เงิน เงิน เงิน

เงินเท่านั้นเสกสรรให้เราได้สบาย “ทุกข์”คนเป็นไปได้เพราะเงิน

เงิน เงิน เงิน

จริงๆผมไม่ใช่คนไม่หวังเงินหวังทองนะ แต่พอมาใช้วิชาโหราศาสตร์จีนนี่ สวรรค์ไม่ค่อยยอมให้หวัง หมายถึงว่า ถ้าเราคิดจะเร่งๆทำอะไรขึ้นมา เพื่อ ขาย ให้ได้เงินเข้ากระเป๋านะ หมดสิทธิ์ รับรองว่าทำไม่รอด ก็เหมือนตำราเล่มแรกที่เขียน ใช้เวลาหลายเดือนมากกว่าจะเสร็จ เพราะรอแค่ หน้าคำนำ คือเขียนเนื้อหาจบหมดนานละ แต่หน้าคำนำเขียนไม่ออกซักที อีกอย่างที่ไม่กล้าแต่งตำราเพราะ เรากลัวเราจะเผยแพร่ความรู้ผิดๆถูกๆแก่คนอ่าน ก็อยากให้เพอร์เฟคนั้นหละ พอวันนึงไปอ่านหนังสือธรรมะ โหะ ปรากฎว่า ขนาดหนังสือธรรมะยังมีการแก้ไขปรับปรุง ก็แปลว่า ตราบใดยังไม่ตาย ความรู้ใหม่ไหลเข้าหัว เรามีสิทธิบอกว่า อันที่รู้เดิมหนะ ฉันรู้มาใหม่ละ ก็แก้ไขได้ เลยตัดสินใจทำ และทำได้สำเร็จเพราะ ณ วันที่ทำได้ในใจปลงละว่า ขายได้ไม่ได้ ช่างมัน
ปฏิทินฤกษ์งามยามดี ทำๆ ลบๆ มา สามปีละ ไม่เคยทำเสร็จสักที ก็เพราะคิดว่าแหมๆ เราทำขายตรุษจีน เอาเงินไปเที่ยว ท่าจะดีไม่น้อย ก็อดกันไป ผมถึงได้เรียกร้องหาคนจัดหน้าหนังสือ ไม่ใช่ว่าตัวเองจัดไม่ได้ ตั้งแต่เด็กละ วารสารโรงเรียน โบร์ชัวร์ เวปตัวเอง ผมซื้อหนังสือมากางละมานั่งทำเองหมด แต่หลังๆนี่ไม่อยากทำละ เพราะไปเจอะว่า คนที่เขาเรียนทางเวปมา เราขอให้เขาช่วยปรับปรุงแก้ไข เขาบอก เขียนโค้ทอะไรมาแบบนี้เนี่ยะ งง คือเข้าใจไหม คนเรียนในระบบ กับแบบ นอกระบบ มันจะต่างกันตรงนี่ละ ไม่ว่าเรียนวิชาอะไร อีกอย่างหนึ่งเพื่อลืมมันครับ เราร่างเป็นปากกา ให้คนอื่นพิมพ์ แทนที่เราจะสนใจเงินที่จะได้ เรากลับจะจ้องแต่สนใจงานแทน มนุษย์ไม่ว่าหน้าไหน มีนิสัยเหมือนกันแล้วแต่ใครแรงใครเบากว่า ก็คือ ความจ้องจับผิดชาวบ้าน ก็ไม่แปลก เพราะธรรมชาติสร้างตาเราให้ได้เห็นแต่ภายนอก ไม่ได้เห็นตัวเห็นตนเห็นกายใจตนได้ พูดทำไมเรื่องนี้ ก็ทีหลังดวงใครที่ผมเคยบอกว่า สนใจแต่จะหาเงิน คิดถึงเงินแล้วเงินไม่เข้า ก็ใช้วิธีนี้เลย จ้างคนมาช่วยทำงานต่อจากเรา เราไม่เป็นคนปิดจ๊อบเอง ไม่งั้นก็ต้องรอถึงวันถอดใจ วันปลง ก็จะทำได้เหมือนกัน เช่นเข็ญธุรกิจการค้ามาั้งเดือนยอดไม่กระเตื้อง โฆษณาก็แล้ว โพสก็แล้ว ชวนเพื่อนก็แล้ว ลดแลกแจกแถมก็แล้ว นู่น รอวันเกือบสุดท้ายที่จะตายเอาไม่มีกินเอาของสิ้นเดือน จนคิดในใจว่า เห้อ ปลง ไม่ได้อย่าได้เลย ปั้ป จะไหลมาเทมา โดยอัตโนมัติ
