้ ไปหาธาตุไฟ ฟังดูตามทฤษฎีห้าธาตุไม่น่าจะเกิดผิวหนังหรือความร้อนคั่ง แต่ถ้าใครรู้เรื่องปฏิทินจีนดีๆจะพบว่า จากฤดูไม้ไปหาฤดูไฟนี้ มีเดือนที่เป็น ธาตุดิน คั่นตรงกลาง เมื่อไม้ก็ข่มดิน 木克土 และไฟก็หนุนดิน 火生土 ดินในห้วงฤดูดังกล่าวเลยรับบทหนักพิเศษ รับทั้งธาตุลม ธาตุไม้ และธาตุไฟไปพร้อมๆกัน ในที่นี้หมายถึง เนื้อ หนัง กระเพาะอาหาร ระบบย่อย และรวมไปถึงผิวหนังแทนที่จะเป็นระบบทางเดินหายใจเหมือนตอนเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ธาตุไม้เสียเพียงอย่างเดียว ฤดูดังกล่าวเลยติดเชื้อ ถูกพิษ หรือมีอาการทางโรคผิวหนัง ทางระบบทางเดินอาหารได้ง่าย
อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง อหิวาตกโรค และโรคผิวหนังที่ติดต่อได้ มักเกิดในห้วงเดือนพวกนี้มากเป็นพิเศษ ได้แก่เดือน เมษายน 辰 พฤษภาคม 巳 มิถุนายน 午 และกรกฎาคม 未 โดยเฉพาะ กรกฎาคมนอกจากเป็นเดือนต้นฝนของไทยเราแล้ว ตามปฏิทินจีนก็เป็นเดือนเปลี่ยนเข้าต้นฤดูใบไม้ร่วง พอเรากลับมามองที่ธาตุนักษัตรประจำเดือนนี้ ก็คือ 未 หรือมะแม ก็เป็นเดือนธาตุดินที่อุ้มเอาธาตุไฟกับธาตุไม้ไว้รวมกัน เหมือนที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น ในที่นี้ผมกำลังอยากจะบอกว่า นอกจากร่างกายตนเองดีหรือไม่ดี ยังมีปัจจัยเรื่องการติดต่อจากผู้อื่นมาเกี่ยวข้องได้ เช่น ใครจ้างคนอื่นซักผ้า ใครใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญแล้วเขาไม่ได้ดูแลล้างให้สะอาดพอ หรือใครอยู่ในที่แหล่งน้ำกลางเมืองที่ท่อเก่า คือน้ำบำบัดดีนะครับ แต่ท่อสร้างมานานแล้วเก่ามาก ก็ทำให้เกิดผื่นหรือผดขึ้นได้ ตลอดจนการมีสัมพันธ์กับคนอื่นๆ เช่น ใช้ของร่วมกัน ไปเที่ยวคลุกคลีกัน ไปจนถึงเพศสัมพันธ์ มีผลต่อการได้รับพิษ หรือโรคทางร่างกายโดยเฉพาะทางผิวหนัง ตลอดจน เดือนที่หมุนเวียนของโลกเรา ก็เป็นเหตุนึงที่ทำให้โรคเกิดได้ง่ายขึ้นด้วย ในสี่เดือนนี้จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และรู้จักทำความสะอาด หรือภาษาโบราณก็คือการไล่พิษขับพิษ 除恶辟邪 วิธีการที่ง่ายสะดวกสุดสำหรับคนไทยเราที่นิยมอะไรง่ายๆ ก็ได้แก่การหากำยานมาจุด หรือบางบ้างก็หา ใบของต้นอ้ายที่ตากแห้งแล้ว มวนเป็นแท่ง มาจุด รมควันอาคารบ้านเรือนตน ซึ่งหาได้ง่ายร้านยาจีนมีขายทุกร้าน คลินิกหมอจีนหลายคลินิกก็มีใช้ เอามาตัดเป็นท่อนสัก 1 ข้อนิ้ว แล้วจุดบนภาชนะที่ทนร้อนเหมือนกำยาน ปิดหน้าต่างประตูให้รอบ กักอากาศไว้ จุดจนหมดแล้วค่อยเปิดพัดลมเปิดหน้าต่างไล่ หรือเปิดเครื่องฟอกอากาศ แต่หากมีผู้ป่วยติดเตียงหรือสูงอายุที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกนอกบ้านได้ ก็ขอให้จุดแล้วเปิดพัดลมหรือเครื่องฟอกอากาศไล่ไปด้วยแทนที่จะใช้การรมควันแบบที่ว่า เพราะต่อให้ อ้ายเยี่ย จะดีต่อชี่และระบบทางเดินหายใจ บางคนได้กลิ่นแล้วหายใจโล่งปอดขึ้น แต่มีฤทธิ์ไปทางร้อน เพิ่มพลังหยาง บางคนที่แสลงต่อฤทธิ์ยาจีนพวกนี้ อาจเกิดอาการวิงเวียน หรือรู้สึกอึดอัดได้ ซึ่งพบน้อยครับ เพราะคนไทยเราใช้ชีวิตผิดๆเพี้ยนๆกันจนร่างกายเราพากันหนักไปทางเย็น ขาดพลังหยางกันไปเสียเยอะ นอนดึก ทำงานหนัก นั่งห้องแอร์ อาบน้ำร้อน กินน้ำแข็งน้ำเย็น พวกนี้พลังหยางหายง่าย พลังอินไม่สมดุลย์และร่างกายหนักไปทางชื้นทางเย็นกันทั้งนั้น แทนที่จะไปทางร้อนทั้งๆที่บ้านเราเมืองร้อน เป็นไข้เป็นหวัดเลยดูคล้ายจะหายเร็วกัน แต่มักเป็นโรคเรื้อรังทางกระดูกและข้อ กับระบบเลือด และระบบย่อยอาหารมาแทน


สิ่งเหล่านี้เป็นองค์รวมถ้าเราเชื่อว่าชีวิตเรามีปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย การใช้สถานที่ หรือการใช้วิธีการดูแลสุขภาพแบบที่แนะนำไปนอกเหนือจากการเพียรทานแต่ยาหรือออกกำลังกายหนักๆ ก็ช่วยได้มาก ขอให้จำไว้ การออกกำลังกายให้เหมาะสมสำคัญกว่าการออกกำลังกายหนักๆ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการวิ่ง หรือการทำให้เหงื่อออก หัวใจเต้นไวหมดทุกคน ผู้ป่วยบางรายยิ่งได้รับคำแนะนำเช่นนี้แล้วไปทำตาม แทนที่จะหายกลับป่วยหนักมากกว่าเดิม หนักเข้าจะทำให้นอนหลับยาก ทานอาหารได้นิดเดียวก็จุก ไม่มีเรี่ยวแรง ง่วงนอนจัด และถ้าหนักมากอาจทำให้คิดมาก จนเป็นซึมเศร้าได้ง่าย ทั้งๆที่เรื่องทางใจไม่ได้มีอะไรหนักหนา แต่เลือดลมในร่างกายอ่อนแอมาก ยังไปทำเรื่องให้ตัวเองหัวใจเต้นเร็ว เสียแรง เสียเหงื่อเยอะเข้าไปอีก แพทย์จีนใช้การขับเหงื่อขับปัสสาวะขจัดพิษได้ ก็แปลว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอลงได้มากเหมือนกันถ้ามากเกินไป เช่น ปัสสาวะบ่อยมากไป เยอะไป หรือเหงื่อออกบ่อยไป ง่ายไป เยอะไป ของเหลวสองแบบนี้ถ้าเสียหายมีผลต่อ หัวใจ หรือพูดภาษาปัจจุบันคือ ความดัน กระแสเลือด และระบบสมองความจำอารมณ์ไปได้ทั้งหมด


