การแพทย์แผนจีน-ไทย

จุดที่จะเปลี่ยนกลับชีวิต ที่หลายคนตามหา แต่กลับไม่เข้าใจ

ไปๆมาๆจุดฝังเข็มนี่ อาจจะต้องคนไทยเชื้อสายจีน หรือคนจีนได้ผล  เพราะจริงๆมันเจ็บมากนะครับ ถ้าจะกดเฉยๆแบบไม่เอาเข็มทิ่มนะ  มันไม่ใช่แค่เราเอามือเข้าไปนวดๆคลึงๆละจะเห็นผลได้ มันต้องกด หรือหาอะไรกดจนรู้สึกเจ็บ  คล้ายๆเวลาเราโดนอะไรกัดแล้วเราสะดุ้ง เพ่งทุกอย่างไปที่จุดๆนั้น  คือมันอาจไม่ต้องเจ็บนาน แต่มันต้องถึงขั้น เจ็บจนรู้สึกหวาดหรือสะดุ้งขึ้นมา ซึ่งผมมองแล้วว่า คนไทยส่วนมากกลัวเจ็บกัน ทำไปทีไม่ค่อยได้ผล

ภาพจากไลน์กลุ่มโหรจีน ใต้ร่มธรรม


หรือบางทีสมัยก่อนผมปักเข็ม บางคนถึงขั้นถามว่า นี่คือ ย้ายจุดใช่ไหมนี่ จากเขาปวดหัวไมเกรนไม่หาย ทิ่มไปเข็มเดียว หายปวดหัวทันที แต่มาปวดแถวหน้าแข้งที่ผมปักลงไปแทน  แน่นอนว่าปวดน้อยกว่าปวดหัว แต่ใครก็คงไม่อยากย้ายปวดที่นึงมาปวดอีกที่หรอก
บางทีจุดเล็กๆพวกนี้ ถ้าไม่เอาเข็มทิ่ม/ฝังเข็ม ก็เลยต้องไปหาพวกหัวปากกา หรือหัวไม้จิ้มฟันมากด มันเลยไม่แปลกที่ตำราฝังเข็มบางทีเขียนเล่าประวัติซึ่งไม่รู้ว่าจริงไหมนะครับว่า เดิมทีใช้กระดูกสัตว์หรือขนเม่น ฝนจนแหลมแล้วแค่ทิ่ม ไม่มีการจิ้มลงไปผ่านเนื้อหนังเหมือนสมัยนี้ แล้วก็ถอนออกมาไม่มีการปักคาไว้ ซึ่งบางทีก็มีเลือดออกมา
วิชาพวกนี้ผมเลยมองว่าได้ผลกับสายเลือดหรือชนชาติ หรืออาจจะไม่เกี่ยวหรอก ได้ผลกับคนที่ไม่กลัวเจ็บ หรือมุ่งไม่อยากใช้เคมี เพราะพูดจากใจจริง ยาเคมีให้ผลสบายกว่าเยอะครับ บางทีทานไปหายปวดได้ทั้งตัวเป็นวันๆ บางทีทานไปอารมณ์สงบ นอนได้ทันที ถ้าไม่ใช่คนไม่กลัวเจ็บ ของพวกนี้ได้ผลมากกับคนจิตใจดีและฝึกสมาธิ จิตใจซับซ้อนไม่น้ำใสใจจริงแบบคนสมัยนี้นะ ใจไม่ค่อยซื่อๆใสๆนะ มีสารพัดรูปแบบในหัวในจริต หรือไม่ค่อยทำสมาธิ ฟุ้งซ่านมากๆนี่ ไม่ค่อยได้ผลดีเท่าไหร่
บางคนเลยชอบทำหน้าสงสัยแล้วถามผมว่า ไม่ต้องฝังเข็มเหรอ … ไม่หนะ ปักไปก็เหมือนผมหลอกคุณเอาเงิน เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรคุณได้เท่าไหร่เลย การทำตามใจก็เหมือนผมเป็นแค่บริกร ซึ่งไม่ใช่นิสัย บางคนอาจอ้างว่า ทำไปตามที่เขาต้องการ ช่วยให้เขาสบายใจไง คุณครับ ถ้าทุกคนและทุกที่เป็นพื้นที่ของการตามใจไปหมด ผิดชอบชั่วดีนี่ คงไม่มีค่าแล้วมั้งครับ ต่อไปคนจะเชื่ออะไรที่ตามใจ น่าพอใจ จนไม่ยอม อดทน เชื่อความดีและสิ่งที่สมควร วงการเหล่านี้กำลังถูกทำลายลดขั้นจากการแพทย์ ลงมาหาการบำบัด จากสิ่งจำเป็น ลงมาเป็นทางเลือก ไม่ใช่เพราะการวินิจฉัยแบบนี้เหรอ ตามใจคนเข้าว่า
หลายคนโทรมาบ่นยาผมขมมาก ผมไม่ปรับอะไรทั้งนั้น มีแต่บอกว่า อยากหายไหม อยากก็ทานลงไป ถ้ามีที่ไม่ขมกว่านี้ คนแบบผมไม่ใส่ลงไปอยู่แล้วครับ จะให้ไม่ขมเลยสำหรับอาการแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ แล้วห้ามทานน้ำผึ้ง น้ำหวานทานไปด้วย ยกเว้นไม่ไหวเกินทนจริงๆ รอสักพัก ค่อยทานลงไป 
ถ้าคุณตามใจใครสักคนนี่ ไปดูดีๆเถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะรักเขามาก ห่วงเขามากเหมือนเด็กน้อยๆนะ ก็ต้องเพราะ รายได้ เงินทอง  ที่ต้องทำให้เขาประทับใจ เราถึงได้เงิน เขาถึงบอกต่อ โอ้ ถ้าชีวิตจะต้องรับใช้ของพวกนี้ขนาดนั้น แล้วเอาเงินมาซื้อของไปเที่ยวได้ตามใจ จึงเรียกวิถีอิสรชน ผมว่า อันนั้นมันคือ ทาสในเรือนเบี้ย พอหมดก็ต้องกลับมาจำนน ตามใจเขา เพื่อให้เรามีรายได้ไปเรื่อยๆ