แต่อย่างว่านะ ผมหาคนที่จะมาช่วยผมทำต่อยาก เพราะผมเรื่องมาก กลัวตัวเองไปเรื่องมากใส่เขา สมัยทำงานเดิม พิมพ์งานแค่เว้นวรรคเคาะเดียว กับสองเคาะ เจ้านายยังดูออก แก้แล้วแก้อีก ตัดคำ แยกคำ กั้นหน้า กั้นหลัง สุดท้ายนานวันเข้า จากที่เราทึ่งว่า โห แค่มองปร๊าดเดียวท่านมองออกได้ไง มาวันนี้ เราได้กลายร่างเป็นแบบนั้นแล้ว ถึงขนาดทดลองหาวิธีแก้เคล็ดว่า ลองซื้อของแพงมาทำงานเผื่อจะได้ดี ผลปรากฎ แบบเดิม ปฏิทินปีนี้ ก็ยังพิมพ์ออกมาไม่ได้แบบเดิม เพราะพิมพ์ไป คิดถึงว่า เอ๊ เราจะขายได้กี่บาทน๊อ แบบนี้ ที่บทความผมมันออกมามาก และมันยาวๆทั้งนั้น ก็เพราะไม่ได้คิดว่าจะได้เงินจากใครทั้งสิ้น และที่สำคัญ มันออกมาเพราะเรากะจะพิมพ์ปฏิทิน แต่ก็ดั้น พิมพ์ไปพิมพ์มา นึกเรื่องนี้ได้ อะก็มาเล่า เล่าจบเมื่อยละไง ก็พักผ่อน ปฏิทินก็ไม่เสร็จ อันนี้เล่าเพื่ออยากจะบอกว่า วิธีแก้ หรือหลีกเคราะห์ ต่อให้ใครสอนมา ผมก็ยังไม่เชื่อจนกว่าจะลองเอามาทำเอง ถึงเชื่อ ถ้าทำแล้วได้ผล
แล้วทำไมไม่ดังเปรี้ยงปร้าง ไม่ออกทีวี ไม่รวยเป็นล้านๆ เอ๋า ถ้าผมทำวิชานี้เป็นการค้า ทำไมผมจะทำไม่ได้ ทุกปีตรุษจีนจะเขียนอักษรมงคลลงกระดาษ แผ่นเท่าเอสี่ แผ่นสองแผ่น ก็ได้เงินเป็นหมื่นๆละ คิดเหรอว่าถ้าผมดูดวงแม่นแล้วทำของมาขาย ละบอก ซื้อสิ ดีนะ เอาไปใช้ ดีแน่ๆ จะไม่มีคนแห่มาซื้อ กู้เงินมาลงทุนไปยากอะไร จ่ายเงินทำโฆษณาตัวเองซะ อยากดังแค่ไหน ละพอดังก็ขายของ จะเอารวยกี่ล้าน หาเรื่องก่อหนี้ให้ตัวเอง ไม่รู้เด้อ ผมว่าผมโชคดีที่เกิดมาในบ้านของข้าราชการที่ท่านเป็นคนเดียวในที่ทำงานที่ไม่มีหนี้ มาตอนหลังเราก็ไปค้นพบว่า อ้อ พุทธเจ้าสอนไว้
สุขทางธรรมมีสองสุข คือ สุขทางการได้ทำความดี ทำกุศล ได้ผลกรรมดีมาหนุนส่ง อันนี้เป็นสุขแบบพื้นๆ สุขแบบที่สุดคือ ความไม่มีกิเลสเลย คือ นิพพาน
สุขทางโลก คือ สุขของชาวบ้าน คือ สุขจากการได้มีทรัพย์สินไว้ใช้สอย อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ แต่สุขแบบที่สุดของทางโลก หรือ โลกียสุข คือ ความไม่มีหนี้ ทำไมถึงสุข ก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ คนก็พากัน งง ว่า ทำไมดูดวงผมไม่รีบๆดูให้วันๆนึงได้หลายๆสิบคนจะได้รวยๆ ก็เราไม่มีความเดือดร้อน อย่างน้อยสุด ดูวันละคนถ้าเหนื่อยมากๆนะ เราก็ได้เงินพอกินข้าวสามมื้อละ ก็รวยเพื่อสร้างบ้าน ซื้อรถ ไปเที่ยว เอาให้พ่อให้แม่ไง ถามสั้นๆนะ ก็ถ้าอยากทำแบบนั้นแล้วเอาเวลาชีวิตมานั่งหาเงิน จนไม่มีเวลาว่างได้ไปไหนเลยนี่ ตกลง หาเงินไปทำไมเหรอ ประโยคคลาสสิคเวลาดูดวงคนรวยนะ หนึ่ง ต้องเลี้ยงลูกน้อง สอง มีหนี้เป็นล้านๆต้องจ่าย เลยต้องทำงานงกๆ ประโยคคลาสสิคเวลาดูดวงคนทำงาน หรือเด็กจบใหม่นะ หนึ่ง เป็นหนี้ธนาคาร หนี้เพื่อน หนี้บัตรฯ สอง บริษัท หรือ ที่เรียน ใช้งานหนักจนไม่มีเวลาว่าง และมีข้อสาม คือ ไม่รู้จะทำอะไรดี ไม่มีเงินทุน ก็เธอไม่ฝากเงินกันเรอะตอนเด็กๆ อ้อ ไม่ค่ะ ไม่มีเงินเก็บ น๊านนนนนนนนน
พ่อแม่สมัยนี้ สอนลูกแค่เรื่องใช้เงิน ไม่เคยสอนออมเงินกันเรอะ วัยเด็กผม ทุกเดือนผมต้องได้ไปธนาคาร เอาเงินไปฝาก เราชนะชาวบ้านก็ตรงนี้ เพื่อนๆที่โรงเรียนไม่ต้องฝากเงิน แต่รอตรุษจีน ได้อั่งเปากันทีเป็นพันๆ โตมาหน่อยก็เป็นหมื่นๆ เอามาอวดกัน บ้านฉันไม่มีอั่งเปา ฉันมีแต่สมุดบัญชี ที่ปีๆหนึ่ง ฉันก็เก็บได้พอๆกับอั่งเปาพวกเธอหละ แต่ฉันไม่ถอนมัน ข้อสำคัญ ผมค้าขายตั้งแต่สมัยมหาลัย และประกาศตนหลังเรียนจบว่า ต่อไปนี้ พ่อแม่ส่งเราถึงฝั่งแล้ว มีหน้าที่ต้องหาเลี้ยงตัวเองแล้ว แต่ก็มิวาย ฟุ่มเฟือยไง ยืมเงินแฟนใช้ จนปีแรกที่จบใหม่นั้น เป็นหนี้แฟน (ขายแรกๆยังไม่ได้กำไรเยอะ ไม่พอใช้หรอก ยิ่งมาอยู่เมืองหลวง) มาใช้หนี้ได้หลังจากนั้นแป๊ปเดียวเพราะมีงานประจำทำ และเริ่มต้นค้าขายทางอินเตอร์เนต แบบเงินศูนย์บาท เราไปขายสิ่งที่เราชอบซื้อ คติผมคือ อัฐยายซื้อขนมยาย ถ้าอยากได้อะไรที่มันไม่ใช่ปัจจัยสี่ ฉันจะพยายามหารายได้ทางอื่นมาซื้อมัน ไม่ก็ ขายมันซะ แล้วเอากำไรมาซื้อ เราก็ไปที่เราชอบซื้อ ไปบ่อยๆเขาจำหน้าได้ ก็ขอเขาว่า ถ่ายรูปได้ไหม จะเอาไปลงขาย ขายได้กำไรมาก็หักค่านายหน้านะ เราก็เอาไปโพสขาย ชอบเล่นคอมอยู่ละนี่ ก็ทำมาเรื่อย ทำจนเจ้านายบอกว่า แหม พ่อมหาจำเริญ เธอนี่อยากเที่ยวก็เที่ยว อยากลากิจก็ลานะ เค้าหาเงินได้เยอะกว่าเงินเดือนประจำนี้ น่าอิจฉา เพราะพักเที่ยงจะไม่เจอผมที่ทำงานครับ ถ้าไม่แหล่งซื้อของ ก็ไปรษณีย์