เทศกาลบ๊ะจ่างเลยเป็นเรื่องดีนะครับ ของที่เอามาทำล้วนแล้วแต่เข้าไปบำรุงร่างกายในระบบการย่อย และระบบหัวใจเราเป็นหลักได้แก่ ข้าวเหนียวช่วยบำรุงเลือดและกระเพาะอาหารได้ พุทราจีนช่วยเรื่องไหลเวียนเลือดและหัวใจ แปะก๊วยช่วยเรื่องสมองอารมณ์และระบบย่อยแต่ขอให้ต้มจนเปื่อยสุดๆ หากต้มไม่เปื่อยจริงยังแข็งมากอยู่ ที่บำรุงจะกลายเป็นไปรบกวนระบบย่อยแทน พริกไทยที่ใส่ลงไปช่วยเพิ่มความอบอุ่นและสลายเลือดที่ติดขัด พิษที่คั่งค้างได้ เห็ดหอมนี่จริงๆไม่อยากให้ใส่เยอะ เพราะย่อยยากมาก คนที่ท้องมีปัญหาขอให้หยิบออกเสีย หยิบสองสิ่งออก ถ้าระบบย่อยไม่ดีนะครับ หรืออายุมากๆ หยิบแปะก๊วยออก และหยิบเห็ดหอมออกซะ เปื่อยแค่ไหนก็ย่อยยากอยู่ดี แต่ของสุดยอดในงานนี้ที่ไม่ควรหยิบออกคือ เกาลัด บำรุงธาตุ ทำให้การย่อยอาหารดี กับ เผือกกวนเพราะช่วยบำรุงกำลัง บำรุงความแข็งแรงภายใน เพียงแต่ทานมากๆอาจทำให้เย็นแห้งหรือไอได้ แต่สรรพคุณโดดเด่นเรื่องการช่วยในระบบภูมิต้านทาน ขจัดสิ่งที่เป็นพิษหรือข้นหนืดไหลเวียนยากได้ ช่วยเรื่องระบบน้ำเหลือง ทั้งยังเป็นของสิ่งเดียวในบ๊ะจ่างที่มีสรรพคุณบรรเทา 牛皮癣 โรคปื้นหนังวัว หรือ โรคสะเก็ดเงิน ผิวหนังแห้งแข็งหยาบหนาและอาจมีอาการคัน สามสิ่งของบ๊ะจ่างที่มีสรรพคุณไปทางขับพิษเด่นๆได้แก่ ข้าวเหนียว ใบไม้ที่เอามาห่อ และเผือกนี้หละ เผือกกวนกับความร้อนใส่น้ำตาลให้หวานหน่อยช่วยลดความเย็นของเผือกลงได้ ไม่ทำให้ไอแห้งหรือไอหนักๆ ทั้งยังดีต่อระบบการย่อยขึ้นมาหน่อย ตรงนี้เป็นข้อแนะนำว่า ของบางอย่างเราสามารถใช้การปรุง เพื่อเพิ่มสิ่งที่เราอยากได้ ลดพิษ หรือลดสิ่งที่เราไม่ต้องการออกได้ เกาลัดกับเผือกมีสิ่งคล้ายกันคือ ทานปริมาณมากไม่ดี แต่ทานบ่อยหน่อยได้ ทานมากไปหรือเยอะไปจะทำให้ย่อยยาก แต่ทานพอดีในปริมาณน้อยๆ จะทำให้ย่อยอาหารง่าย และดีต่อระบบการย่อย ส่งผลต่อความแข็งแรงเนื้อหนังกระดูกข้อ บำรุงเลือด สมานแผลภายใน ต้านการอักเสบ พืชที่มีหัวใต้ดินแบบเผือก หรือมีเปลือกแข็งๆแบบเกาลัด ตามตำราแพทย์ไทยว่ามีสรรพคุณ บำรุงธาตุดินทั้ง 20 ประการ ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไปจนถึง อุทริยัง กรีสัง และสมอง ไขสันหลัง
ชื่อก็บอกแล้วว่า บ๊ะจ่าง 肉粽 แปลว่าจริงๆยังไงก็มีเนื้อสัตว์ บ๊ะแปลว่าเนื้ออยู่แล้ว ได้แก่ หมู หรือ กุนเชียง หรือใข่แดงเค็ม ถ้าเป็นเจบางคนก็ใส่ขาเห็ดหอมหมักแทนเนื้อพวกนี้ หรือบางคนก็ทำเป็นไส้หวานกันแทน ตรงนี้หากทานตามระบบสุขภาพสมัยใหม่ก็มักบอกว่า อย่าทานเนื้อเยอะ หรือเนื้อมีสารพิษ แต่ถ้าทานกันตามตำราแพทย์จีน เนื้อสัตว์ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของอาหารคน ครับ ช่วยทำให้ร่างกายได้รับการบำรุงและมีกำลัง