ถ้าเราขืนไม่ช่วยกันนะครับ ปล่อยปละละเลยให้คนในบ้านทำตามอำเภอใจ เลี้ยงคนแบบเอาใจเข้าว่า เอาเหตุผลเป็นรองนี้นะ  ยกเว้นแต่เรื่ิองบันเทิงใจเล็กๆน้อยๆก็ควรปล่อยอิสระไม่ควรจำกัดขอบไปด้วยคำว่าเป็นห่วงกลัวเสียหายไปเสียทั้งหมดหรอก สุดท้ายพอเค้าป่วยเราต้องเสียเงินแพงมาก เพราะ รพ เท่านี้เค้าไม่เอา การรักษาแบบนี้ไม่เอา ห้องพักไม่สวยไม่เอา อาหารไม่อร่อยไม่เอา เหมือนการแต่งงานจากงานเครือญาติกลายเป็นงานสังคมขนาดใหญ่ ต้องเสียเงินมากมาย นี่คนเราสมัยนี้เสียเงินมากไปกับความตามใจและการเชื่อว่าแบบนี้ถึงจะดี  พอๆกับที่ชอบคิดว่า การแพทย์เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องของหมอ ใครสักคนจะเรียนรู้เองนั่นเป็นไปไม่ได้ คุณครับ ชีวิตตัวเอง ชีวิตคนในบ้าน ทำไมต้องเอาไปฝากความหวังกับคนอื่น เว้นเสียแต่ว่า คุณไม่เชื่อมั่นในวิชารักษาที่คุณกำลังใช้อยู่  คนสมัยก่อนโรงพยาบาลไม่มี คลินิกไม่มี แล้วถูกเขียนประวัติศาสตร์เสียๆหายๆว่า ตายกันเป็นเบือ การแพทย์ไม่ทันสมัย โรคระบาดมาเอาไม่อยู่ ลองมาดูตอนนี้ครับ ปีสองปีที่ผ่านมา(ปีนี่ พศ 2565) คนตายไปกี่คน รักษาไม่หายกี่คน ไหนหละ ป้องกันสะอาดแค่ไหน ดีแค่ไหน กันได้ไหมหละ ข้อหาว่าความโบราณทำให้การรักษาไม่ทันสมัยคนจึงอายุสั้น อันที่จริงลองอ่านตำรับตำราสมัยก่อนทุกชนชาตินะครับ คนที่อายุสั้นคือ พวกเรานี่ต่างหาก คนโบราณอายุ 100 ปีคือเรื่องปกติ พระอานนท์ พระมหากัสสปะ อายุ 120 ปี นางวิสาขามหาอุบาสิกาอายุ 120 ปี พระอนุรุทธะ อายุ 150 ปี  ควรมาตั้งข้อสงสัยว่า ใช้ชีวิต และมองการใช้ชีวิตอย่างไรต่างหากถึงเกิดโรคภัยไข้เจ็บแปลกๆ มากกว่าการไปโทษว่า สารเคมีๆ อย่างเดียว
ลองมองดูรอบตัวเถอะ หาเพื่อนตายสักคน เพื่อนดีๆที่จริงใจ พร้อมเข้าใจและช่วยเหลือเรามีได้สักกี่คน แม้แต่เรียนมาด้วยกันยังจะพยายามเป็นคู่แข่งกันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หรือจะช่วยก็ต่อเมื่อมีหุ้นมีส่วน มีการลงทุน หรือได้ประโยชน์ ทำแบบนี้กันจนคุ้นชิน จนกลายเป็นปกติ แน่นอนครับ โลกในอุดมคติสวยงามแบบนั้นไปทุกพื้นที่ไม่มีจริงหรอก กี่ยุคก็สร้างไม่ได้ แต่โลกเล็กๆที่ดูจะขวางโลกแบบนี้ ก็คงไม่มีใครเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำรงอยู่รอดได้
พื้นที่ปลอดภัยที่เชื่อแน่ว่าจะได้รับความปรารถนาดีอย่างไม่แอบแฝงอะไรตอบแทนจะอยู่ที่ใดกัน เมื่อคนพากันเชื่อว่า หากไม่คิดเลี้ยงปากท้องบ้าง ชีวิตคงเดือดร้อนไม่รู้จบ ปากท้องนั้นใครๆก็จำต้องเลี้ยง และควรหาเงินดำรงชีพให้ได้ไม่ให้เป็นภาระ นั่นคือการกระทำ แต่จิตใจควรจะเชื่อมั่นว่า ไม่จำต้องได้ทุกบาท เก็บทุกสตางค์ กำไรมันทุกการขาย ได้เปรียบดูมีอนาคตไปเสียทุกช่วงชีวิต จะต้องได้ตามเป้าตามแผนไปเสียทั้งหมด เพียรพยายามแต่จะต้องดีจนเป็นที่น่าพอใจ ถึงจะให้ใครได้ หรือบางคนก็ดูเหมือนให้ด้วยหาด้วยแต่ก็ทำด้วยความไม่สบายใจ ประหวั่นพรั่นพรึงทุกเมื่อตอนเหลียวมาดูชีวิตตนเองว่า ทำไมได้แค่นี้ ผมมักถามคืนไปว่า แล้วต้องแค่ไหนหละ ถึงจะพอใจ ไม่เคยมีใครตอบได้ชัดเจนสักคน
การใช้วิชาอะไรก็ต้องรู้วิชานั้นอย่างเป็นวิถีชีวิต เหมือนการกดจุดหรือฝังเข็มที่บอกไป ไม่ใช่แค่สักแต่อ่านและทำตามภาพหรือเชื่อว่าอาจารย์คือทั้งหมดของความรู้ เล่าเรียนกันได้ใบปริญญาเท่ากับบอกว่าตนรู้แล้ว ต้องสอบทานดูวิถีชีวิตด้วย เป็นไปตามวิถีหมอธรรมชาติที่ตนกล่าวอ้างหรือใครเขาเชื่อหรือไม่ หรือพอหนักนิดก็วิ่งเข้าหาโรงพยาบาลฉีดยา ออกมาก็ดื่มชาสมุนไพรนิดหน่อยแล้วมาบอกคนทั่วไปว่า ชาดีๆ ทั้งๆที่วิถีชีวิตไม่ประกอบศรัทธาลงไป หรือพยายามดื้อแพ่งไม่รักษาอะไรทั้งนั้น ว่าเข็มเจ็บ ยาขม