ผมถึงจี๊ดทุกที ที่มีคนพิมพ์มาว่า ดูดวงฟรีให้หน่อยนะ ช่วงนี้ ตกงาน ยากจน ไม่มีเงิน อะไร !! พวกขี้ขอ งอมืองอเท้า ช่วยไปก็เปลืองเวลาเปล่าๆ เพราะเดี๋ยวก็มีข้ออ้างว่าทำไม่ได้อีก สมัยฉันเรียนอยู่ฉันขายของ ฉันดูหมอทีละพัน ฉันก็มีปัญญาหาเงินเองมาจ่ายได้ ตอนกำลังหางานทำ ฉันก็มีเงินได้ และที่สำคัญ ตราบใดที่ฉันมีเงินจ่ายค่ามือถือได้ ฉันไม่เคยบอกใครว่า ไม่มีเงิน นั่งเล่นเฟส มาบอกตัวเองไม่มีเงิน น่าบีบคอ
ทุกวันนี้เลยกลัวหนี้มากๆ จะให้พิมพ์หนังสือ แล้วลงทุนพิมพ์ก่อนทีละพันเล่ม ไปวางขายนะ ฝันเหอะ ไม่ทำ มันเป็นหน้าที่คนอ่านที่ถ้าอยากอ่านต้องไปหาทุนมาให้ฉันพิมพ์ ไม่ใช่หน้าที่คนเขียนต้องอยากเสนอตัวเขียนขนาดนั้น เพราะทุกวันนี้ มีข้าวกิน มีบ้าน มีเสื้อผ้า มีเงินพอซื้อหยูกยา ถ้าจนก็ ขอนอนวัดได้ รู้จักพระหลายวัด เพราะฉะนั้น สั่งตำราผม ก็นั่งรอไป ยอดครบ ผมถึงขนไปพิมพ์ และก็มีคนใจดีนะ ท่านให้เงินมา บอกว่า เอาเป็นทุนไปพิมพ์หนังสืออะไรก็ได้ที่มีประโยชน์ เอ่อ เราก็ทั้งขอบคุณ ทั้งประหลาดใจว่า คนแบบนี้ก็มีในโลก แต่ผมไม่เอาเงินนั้นมาพิมพ์หนังสือที่จะหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรอก ได้มาฟรี เราก็ต้องแจกฟรี
รวยไม่รวยไม่สนใจ ขอแค่ไม่เป็นหนี้ พอละ
พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสสอนว่า ต้องร่ำรวยมากมายแค่ไหน ผมถึงกล้ายืนยันว่าการมาดูดวงผมไม่ใช่การค้า และคนดูดวงสำหรับผมจะไม่ถูกเรียกว่า ลูกค้า เพราะผมไม่ใช่พ่อค้า มีพ่อค้าคนไหนไม่มีหนี้ ไม่สร้างหนี้ สตรีแบ้งค์คนนึงพูดว่า โหย อาจารย์ ไม่มีคนรวยคนไหนไม่มีหนี้หรอก คนทำธุรกิจถ้าไม่กู้นะ ไม่มีทางรวย
ทีนี้เรื่องการบริหารจัดงานเงินใช้สอย ไม่น่าเชื่อนะว่าจะมีในพระไตรปิฎก ผมถึงบอกมาตลอดว่า หลายเรื่อง พุทธเจ้าสอน แต่เราไม่สนใจไปค้นหามาศึกษาเอง เท่านั้น
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแสดงถึงเหตุผลในการที่จะมีทรัพย์ หรือประโยชน์ที่ควรถือเอาจากทรัพย์สมบัติแก่อนาถบิณฑิกคหบดี โดยตรัสให้เหมาะกับสภาพของสังคมในสมัยนั้น พึงพิจารณาจับสารัตถะตามสมควรดังนี้ (จากหนังสือ พุทธธรรม : ฉบับปรับปรุงและขยายความ โดยพระพรหมคุณาภรณ์ หน้า ๗๘๗ – ๗๘๘.)
“ดูกรคหบดี ประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะทั้งหลายมี ๕ ประการดังนี้, ๕ ประการคือ