บ๊ะจ่างจึงค่อนข้างเป็นอาหารที่ได้รับการปรุงประดิษฐ์ออกมาให้ครบตามสิ่งที่ คัมภีร์แพทย์จีนพันปี หวงตี้เน่ยจิง ในบทที่ 22 เขียนเอาไว้ 《黄帝内经·素问》第二十二篇《藏气法时论》 ได้แก่ 五谷为养,ธัญพืชทั้งห้าชนิดทานเพื่อบำรุงเลี้ยงร่างกายให้เติบโต สมบูรณ์ในเนื้อหนังและอวัยวะต่างๆ 五果为助 ผลไม้ทั้งห้าชนิดทานเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือให้แร่ธาตุวิตามิน 五畜为益 เนื้อสัตว์ห้าชนิด ช่วยทำให้ร่างกายมีพละกำลังและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพิ่มพูนส่วนที่ขาดพร่อง คนจีนเลยชอบทำนำแกงตุ๋นต่างๆ บำรุงเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงวัย 五菜为充 ผักทั้งห้านั้น เพื่อผสานสิ่งที่ว่ามาทั้งหมดให้ทำงานร่วมกันได้ดี ทั้งยังช่วยทำให้กลมกล่อม ดูแลหน้าที่อาหารตัวอื่นๆที่ขาดพร่อง เราลองย้อนกลับมามองอาหารจะพบว่า ผักนี่หละ ทำหน้าที่ตั้งแต่ เพิ่มสี แต่งรส เพิ่มฤทธิ์ เครื่องเทศทั้งหมดที่ดับคาว ดับกลิ่นได้ เราได้มาจากพืชทั้งหมด สิ่งที่ทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมก็คือพืช เมื่อร่างกายได้รับพืชหรือผักก็เข้าไปทำหน้าที่เช่นเดียวกัน สรรพคุณของผักเลยมีหลากหลาย แต่ก็ยังขาดธัญพืชไม่ได้ เพราะต่อให้หลากหลายแต่มักเป็นเฉพาะด้านๆไป ส่วนธัญพืชตัวเดียวมักมีสรรพคุณหลายด้าน และเด่นทางหัวใจกับสมองมากกว่าฤทธิ์จากพืชผัก


บ๊ะจ่างมีข้าวเป็นธัญพืช มีเนื้อสัตว์หรือใข่ มีผลไม้เช่นแปะก๊วยหรือเกาลัด พุทราจีน มีผักคือใบไผ่ที่ห่อ ไม่ใช่หรอก ใครจะไปเคี้ยวใบนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้นะครับ คุณเอาทุกอย่างลงต้มในหม้อ น้ำและความหอมของใบไม้ที่ห่อ ไม่ว่าจะ ใบอ้อ ใบไผ่ หรือใบกล้วย ย่อมซึมกลมกล่อมลงไปกับอาหาร การบริโภคยาจีน จึงไม่ใช่การกินหรือดื่มเสมอไป ดมกลิ่น หรือ อังไฟ สูดไอน้ำ สูดควัน ก็ถือเป็นการปรุงยาของจีนอีกแบบ ใบพวกนี้มีฤทธิ์ลดความมัน ลดความร้อนคั่งในตัวเอง แต่ผักที่ดีมากๆคือ พวกหัวเผือกหัวมัน พวกนี้นอกจากบำรุงระบบย่อย ยังบำรุงสมองและกระดูกได้ ชะลอวัยได้ กับตัวสำคัญงานนี้ที่คนมองข้ามคือ พริกไทย ถ้าไม่มีพริกไทยเป็นเครื่องเทศนี่ เสียเรื่องเลย พริกไทยช่วยเรื่องระบบไหลเวียนเลือดดีมากๆ เปรียบเหมือนกับเรามีสินค้าที่ดีเอาไปไหนได้หละ หากเราไม่มีรถไฟความเร็วดีๆ พาสินค้าเหล่านี้ไปส่ง ทานพอดีไหลเวียนเลือด บางคนทานแล้วความดันเลยดี เบาหวานเลยดีได้ แค่ถ้าทานมากไปทำให้เกิดร้อนคั่งร้อนในได้เหมือนกัน แต่ร้อนดั่งจากพริกไทยก็ระบายออกได้ไวกว่าร้อนคั่งจากเครื่องเทศอื่น เช่น ลูกจัน ดอกจัน กระวาน กานพลู ดีปลี พวกนี้ ร้อนคั่งนานกว่าพริกไทยเยอะ เพราะตำราจีนระบุว่า พริกไทยนอกจากให้ความอุ่น ยังขับชี่ให้ลงล่าง (ลำไส้/แข้งขา/อวัยวะขับถ่ายหนักถ่ายเบา) ขจัดความหนืดข้นหรือติดขัดของการไหลเวียนเลือดลมและของเหลวในร่างกายได้ ตำราแพทย์ไทยส่วนมากใส่พริกไทยในยาบำรุงทางเพศชาย หรือบำรุงร่างกายมักเขียนว่ายาอายุวัฒนะ พริกไทยยังเป็นสมุนไพรสำคัญในเชิงโหราศาสตร์ไทย บางตำราใช้การเสกเม็ดพริกไทยนี้ ให้คนไข้รับประทานแก้โรคต่างๆ หรือบางอาจารย์เสกให้กินแก้คุณไสยคุณคน ขับไล่สิ่งไม่ดี
พอๆกับข้าวเหนียวที่นอกจากมีสรรพคุณทางการแพทย์ ยังมีการนำไปใช้ในเรื่องไสยศาสตร์ไม่ว่าไทยหรือจีน ขับไล่ของสิ่งไม่ดี หรือแก้พิษจากของไม่ดีบางอย่างได้ ข้าวประเภทอื่นมักช่วยบำรุงเลือด ซึ่งอ่านตรงนี้คนเข้าใจแค่ว่า ทำให้เลือดดี จริงๆ เนื้อหนังอวัยวะสร้างจากเลือดและต้องการเลือดไปเลี้ยง เลือดที่ได้รับการบำรุงดี หมายถึง อวัยวะต่างๆก็ได้รับการสร้างและซ่อมแซมให้ดี ถ้าจะพูดให้คนสมัยนี้เข้าใจต้องบอกว่า บำรุงเซลล์ร่างกายทุกอณูให้ดี ข้าวเลยสำคัญมากต่อคนเรา และคนบนโลกก็ทานข้าวกันเป็นหลักไม่ใช่แค่เอเชียเรา เพียงแต่ต่างชนิดสายพันธุ์และการปรุงเท่านั้นเอง ข้าวนั้นสามารถแก้พิษระดับเบาๆ หรือจากการกินยาเกินขนาดจนเป็นพิษได้ (ยาในที่นี้คงหมายถึงยาสมุนไพร ไม่ใช่ยาแผนปัจจุบันบางตัวที่แพ้แล้วมีฤทธิ์รุนแรง กินน้ำแช่ข้าวคงไม่หาย) ด้วยน้ำแช่ข้าว รินน้ำนั้นมากิน 5 ถ้วยชา ข้าวเหนียวมีความแปลกกว่าข้าวอื่นตรงที่ มีฤทธิ์ไปทางร้อน เพิ่มความร้อนในร่างกาย คือมีธาตุไฟและพลังหยางมากกว่าข้าวอื่นๆ ที่มักโดดเด่นเรื่องความเย็น ลดความร้อนได้ คุณสมบัติทางหยางหรือธาตุไฟพวกนี้เป็นตัวขับพิษแต่ถ้าทานมากหรือแสลงกับผู้ป่วยบางโรคก็กลับทำให้อาการแย่ลง ผู้ป่วยความดัน ไขมัน เบาหวาน หัวใจ จึงไม่ควรทานข้าวเหนียวมาก
จะเห็นได้ว่าพิธีกรรมหรือข้าวของในการไล่สิ่งไม่ดี ถ้าไม่ใช่ ธาตุน้ำ ก็มักใช้ธาตุไฟ ด้วยการเผา จุดไฟ หรือใช้แสงสว่าง สองธาตุนี้ดูเหมือนล้างพิษไล่ความไม่ดีได้เหมือนๆกัน แต่ที่ต่างกันคือ ไฟไวกว่า และรุนแรงกว่าน้ำ น้ำมีพลังทางการรวบรวม ส่วนไฟมีพลังทางการแผ่ซ่านออกไป ดังนั้น การใช้พลังน้ำอันที่จริงก็ต้องใช้พลังไฟด้วย ถ้าลำพังมีแต่น้ำ ขจัดขับไล่อะไรไม่ไป เหมือนการราดน้ำล้างของต่างๆ ถ้าไม่ทำให้แห้ง หรือเอาไปตากแดด นานวันจะกลายเป็นเปียกชื้น ขึ้นราเสีย น้ำในทางเวทย์มนต์คาถาจึงต้องปรุงเสกด้วยคาถา และมีพืชที่มีฤทธิ์ไปทางเปรี้ยว หรือหอม อันเป็นคุณสมบัติธาตุไฟใส่ลงไปด้วย จะเห็นว่า