ปล่อยร่างกายตัวเองไปเสมือนว่าไม่ใยดีแก่ร่างแล้ว ไปสนใจโรคภัยคนอื่นแทนแบบนี้ก็ไม่เรียกว่าศรัทธาในตนเอง วิชาย่อมเลือนหายไปเรื่อยๆด้วยเหตุว่า ก็ทำตามแล้วไม่ได้ผล จริงๆไม่ได้เข้าใจองค์รวมของวิชา เหมือนกับบางคนเรียนโหรา ก็เพ่งแต่จะหาฤกษ์ หรือจัดฮวงจุ้ย ให้ข้าต้องได้ดีเสียก่อนจึงถือว่า วิชาดี หารู้ไม่ว่าของพวกนี่ถ้าใครสักคนต้องลงมือสั่งสมจารไนความรู้นับร้อยๆปี เพื่อเขียนตำราให้คุณได้ดีก่อนนี่ เขาจะทำไปทำไมครับ คนพาลใจหยาบปากพร่อยมากมาย เอาคำๆนี่หละมาทิ่มตำ คนดีๆที่หวังจะพลีเวลาทั้งชีวิตช่วยคนทั้งหลาย แบบคำถามอาบยาพิษว่า ทำไมเค้าไม่ได้ดีก่อนหละ ทำไมหมอดูไม่รวย ทำไมไม่มีบ้านหลังใหญ่ ทำไมทำอะไรก็ไม่เห็นก้าวหน้า ก็ความสำเร็จเขาอยู่บนการช่วยคน เหมือนเขาปลูกพืชงามในที่ดินของคนอื่นไว้ แน่นอนสิ คุณมาดูที่เขาคงเห็นแต่ บ้านเล็กๆ กับที่ดินว่างๆมีดอกไม้ขึ้นนิดหน่อย คนเป็นหมอหรือหมอดูแบบนี่ไม่ควรน้อยใจ ความดีย่อมตอบแทนความดีเอง เสมือนหนึ่งน้ำที่เรากรวดลงไว้ย่อมสะสมอยู่ที่ใดๆของโลกนี้เฉกเช่นบุญกุศลไม่หายไปไหน แต่เจ้าตัวกับคนทั้งหลายอาจจะมองไม่เห็น จะโทษคนเขลาปากพร่อยพวกนั้นว่าพูดผิดก็หาไม่ เพราะตาเขาต่ำหูเขาเบา จะไปรู้เห็นทั้งหมดแจ่มแจ้งได้แต่ประการใด  เพื่อนสนิทที่จะรู้ทางและรู้ใจชีวิตแบบนี้หากมีปณิธานไม่แน่นหนา ใจเร็วด่วนได้ ไม่อดทน ก็ย่อมจะพลัดพรากหายไปตาม ก็พึงจะเอ็นดูเถิดว่าเขาสะสมมาแค่นั้น รู้แค่นั้น ไม่แปลกหรอกที่โลกนี้จะดูยากมากสำหรับคนตั้งใจจะเดินทางแบบนี้ เพราะทั้งโลกกำลังต้องการความสบาย สะดวก ซึ่งมีพื้นฐานมาจากการตามใจ เอาใจ และทำให้เขาพอใจก่อนเช่นเดียวกับการรักษาที่ว่าไป จนคนเข้าใจผิดว่า การรักษาใจอันเป็นวิถีชั้นสูงของการแพทย์นั้น คือ การตามใจคนไข้เสียก่อน ซึ่งผิดทางมากนัก พอๆกับการตามใจคนมาขอร้องโหราศาสตร์ ก็ผิดทางนักสำหรับนักโหราศาสตร์ เป็นการย่ำยีดูถูกวิชาที่ครูโบราณท่านทุ่มเทชีวิตเรียบเรียงลงมาอย่างต่ำช้าที่สุด  ถ้าหากต้องสาธิยายยกหลักการมากมายเพียงเพื่อรักษาใจแบบตามใจใครสักคน คงเขียนสั้นๆว่า ตามใจเขาก่อนค่อยรักษานะ แค่นี้คงจบแล้ว การรักษาใจที่แท้จริงจึงไม่อ่านรวดเร็วได้ไปเสียหมด บางคนอาจใช้เวลา ถ้าสิ่งที่ต้องรักษาคือ การปลูกศรัทธา หรือสร้างความอดทนยืนหยัดในความดี แต่บางคนก็อาจเร็วจี๋เปลี่ยนได้แทบจะทันที ถ้าสิ่งที่ต้องรักษาใจนั้นแค่ การให้ความเห็นใจ เข้าใจ ให้ความอบอุ่น ให้ที่พึ่ง หรือไขปัญหาคาใจก้นบึ้งของเขา หรือแต่ละคนอาจมีทั้งสองก็ได้ ทั้งเร็วและช้า นอกจากนี้กระบวนการกายกระทบใจ ใจกระทบกายยังต้องถูกนำมาใช้ ซึ่งไม่ใช่แค่ กายของคนป่วย แต่หมายถึง อีกกายของคนๆนึงอาจกระทบกับอีกคนนึง จนสะเทือนไปทั้งกายและใจได้ด้วย เหตุนี่หมอสมัยโบราณจึงมีความรู้ทั้ง โหรา และ กาาแพทย์ไปควบคู่กันเพียงพอที่จะมองออกหรือเห็นต้นตอได้กว้างขวางมากกว่า โรค และ เชื้อโรค หรืออุบัติเหตุเท่านั้น เพราะนี่คือ ชีวิต จุดฝังเข็มเล็กๆส่งผลกระเทือนไปตามที่ต่างๆของร่างกายได้ฉันใด จุดเล็กๆน้อยๆของชีวิตก็ทำให้กระเทือนทั้งชีวิตได้ และการพบพรากกระทบกันของปัจเจกชนก็ย่อมส่งผลกระเทือนสังคมไปในทางดี สร้างสรรค์ หรือร้ายกาจได้ด้วยเช่นกัน บางทีที่คุณทำยังไม่ได้ อาจเพราะยังไม่เจอ คน หรือ สังคมที่จะช่วยนำพาให้ทำได้ คนเราจะสำเร็จทั้งหมดด้วยตนเองในเรื่องทางโลกเป็นไปไม่ได้ ผมถึงคอยย้ำเสมอในนิทานแสหลัวว่า ขอให้สนับสนุนกัน พ่อค้าให้อุ้มชูปัญญาชน ปัญญาชนให้สอนสั่งแนะนำพวกพ่อค้า สองสถานะที่ไม่ได้บัญญัติจากคุณทำงานอะไร แต่จากนิสัยหรือสิ่งที่คุณปรารถนา พ่อค้าได้กำไร ได้กินใช้ ได้ฐานะที่ตนต้องการก็กินอิ่มนอนหลับมีกำลังชีวิต ไม่คิดมาก แต่ปัญญาชนอิ่มจากความรู้ และเสรีภาพในความคิด การได้สร้างสรรค์ ย่อมคิดมาก และไม่เอาเวลาไปแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกชีวิตนัก อิ่มได้จากได้ทำในแนวทางที่ตนเชื่อว่าดี แต่ไหนแต่ไรมา สองสถานภาพนี้ก็เกื้อกูลกัน พอๆกับที่เราพบว่า ไม่มีปัญญาชนหน้าไหนจะมีเงินพอพิมพ์ตำราตนออกเผยแพร่ ถ้าเศรษฐีหรือเจ้าเมืองไม่ช่วยออกแรงคนออกทุน ซึ่งถ้าไม่ทำแบบนี้ พวกพ่อค้าขุนนางก็มิอาจจะได้อ่านความรู้ดีๆที่ ปัญญาชนรวบรวมไว้ให้ เหมือนหมอจีนที่สู้ตระเวนเก็บพืชชิมยาสมุนไพร ก็ต้องสละเวลาค้าขาย สุดท้ายความรู้เขาก็ช่วยชีวิตคนได้มาก พ่อค้าหรือครอบครัวก็ได้ประโยชน์ ส่วนตัวเขาเองก็มีกินใช้สอยได้  ทั้งหมดเพราะความกตัญญูยังสว่างไสว แต่ยุคนี้ ปัญญาชนถูกทิ้งจนต้องทำมาหากินแข่งพ่อค้า ทั้งต้องคิดมาก ทั้งต้องช่วยคน ช่วยตัวเอง พ่อค้าเองก็กลัดกลุ้มมีทุกข์ ทำอย่างไรให้หมุนเงินให้ทัน เพราะคิดว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ ความรู้จากไหนก็ให้ผลเหมือนกันสิ หาคำตอบแต่เจอทางออกแบบผิดๆเพี้ยนๆ ยิ่งทำให้เดินผิดทาง ทุนจมไปเรื่อยๆ หรือไม่จม ยิ่งร่ำรวย แต่ครอบครัวแตกแยก ชีวิตเสียหาย สุดท้ายได้แต่เอาเงินเลี้ยงลูกหลาน เพราะทั้งชีวิตหาแค่เงิน มีแค่เงิน ไม่คบคนมีความรู้ใดๆทั้งนั้น เชื่อมั่นว่า กองเงินกองสมบัติที่ตนมีคือสิ่งยืนยันความสำเร็จ โลกก็วุ่นวาย พ่อค้าบางคนสวมชุดปัญญาชน ปัญญาชนบางคนต้องสวมชุดพ่อค้า โลกยิ่งดูสับสน  พ่อค้าในเครื่องแบบปัญญาชนเมื่อคนที่โลกมองว่ามีความรู้วันๆกลับนึกถึงวันที่ตนปลดภาระ ต้องรีบสั่งสมสารพัดให้พอในยามอยากสบายตอนแก่ จะได้รีบๆลาออกไปหาชีวิตวัยรุ่นวัยเด็กที่ขาดหาย ไม่เคยมีความสุขกับการหาความรู้ มีแต่เพียงความสุขจากการได้ก้าวไปในกองเงินทองหรือก้าวหน้าแบบที่บ้านคาดหวัง อีกฝ่ายคือปัญญาชนที่สวมเครื่องแบบพ่อค้า ต้องทนค้าทนขาย ไม่ชอบค้าขายหากำไรก็ต้องทำบ้างเพื่อให้อยู่รอด แต่ทักษะวิธีการก็ไม่สู้พ่อค้า เอาเวลาชีวิตกับคลังความรู้ที่มีค่า ผละออกมา ทำมาหาเลี้ยงตนให้รอดก่อน ให้คนยอมรับก่อน ให้ดีก่อน ให้ไปที่ไหนคนไม่ว่าๆเอาตัวไม่รอดเสียก่อน อับอายที่มีทรัพย์น้อยมากกว่าความรู้น้อยที่ควรอาย อยู่กับคนรู้มากยิ่งอึดอัด ทั้งความรู้ก็ไม่มีเวลาจะเพิ่มพูนได้ ทั้งชีวิตก็ไม่ได้ดีได้ง่ายแบบคนที่เขาคงกระพันในความรู้และการช่วยเหลือคนมาแต่เริ่ม พอจะไปทางดีทางเสียสละก็ดูชีวิตมีภาระและไปไม่ได้ดีแบบเขา พอจะมาค้าขายทำอาชีพเพื่อให้มีเงินทองไหลเวียนดี ก็ไม่มีทักษะจะทำได้สำเร็จ เพื่อนพอมีพอช่วยได้บ้างก็เป็นการช่วยแบบผิดๆ คือ ช่วยให้ได้ปลาแต่ช่วยหาปลาไม่ได้ เป็นการช่วยแบบครั้งคราวที่ทำให้เกิดความเกรงใจมากว่าจะต้องถูกคนช่วยไปถึงขั้นไหนและนานแค่ไหน ชีวิตของทั้งสองแบบเลยดูอนาคตนั้นมี แต่ยาวไกลเหลือเกิน ทั้งหมดก็เพราะไม่ได้อดทนเอาเป็นเอาตายกับการเข้าถึงแก่นของ วิถีชีวิตวิถีวิชา คือ จะเอาแต่ภาคความรู้แล้วเอามาทำในแบบที่ตนเองคิดว่าดี แบบนี้หละเรียกว่าหมอ แบบนี้หละเรียกว่าหมอดู เรียกว่าครู เรียกว่าสถาปนิก เรียกว่านักธุรกิจ เรียกว่าแม่ค้า ก็แน่นอนโทษใครได้ในเมื่อไม่มีตำราใดเขียนแนะนำการทำอาชีพเอาไว้ เขียนไว้เพียงแต่ความรู้สำหรับอาชีพนั้นๆ คุณธรรมในอาชีพไม่รู้ก็ย่อมไม่ใช่ความผิดทั้งหมดของคนนั้น การดำรงวิถีชีวิตเพื่ออาชีพแบบนั้นก็ไม่ทราบอีก นี้หละๆ ทำไมคนเรายิ่งมีความรู้ในโลกทันสมัย