๑. ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมขึ้นมาด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งเป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม
อริยสาวกย่อมเลี้ยงตัวให้เป็นสุข ให้เอิบอิ่ม เอาใจใส่ดูแลตนให้เป็นสุขโดยชอบ
ย่อมเลี้ยงมารดาบิดา…บุตรภรรยาคนรับใช้กรรมกรคนงานให้เป็นสุข ให้เอิบอิ่ม เอาใจใส่ดูแลให้เป็นสุขโดยชอบ , นี้คือประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ข้อที่ ๑
๒. อีกประการหนึ่ง ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร…ได้มาโดยธรรม
อริยสาวกย่อมเลี้ยงมิตรสหายและผู้ร่วมกิจการงานทั้งหลายให้เป็นสุข ให้เอิบอิ่ม เอาใจใส่ดูแลให้เป็นสุขโดยชอบ , นี้คือประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ข้อที่ ๒
๓. อีกประการหนึ่ง ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร…ได้มาโดยธรรม
อริยสาวกย่อมป้องกันโภคะจากภยันตรายที่จะเกิดแต่ไฟ น้ำ พระราชา โจร หรือทายาทร้าย ทำตนให้สวัสดี , นี้คือประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ข้อที่ ๓
๔. อีกประการหนึ่ง ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร…ได้มาโดยธรรม
อริยสาวกย่อมกระทำพลี ๕ อย่างคือ ญาติพลี (สงเคราะห์ญาติ) อติถิพลี (ต้อนรับแขก) ปุพพเปตพลี (ทำบุญอุทิศผู้ล่วงลับ) ราชพลี (บำรุงราชการ) เทวตาพลี (ถวายเทวดาหรือบำรุงศาสนา) , นี้คือประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ข้อที่ ๔
๕. อีกประการหนึ่ง ด้วยโภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร…ได้มาโดยธรรม
อริยสาวกย่อมประดิษฐานทักขิณาอันส่งผลสูง อันอำนวยอารมณ์ดีงาม มีผลเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เว้นจากความมัวเมาประมาท ตั้งอยู่ในขันติโสรัจจะ ซึ่งฝึกฝนตนเอง ทำตนเองให้สงบ ทำตนเองให้หายร้อนกิเลสได้ , นี้คือประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งดภคะ ข้อที่ ๕
คหบดี ประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะมี ๕ ประการเหล่านี้แล , ถ้าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาอยู่ซึ่งประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ๕ ประการเหล่านี้ โภคทรัพย์หมดสิ้นไป เขาย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า อันใดเป็นประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ประโยชน์เหล่านั้นเราถือเอาแล้ว และโภคะของเราก็หมดสิ้นไป โดยนัยนี้อริยสาวกนั้นก็ไม่มีความเดือดร้อนใจ;