ต่อให้ตำราของชนชาติต่างๆจะปรุงประดิษฐ์บนพื้นฐานภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และความหาง่ายของวัตถุดิบ แต่ยังคงมีนัยยะของการใช้สรรพคุณ หรือฤทธิ์ หรือธาตุในแนวเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน เรื่อง ธาตุ จึงเป็นสิ่งสากล ที่สอดคล้องกันไปทั้งโลก เป็นความเชื่อแกนกลางที่อาจได้รับการอธิบายหรือเรียกขานต่างๆกันไปเท่านั้น


ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้ เราจะประยุกต์อะไรแทนลงไปก็ได้ เช่น บ๊ะจ่างแบบคนไทย อาจใช้ข้าวเหนียวดำ ยางข้าวอาจจะน้อยหน่อย แต่ช่วยบำรุงเลือดและความอบอุ่นได้ดีกว่า ร้อนกว่าข้าวเหนียวปกติว่าง่ายๆ คนไทยเรากินของเผ็ดจนชิน ความร้อนที่มากขึ้นหน่อยทำให้เข้ากับร่างกายคนไทยดีขึ้น ข้าวเหนียวดำมีสรรพคุณดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และน้ำเหลือง เนื้องอก โรคตกเลือดในสตรี โรคผิวหนังเช่นหิด ในตำราล้านนาโบราณมีการใช้ข้าวเหนียวดำหรือข้าวก่ำเป็นยา มะขามหวานเนื้อดี ขูดเอาแต่เนื้อไม่เอารก รกมะขามคือใยแข็งๆหุ้มเมล็ด ก็อาจใช้แทนพุทราจีนได้ เพราะทั้งหวานนำเปรี้ยวตามเหมือนกัน เพราะเนื้อมะขามช่วยบำรุงเลือด แก้ความข้นหนืดของของเหลวในร่างกาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น ช่วยระบาย และล้างไขมันได้ แต่รกมะขามทำหน้าที่ต้านฤทธิ์ขับถ่าย ตำราว่าช่วยให้หยุดถ่ายได้ เอารกออกทั้งรสชาติดีกว่าทานง่ายและทำให้สรรพคุณขับถ่ายดีกว่า แต่เรื่องความอร่อยเอาตำราว่าไม่ได้ครับ นี่เป็นการยกตัวอย่างเรื่องการแปรธาตุ เรารู้ทฤษฎีเราประยุกต์ได้ เพียงแต่ อร่อยไหม หรือจะดีไหม ขึ้นกับฝีมือผู้ปรุงอาหาร เหมือนกัน สุดท้ายนี้เลยเป็นข้อเตือนใจ ความรู้มากหรือเรียนมาเยอะ ก็ยังสู้ ความกลมกล่อมของจิตใจและความละมุนละไมของความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นตัวบอก ฝีมือ ของผู้มีวิชาไม่ได้ ซึ่งการจะดึงดูดเรื่องพวกนี้ให้โดดเด่นหรือมีความสามารถขึ้นต้องอาศัย ความชอบและความเพียร การตั้งใจทำเพื่อคนอื่น บำบัดทุกข์บำรุงสุข เลยทำให้ความชอบมีพลังและความเพียรไม่หยุดนิ่ง ผู้มีความชอบช่วยเหลือคนและพากเพียรให้ความเมตตากรุณาคนอื่น เลยขจัดพิษของตนคืออุปนิสัยสันดานใดๆที่ร้ายได้ เพราะเห็นความจริงด้วย เพราะเมตตาไม่อยากเบียดเบียนทำความทุกข์ร้อนแก่ใครด้วย ทั้งยังขจัดพิษให้คนอื่น คือ ไม่พยาบาทปองร้าย ไม่เบียดเบียน ไม่มักมากในลาภสักการะเสียงสรรเสริญ สุดท้ายไม่มีอะไรขจัดความอัปมงคลหรือสิ่งไม่ดีได้เท่าการ ทำกรรมดี

ซินแซหลัว
2/6/2565