มีสังคมมากมายกว้างขวาง อยากค้าขายกับคนอีกซีกโลกก็ไม่ยากมาก มีการโอนเงินรับเงินได้สะดวก ทุกอย่างดูเหมือนดีไปหมด แต่ทำไมยิ่งดูฝืดเคือง ก็เพราะไม่ได้เข้าถึง วิถีชีวิตของการเป็นอาชีพนั้นๆให้ถ่องแท้ มิหนำซ้ำชอบเอาเงินและความสำเร็จทางโลกๆต่างๆ ชื่อเสียง การขยายสาขา ลูกค้าที่มี รีวิวที่ได้ เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จว่ามาถูกทาง พอสักพักสะดุดหรือไปไม่ได้แล้ว ก็ งงงวยเป็นอันมากว่าที่ผ่านมาคืออะไรหละ คำหลอกลวงเหรอ โลกกำลังหลอกเธอ หรือเธอไม่รู้จริงพอที่จะอ่านออกได้ ไม่ต้องอ่านไปทั้งโลก อ่านแค่วิถีชีวิตที่ตนเองเป็นอยู่นั้นหละ ทุกอาชีพนอกจากจะมีความรู้และทักษะในการทำอาชีพที่ชอบสอนกันในสมัยนี้แล้ว ยังมีสิ่งมีค่าที่กำหนดทิศทางความเจริญและความยั่งยืนของอาชีพคือ วิถีชีวิตของอาชีพแบบนั้นๆ หรือพูดง่ายๆว่า ความมีศรัทธาและการกินใช้ของที่ตนเองได้ทำเป็นอาชีพ ทำไมข้าวขาหมูต้องมีกระเทียมและน้ำส้ม เพราะคนทำเขาก็กินเองจนรู้ด้วยทักษะพ่อครัวชั้นดีว่า กระเทียมช่วยล้างไขมันดับคาว น้ำส้มพวกนั้นช่วยย่อยอาหารไว สิ่งพวกนี้อาศัยแค่ความรู้และการทำตามแบบสมัยนี้ก็หาไม่ เพราะบางร้านมีต้มยำ บางร้านมีผักดอง บางร้านมีคะน้าลวก แสดงว่าคนสมัยก่อนเขาเรียนรู้ในครัวตนเอง ด้วยวิถีชีวิต ไม่ได้ไปเรียนสูตรแล้วเอามาทำเพียงเพื่อให้ขายดีตามแต่ตนเองกับที่บ้านไม่ได้ชอบทานข้าวขาหมู ถ้าเราลองไปดูบางประเทศที่ธุรกิจเขาดำเนินมายาวนานเราจะพบความประหลาดว่า บ้านคนขายไอติม ชอบกินไอติมกันแทบทุกรุ่น บ้านคนปลูกดอกไม้ก็ชอบดอกไม้ที่ตนปลูกมาตลอด ตราบใดที่รุ่นไหนความชอบหายไป เขาจึงค่อยขายกิจการนั้นแก่คนที่ชอบนะ ไม่ใช่แก่นักลงทุน เพราะเขามองธุรกิจนั้นเป็นเหมือนคนในครอบครัวของเขา เนื่องจากสั่งสมมาแบบนั้น สูตรอาหารต่างๆในสมัยก่อนเลยมีตัวแก้ ตัวรักษาโรคไปพร้อมๆกัน เหมือน ขนมจีบกับซอสเปรี้ยว และบางที่มีผักกาดแก้ว บางที่ไม่มี บางที่มีกระเทียมเจียวเพราะใส่มันหมูและหัวพืชหรือแห้วน้อย บางที่ไม่ต้องมีเพราะใส่มากอยู่แล้ว เป็ดย่างต้องคู่กับถั่วเพื่อไม่ให้ไอมาก หรือระคายกระเพาะเยอะ ทำให้เลือดลมอบอุ่น ในขณะที่ต้องมีขิงดองเพื่อปรับสมดุลย์อินหยาง เพราะเป็ดอยู่ในน้ำและที่แฉะมากกว่าไก่ เนื้อเป็ดในตำราแพทย์จึงเย็นและอินมากกว่าไก่ ขิงดองช่วยได้เยอะ ผู้คนเหล่านี้เขาใช้ชีวิตในการค้าขายของเขาตามแบบวิถีชีวิต เหมือนพ่อค้าสมัยก่อนร้านโชว์ห่วยที่บอกเราได้หมดว่า ของชิ้นนี้เหมาะกับใคร ลองใช้แล้วเป็นแบบไหน มักไม่ปล่อยให้เราหาของเอง แต่กลับจะถามว่า อยากได้อะไรมากกว่า เพราะเขารู้จักหมดทั้งร้านของเขา และจะไม่เอาของที่ตนเองไม่กินไม่ใช้หรือไม่รู้จักดีพอมาขายง่ายๆ ต่อให้จะดูทำกำไรงาม อันนี้หละคือเสี้ยวเล็กๆ ตัวอย่างของคำว่า วิถีชีวิตของอาชีพ ตามที่ผมอยากจะบอกท่านว่า หลายๆท่าน จริงๆแทบจะทั้งหมด ที่ไม่เจริญสักที หรือไม่เจริญใจ อยู่กับอาชีพใดๆแบบทุกข์ระทมและกดดันจนพลอยไปโทษกงสี โทษมรดกอาชีพ หรือโทษลูกน้อง โทษคนรอบข้าง ว่าความกดดันทั้งหมดมาจากอาชีพตัวเองนั้นหละ และไม่ได้มาจากความไม่รู้ หรือทักษะอาชีพน้อย ก็จบปริญญามาทำตรงสาขา หรือก็ไปเรียนต่อก่อนแล้วมาทำ หรือมีคนติวมาสารพัดจะไม่รู้ได้อย่างไรเล่า ท่านไม่ได้ดำรง วิถีชีวิตแห่งอาชีพนั้นให่ดีพอต่างหาก ซึ่งก็มีคนอีกมากที่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่ชีวิตเขาเหมือน โชคดีจังเลย จับอะไรก็ดูดีไปเสียหมด ก็ให้ท่านลองไปมองดูดีๆเถิด วิถีชีวิตพวกนี้เกาะเกี่ยวกับความมีปณิธานเอาไว้ ใครที่ดูสำเร็จง่ายก็เพราะตั้งปณิธานต่ำๆไว้เพื่อตนเอง หรือเอาตัวรอดนั้นหละ ในบั้นปลายหรือในจุดหมายยาวๆ เขาไม่มีอะไรไปมากกว่า ทำอาชีพนี้ไง ทำไปจนตาย ตายแล้วไปไหนก็ช่าง ขอให้ตอนนี้ได้ดีก่อน ซึ่งก็ได้ดีสมใจตามนั้นแล้ว ทุกสิ่งที่เขาหยอดลงหลุมแห่งการเพาะเมล็ดชีวิตของเขาคือ วันข้างหน้าที่ไม่เกินไปกว่าชาตินี้หรือโลกนี้ไปไหน คนที่หวังลงทุนยาวไกลกว่าจะเห็นผลต้นงอกก็เลยช้า ชีวิตเลยดูเหมือนทั้งช้า ทั้งมีปัญหา มีเรื่องราวที่ใครเขาไม่ต้องมาเจอ มีอุปสรรค ขอแสดงว่ายินดีว่าคุณคิดไปไกลกว่าเพียงภพชาตินี้นั้นหละ ก็ขอให้กลับมาย้อนมองดู วิถีแห่งอาชีพตัวนี้ให้ดีๆ เพราะถ้าเมื่อไหร่มันเสีย หรือผิดทางไป ต่อให้ยังมีอาชีพอยู่ มีความรู้อยู่ มีเงินทองอยู่ มีลูกค้าอยู่ และสิ่งพวกนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงนะครับ กลับดูเพิ่มขึ้น หากว่าไม่ทำ วิถีชีวิตแห่งอาชีพให้ดีพร้อมตามทางที่ควรเดิน สิ่งที่จะเจอคือ ความพลัดพราก สะสมเงินได้สักก้อนก็ต้องจ่ายออกไป ชีวิตกำลังตั้งตนได้ก็จะต้องล้มลง เพื่อนฝูงหรือคนรักที่มีก็จะหายไป บ้านช่องต้องโยกย้ายเปลี่ยนแปลงกระทันหัน หรือไม่เป็นไปตามแผน ชื่อเสียงที่สั่งสมมาก็ดูเหมือนจะชะลอตัวลง ทั้งหมดจะว่าเป็นดวงชะตาก็ดวงชะตา จะว่าเป็นกรรมก็กรรม แต่หมวดใหญ่ในการทำความเข้าใจคือ คุณได้รู้ไม่หมด ทำไม่หมด หรือไม่ได้ทำไปในแนววิถีแห่งอาชีพที่คุณควรทำ ซึ่งไปหาอ่านจากผังดวงชะตาเฉยๆหาไม่เจอ เพราะอาจระบุว่าคนนี้ก็ทำอาชีพที่เหมาะสมกับดวงชะตาอยู่ ทุกอย่างในวิถีโคจรแห่งธาตุและดวงดาวก็กำลังดีอยู่ สภาพครอบครัวหรือชีวิตเงินทองก็ดีทั้งหมด อะไรเสียเล่า วิถีชีวิตแห่งอาชีพที่เสียนี่ หาได้จากการมีตัวอย่างดีๆครับ ต้องประมวลรวมความจาก ตัวอย่างผู้ที่ทำอาชีพนั้นๆมาว่า ท่านดำรงตนแบบไหน ไม่ว่าจะกลุ่มพ่อค้า หรือกลุ่มปัญญาชน หรืออาชีพใดๆก็ตาม อีกทั้งต้องดูเวลาการใช้ชีวิตตลอดทั้งวันของเขาเองนั้นหละ หรือพิเคราะห์ในเสายามเกิดให้ดี ถ้าใครมีความรู้โหราศาสตร์จีน ตัวยามเกิดนี้หละจะเป็นตัวบอก กิจวัตรแต่ละวันๆ ว่าเขาได้ทำไปในแนววิถีชีวิตอันควรแล้วหรือยัง หรือถ้าใครไม่มีความรู้ด้านนี้ ก็ให้อ่านกิจวัตรของตนเองนั้นหละครับ ว่า ทำกิจวัตรแบบนี้ สมควรเรียกว่า ตนเองเป็นอาชีพนี้ดีพอแล้วหรือยัง สรุปง่ายๆคือ เวลาในภาพเล็ก(เท่านั้นไม่เกี่ยวกับภาพกว้าง) คือเวลาในแต่ละวันว่า คุณเอาไปใช้ทำอะไรแล้วเทียบกับอาชีพ ซึ่งการทำงานอย่างบ้าคลั่ง หรือทำตั้งแต่เช้ายันดึกนี่เป็นตัวฟ้องชัดมากกว่า คุณกำลังทำผิด วิถีแห่งอาชีพอย่างรุนแรงที่สุด ถ้าคุณทำถูกต้องก็แค่หาเจอ ห้วงเวลาทำเงิน หรือช่วงเวลาดีๆไม่กี่ชั่วยามที่คุณมือขึ้นแล้วทำมันลงไปในอาชีพ นอกนั้นเป็นเวลาแห่งการ เสริมทักษะหรือความรู้ และเวลาพักผ่อน เปรียบเทียบกับการใช้ดาบอาจจะดูง่าย คุณควรเห็นเวลาของตัวเองว่าชั่วยามไหนที่ ฟันดาบลงไปแล้วได้เป้าหมาย นอกเหนือไปจากนั้นคือ เวลาลับดาบ เวลาฝึกเพลงดาบ เวลาพักผ่อน และเวลาตรวจเช็คสภาพดาบ หาใช่ว่าควรเป็นเวลาถือดาบไปไล่ฟันหมดทุกช่วงไม่ ซึ่งชั่วยามเหล่านี้ของแต่ละคนต่างกัน คนที่ประสบความสำเร็จในทางโลกๆง่ายหน่อยช่วงยามพวกนี้จะตรงกับชั่วโมงทำงานโดยปกติของคนทั้งโลก แต่คนที่สำเร็จช้าหน่อย หรืออาจจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ ช่วงเวลาพวกนี้อาจจะกลัลตาลปัตร เหมือนบางคนที่ต้องอ่านหนังสือตอนดึก บางคนขายของเช้ามืดแล้วขายดี หรือขายของตอนกลางวันแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ขายดี