และหากว่าเมื่ออริยสาวกนั้นถือเอาอยู่ซึ่งประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ๕ ประการเหล่านี้ โภคทรัพย์เพิ่มพูนขึ้น เขาย่อมมีความคิดว่า อันใดเป็นประโยชน์ที่ควรถือเอาแห่งโภคะ ประโยชน์เหล่านั้นเราก็ถือเอาแล้ว และโภคะของเราก็เพิ่มพูนยิ่งขึ้น โดยนัยนี้ อริยสาวกนั้นก็ไม่มีความเดือดร้อนใจ เป็นอันไม่มีความเดือดร้อนใจทั้งสองกรณี”…
ในการใช้จ่ายทรัพย์ที่หามาได้นั้น สิ่งสำคัญในหลักการทางพระพุทธศาสนานั้นท่านสอนให้พึงเข้าใจและคำนึงไว้เสมอว่า ให้ใช้จ่ายไปในทางที่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและบุคคลอื่น หากใช้จ่ายไปในทางที่ไม่มีประโยชน์แล้วการแสวงหาและได้มาแห่งทรัพย์ดังกล่าวก็เปล่าประโยชน์และอาจจะมีโทษ รวมทั้งไม่มีค่าหรือความหมายใด ๆ โดยแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สวัสดีในชีวิตมี ๕ ประการ กล่าวคือ
๑. ใช้ทรัพย์ไปในการเลี้ยงตัว เลี้ยงมารดา บุตร ภรรยา รวมทั้งคนที่อยู่ในการปกครองทั้งหลายให้ได้รับความสุขสวัสดี
๒. ใช้ทรัพย์ไปในการบำรุงมิตรสหายและผู้ร่วมกิจการงานทั้งหลายให้ได้รับความสุขสวัสดี
๓. ใช้ทรัพย์ไปในการปกป้องรักษาสวัสดิภาพรวมทั้งทำตนให้มั่นคงปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวงที่มี
๔. ใช้ทรัพย์ไปในการเพื่อพลี เป็นไปในลักษณะที่จะสละเพื่อบำรุงและบูชา ๕ อย่าง
๔.๑ ญาติพลี คือ สงเคราะห์ญาติ
๔.๒ อติถิพลี คือ ต้อนรับแขก
๔.๓ ปุพพเปตพลี คือ ทำบุญหรืออุทิศส่วนบุญกุศลให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว
๔.๔ ราชพลี คือ การบำรุงราชการด้วยการเสียภาษีอากร เป็นต้น
๔.๕ เทวตาพลี (ถวายเทวดา) คือ ทำบุญอุทิศสิ่งที่เคารพบูชาตามความเชื่อถือ
๕. อุปถัมภ์บำรุงพระสงฆ์ รวมถึงเหล่าบรรพชิตผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบและผู้ที่ไม่มีความประมาทมัวเมาทั้งหลาย
ทีนี้ อยากย้ำว่า พุทธเจ้าสอนคน อย่างมีลำดับนะครับ ไม่ใช่ว่า เราทำข้อไหนๆ เราก็ถือว่า ก็ใช้สอยตามพุทธเจ้าว่าไง นี่ไง ชั้นมีเงินฉันเลี้ยงเพื่อน เลี้ยงญาติ จนชั้นเป็นหนี้เนี้ยะ อันนี้ผิดทางละ
ลำดับหนึ่ง เลี้ยงตัว เลี้ยงพ่อแม่ เลี้ยงลูก เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงคนในปกครอง(ลูกน้อง คนรับใช้) ต่อมาค่อย เพื่อน และผู้ร่วมงาน ต่อมาก็ ทำบ้านให้ปลอดภัย มีเงินฝาก กันเงินไว้ยามซวย ยามป่วย ยามทุกข์ยาก เสร็จแล้วค่อยทำ พลี สังเกตไหมว่า ญาติ กลับไม่ได้จัดในหมวด เลี้ยง แต่จัดในหมวด พลี คือให้แบบให้ไปเลย ไม่ใช่ให้ยืมแล้วมาคิดตามทวงคืน ต้องให้แบบ สละ รวมถึงการต้อนรับแขก (ก็คือเพื่อนใหม่ หรือคนไม่รู้จักกันมาก่อนนะหละ) ทำบุญแก่บรรพชน บูชาเทวดา และเสียภาษี อันนี้จะเห็นได้ว่า บ้านคนจีน ทำนะ แต่บ้านคนไทยสมัยนี้ไม่ค่อยเท่าไหร่ และก็ตอบแทนประเทศ สุดท้ายคือ หมวดที่ห้า คืออุปถัมภ์พระ เพราะอะไร ก็เพราะว่าข้อความที่ผมเอามาให้ท่านอ่าน มาบอกมากล่าวนี้ ได้มาจาก พระ ครับ พุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า เจอพระไหนให้เลี้ยงนะ พระองค์ตรัสละเอียดกำกับไว้ว่า เฉพาะ พระ หรือ บรรพชิต ที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ และ ไม่มีความประมาท มัว เมา ทั้งหลาย ไม่ใช่ว่าเอะอะเจอนักบวชก็ อุปถัมภ์ไปหมด
คนสมัยนี้ไม่ทำตาม เพราะไม่รู้ ก็เลยทุกข์ใจต้องมาหาหมอดู ว่า เมื่อไหร่ เพื่อนยืมเงินไปแล้วมันจะใช้คืน เมื่อไหร่ ญาติ เราให้เงินลงทุนไปจะเอามาคืน ทุกวันนี้ปลีกตัวไปไหนไมไ่ด้ เพราะต้องเลี้ยงญาติพี่น้อง (ใครสอนให้เธอเลี้ยงญาติเธอ เลี้ยงเพื่อนเลี้ยงได้ เพราะยังไงเขาก็เกาะเธอกิน อาศัยบ้านเธอไม่นานหรอก แต่ญาตินี่ บางคนเกาะกันชั่วชีวิตนะบอกให้) ละมาอ้างกับผม ว่า ก็เนี้ยะไม่ใช่ทำดีเหรอ ให้ทานนะเนี้ยะนะ ทำทานแบบไม่มีปัญญาก็ทุกข์แบบที่เจอนี่ไง ที่สำคัญที่ชอบทำกันนะ คือ เที่ยวทำบุญ ให้คนนั้นคนนี้ ลืมเลี้ยงลูกน้อง พอเขาไม่อิ่มปากอิ่มท้อง เขาก็โกงเรา หักหลังเรา ไม่เชื่อฟังเรา ละก็มาบ่น ดวงอิชั้น บริวารไม่ดีเหรอค่ะ ก็เธอเล่นให้เงินญาติที่เดินดุ่ยๆมาขอเงินต่อหน้าลูกจ้างที่ทำงานงกๆแบบว่า เป็นหมื่นเป็นแสน บางทีมากกว่าเงินเดือนลูกจ้างอีก เป็นผมๆก็คิดนะ เอ้อ โชคดีจัง แค่เกิดเป็นญาติก็ได้เงิน ไอ้เรามานั่งทำให้เขารวย เรากลับได้ นิดเดียว นะ เพื่อความผาสุขในชีวิต ตรุษจีนปีนี้ เริ่มเลย จัดสรรเงินทองตัวเอง เริ่มต้นทำงาน ปลดแอกตัวเองจากหนี้ซะ
จะได้รวยกันถ้วนหน้า จะได้เลิกขอดูดวงฟรี หรือมาต่อรองขอลดค่าดู บางคนถึงขั้นขอผ่อนเป็นรายเดือน บางคนบอก สัญญาว่าถ้ารวยจะจ่าย โอ้โห แต่ละคำของเธอ มันส่อนิสัยเจ้าแม่เจ้าพ่อแห่งการก่อหนี้ ชัดๆ ที่สำคัญ ก็เขียนบทความช่วยไปละ ก็หัดอ่านบ้าง มีใครมานั่งปากเปียกปากแฉะ พิมพ์บอก พิมพ์เป็นห่วง งกๆ แบบนี้
อ้อ คำว่า โภคะ หรือ ทรัพย์ ก็ดี ไม่ได้แปลว่า เงิน อย่างเดียวนะ อย่าเอะอะ ให้เงิน เอาเงินเลี้ยง “โภคะที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมขึ้นมาด้วยกำลังแขน อย่างอาบเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งเป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรม” และต่อให้เป็นเงินหรือทรัพย์สิน ที่มันไม่ได้เกิดจากความขยัน ก็ไม่นับ เช่น ถูกหวย เล่นพนันมาได้ และต้องเป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรมด้วย โกงชาวบ้าน ขูดรีดกำไรหน้าเลือด แล้วมาอ้างว่าต้องเลี้ยงครอบครัวแบบนี้ก็ไม่ใช่
ปล. ค่าดูดวง ก็ยังคงจะแพง และจะขึ้นราคาเรื่อยๆ เพื่อจะกีดกันพวกสันหลังยาว งอมืองอเท้าออกจากชีวิตข้าพเจ้า ไม่ได้ใจร้ายทุกวันนี้แทบจะเอาครึ่งหนึ่งของเวลาชีวิตมาให้ฟรี เขียนบทความให้ ทำกลุ่มฯ ให้ หนังสือบางเล่มก็แจกฟรี บางคนก็มาว่า ก็ฟรีได้สิ ไม่เห็นมีทุนอะไร เธออออค่าเรียนค่าเดินทางหาอาจารย์แต่ละคนเท่าไหร่ ค่าหนังสือตำรานี่ต่ำๆเดือนละสามสี่พัน มือถือเป็นหมื่นต้องเอายี่ห้อเสียงดีๆชัดๆ หูฟังหลายพันบาท ล่าสุดก็นี่ คอมพ์นี่ เพื่อความบางจะได้หิ้วไปพิมพ์ยาวๆที่ไหนก็ได้ บาง เบา และ แบตอยู่ได้นาน ซื้อแมคบุ๊คเพื่อมาใช้แค่พิมพ์งาน
หมอดูสบาย สบายอะไร เข้างานหกโมงเช้า เลิกงานเที่ยงคืน ตื่นมาก็ต้องตอบชาวบ้านละ เขียนบทความละ ละบางที เที่ยงคืนก็ยังตอบดวงคนอยู่เลย เห็นพี่เงียบๆ แต่งานพี่เพี๊ยบนะจ๊ะ แค่เรารู้ว่าเป็นงานแต่ไม่เป็นภาระ จนบ่นเรื่อยๆไงว่า โชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ที่ทำงานที่ตัวเองชอบ จนเราแยกไม่ออกว่า นี่เราพักผ่อนอยู่ หรือ เราทำงาน
ได้ข่าวว่า ช่วงนี้พิมพ์บทความ ยาวขึ้นๆ เรื่อยๆ ฮ่าๆ
ซินแสหลัว
ณ เวลาที่ผ่านมาแล้วสองชั่วโมงถึงได้หยุดพิมพ์
กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
Author: ซินแส