ลากยาวกว่านี้มีแต่จะกลืนทุน ชีวิตจึงควรเป็นแผงลอยไม่ควรเช่าตึก เพราะค่าเช่าตึกนั้นนับเวลาทั้งวัน ส่วนแผงลอยนั้น นับตามชั่วโมงพอได้ ถ้าคุณเข้าใจหลักทั้งหมดแบบไม่เอาใจไปคิดอยากทำเหมือนใคร ชีวิตคุณจะสามารถป้องกันตัวเองจากการ กลืนทุนที่ไม่ควรเสียได้อย่างสิ้นเชิง หรือหากต้องมีสถานที่คุณก็จะมองได้ชัดว่า ที่ผืนนี้ ในเมื่อซื้อหรือเช่ามาแล้วเท่ากับเสียทุนทั้งวันทั้งคืนลงไป เราควรเอาไปทำอะไรบ้าง นอกจากการเอามาใช้ฟันดาบแต่อย่างเดียว เพราะไม่มีนักรบคนไหนยิ่งฟันดาบไปทั้งวันแล้วจะถูกเป้า มีแต่จะพร่าจะล้าไปเรื่อยๆ นี่คือกฎการทำแล้วพัก หรือกฎของอินหยาง ผมสำรวจพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพในเชิงไม่บ้าคลั่งร่ำรวยแต่เป็นสุข เขาสามารถจัดการเวลาทำเวลาพักของเขาได้อย่างลงตัว เมื่อทำก็ได้ทำจริงแบบอิสระและมั่นคง เมื่อพักก็ได้พักจริงอย่างเบาใจและหายเหนื่อยเต็มที่ คนเขลามากมายในโลกนี้ต่อให้ทำอาชีพอะไรหรือเรียนสูงแค่ไหน กำลังพากเพียรทำงานไม่รู้เวลาและใช้เวลาพักไปกับการทำ ใช้เวลาทำไปกับการแก้เครียดชีวิตเพื่อจะหาทางออก สุดท้ายพบกับคำว่า เหนื่อยแต่หยุดไม่ได้ หรือเครียดจากครอบครัว สังคม รุมเร้า ทั้งๆที่สิ่งที่ทำให้เครียดมาจากงานที่ทำ หน้าที่ของตัวเองนั้นหละ พอไปเจอกับสิ่งรอบตัวที่ไม่น่าพอใจไม่ดีตามที่ฝันก็คิดไปจนว่า สิ่งพวกนี้ต่างหากเป็นเหตุ ถ้าเป็นเหตุจริงก่อนหน้าที่ไม่มี หรือตอนตัดสิ่งพวกนี้ออกไปต้องดีใจ และชีวิตดีโดยทันทีสิ นี่ก็ยังพะว้าพะวงและไม่แน่ใจเหมือนเดิมอยู่ดีไม่ต่าง คนสมัยนี้เลยไม่กล้ารักกัน ไม่กล้าเป็นเพื่อนจริงๆต่อกัน ไม่กล้าทุ่มอะไรให้กัน เพราะคิดว่าต้องเอาเวลาไปทำให้ตนเองดี ความที่ตนดีนี่ทำให้มีคนเข้าหา มีลูกค้าหรือมีเพื่อน ซึ่งจริงๆผิดทั้งหมด การรู้จักวิถีแห่งอาชีพของตนที่ เห็นชัดว่าชั่วยามไหนทำเงิน ขั่วยามไหนเป็นตัวหนุนนี่ต่างหากที่จะทำให้ ใช้แรงน้อยที่สุดเพื่อผลดีที่สุดแล้วจะได้เหลือแรงไปทำสิ่งอื่นที่จะมายิ่งช่วยหนุนทำให้แรงที่ใช้หลักมีพลังมากขึ้น ซึ่งละเลยไม่ได้คือ คุณธรรมและความจริงใจในอาชีพ ในเพื่อนมนุษย์ ในลูกค้า ในคนที่ต้องข้องเกี่ยวเป็นสำคัญ ก็พอๆกับผังภาพนี้ที่ชวนให้ผมเล่าเรื่อง ท่านอาจคิดว่ากดไปที่ไหน ขอให้เจ็บ ให้ถูกตามที่ผมบอกก็ได้แล้ว แต่จริงๆ ร่างกายคนเรามีชั่วยามในการไหลเวียนลมปราณอยู่ การทานยา การรักษา หรือการฝังเข็มที่ถูกชั่วยามก็เหมือนเราได้เข้าไปตอนที่ประตูธรรมชาติเปิด พร้อมๆกับได้ยืมแรงธรรมชาติส่วนนึงมาช่วยเรา ผลย่อมดีกว่ามากๆ และเสียเวลาน้อยกว่ามากในการเพียรทำ เพียรทิ่มอยู่เรื่อยๆแบบนั้น จนพอไม่หายหรือไม่ได้ผลดี อาจจะงงว่า ฝีมือไม่ถึง ความรู้ไม่พอ หรือฝึกหรือไม่ได้ ให้เวลากับมันน้อย จริงๆอาจจะแค่ ท่านไม่ได้ทำไปในชั่วยามที่ถูกต้องเท่านั้น เพราะไม่ได้สำรวจวิถีแห่งอาชีพให้ดี และคิดด้วยใจโลภๆเบาๆว่า ถ้าชั่วยามนี้ดีได้ ขั่วยามอื่นๆก็ต้องดีได้ไปเสียหมดสิ กำลังใช้ธรรมะแบบผิดๆว่า พากเพียรต้องได้ผลดีเท่าที่เคยเกิดได้เสมอ จริงๆอันนั้นคือเรื่องของจิตของใจ การฝึกจิตและคุณธรรมทำตอนไหนย่อมได้ผลดีเป็นอกาลิโกเป็นสากลแบบนั้น ไม่เหมือนกับการค้าการขาย การทำอาชีพ หรือการกระทำในทางโลกที่เหตุปัจจัยเยอะมาก จะมาหวังว่ายิ่งขยายชั่วโมงการทำงาน เติมทุนลงไป ทุ่มโฆษณาเยอะๆ เล็งให้ตรงเป้าอีกสักหน่อยสิ จะได้ผลดีแน่ๆเลย แบบที่เคยได้ไง เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเป็นไปได้พระท่านคงไม่ตรัสสอนให้เราเลิกสนใจความโลภ และตัดความโลภ หากว่าเป็นนิจจังแน่นอนและเชื่อถือได้ จนเราควบคุมได้หมด ทุกข์ที่ไหนจะมี คนสมัยนี้ชินกับการถูกอำนวยความสะดวกหรือทำตามใจชอบ จนพอไปอ่านอะไรก็พยายามตีความเข้าตนเอง หนักเข้าก็เอาธรรมะมาใช้กับธุรกิจ ซึ่งผมต่อต้านและบอกมานานแล้วว่า เป้าหมายคนละเรื่องเลย จะเอามาใช้ด้วยกันอย่างไร อันนึงมุ่งไปทางสละและให้รู้ชัดว่าทุกสิ่งไม่เที่ยงไม่มั่นคง อันนึงมุ่งไปทางหากำไรและให้มั่นคง เอามาใช้ได้แต่เพียงบางข้อให้พอประคับประคองชีวิตไปได้ แต่จะแผลงเอาสัทธรรมทั้งหมดมาใช้กับชีวิตทางโลกๆ ทางธุรกิจทำมาหากินนั้น รังแต่จะผิดทางเอา เหมือนอย่างที่เชื่อกันว่า มีเท่าไหร่ก็ทำบุญแค่นั้น อย่าไปทำบุญหรือช่วยใครเกินตัว อันนั้นเป็นธรรมะขั้นต้นสำหรับผู้กำลังเริ่มทำความเข้าใจและประพฤติตน แต่สำหรับผู้ที่เจริญก้าวหน้าในธรรมหรือมีศรัทธามากๆ ท่านยิ่งจะเสียสละมากต่างหาก เสียสละบ้านที่อยู่ เสียสละการเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับ ก็เอาผลที่เหลือจากการเสียสละเหล่านี้มาทำกุศล แสดงว่า ท่านไม่ได้เลือกจากการทำมาหากินแล้วเหลือจึงเอามาทำกุศล ท่านกดชีวิตลงให้ต่ำที่สุดเท่าแต่ที่จำเป็น แล้วหาทางทำกุศลให้มากขึ้นซึ่งบางทีเป็นการเอาเวลาไปทำอย่างอื่นมากกว่าเอามายุ่งกับเงินๆทองๆ จนคนทั่วไปคิดว่านี่ไง มีน้อยเลยทำน้อย เพราะมองอะไรก็มองแต่ที่ตัวเงินไปเสียหมด บ้างก็บอกว่าเรายังไม่บวชนี่ต้องทำมาหากิน เลยต้องทำแบบนี้ คนบวชเขาก็ทำได้มากกว่า อันนั้นพูดไม่ผิด แต่ถูกไม่หมด ใครจะไปรู้ได้ไงว่าเท่าไหร่ในชีวิตถึงเรียกว่าพอของอีกคน การที่เขารู้สึกว่าพอแล้วๆเอาเวลาชีวิตไปทำเรื่องต่างๆที่ไม่ได้อามิสสินจ้าง จะเรียกว่าเขากำลังใช้ชีวิตเลื่อนลอยก็หาไม่ และการบวชไม่ใช่ประตูเดียวไปสู่การหลุดพ้น คนไม่บวชก็สามารถไปถึงได้ เพียงแต่ว่าอาจดูขัดๆในสายตาของคนรู้น้อยก็เท่านั้น ในที่นี้เราจะไม่พูดเลยเถิดไปถึงการหลุดพ้นให้มากนัก เพราะผมมุ่งอยากแสดงให้เห็นว่า ต่อให้ผังดวงชะตาดี ส่อถึงการมีทุกอย่างที่ควรมีพร้อมในวัยเด็ก การอยู่ในห้วงเวลาที่ดีแล้ว การมีสถานที่ๆ ชัยภูมิหรือฮวงจุ้ยดีแล้ว การมีความรู้ความเชี่ยวชาญในอาชีพที่ดีแล้ว ความเสี่ยงอีกอันที่ใหญ่หลวงแทบล้มกระดานชีวิตนี้ให้พลิกได้คือ ได้มีวิถีแห่งอาชีพที่ดีพอแล้วหรือยัง ทำอาชีพแบบนี้ๆ ควรเอาสิ่งนี้ๆ เวลาขณะนี้ๆ มาทำเรื่องพวกนี้ใช่หรือไม่ หรือควรจะเอาไปใช้ทำอย่างอื่นให้ถูกตรงมากกว่านี้ ถ้าเข้าใจและปรับปรุงในจุดนี้ได้ จะพบว่าการหาอาชีพที่ใช่ และคนที่ใช่อย่างเดียวนั้นไม่จบ คุณจะประคับประคองให้ดีงามได้และพัฒนาไปได้ก็ด้วย วิถีแห่งอาชีพที่ดีพอ ซึ่งเรื่องเวลากิจวัตรเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่าง การมีศรัทธาแล้วเอามาทำให้ชัดๆในชีวิตนั้นสำคัญกว่ามาก เหมือนการทำอาหารขายที่คุณได้กินของที่ขายนั้นไหม ทำเสื้อผ้าคุณได้ใช้ของที่คุณทำหรือไม่ แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องทุกมื้อที่กินหรือทุกชุดที่สวม แต่คำว่าใช้หรือไม่นี้ มุ่งหมายที่ มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่กำลังทำเพื่อดำรงชีพนั้น ดีพอที่คุณจะนำมากินมาใช้มาใส่มาอยู่ ทำมันเหมือนที่คุณทำให้กับคนอื่น ชื่นชมมันเหมือนกับที่คุณบอกคนอื่นให้เชื่อมั่นหรือชื่นชมพอที่เขาจะยอมจ่ายเงินซื้อแล้วหรือยัง แน่นอนว่าคำถามนี้จะกลับมาย้อมถามย้อนแทงใจว่า คุณรู้ดีและเชี่ยวชาญพอแล้วหรือยัง คุณรักและเชื่อมั่นในชีวิตคุณดีพอแล้วหรือยังด้วย ปีที่แล้วผมได้เขียนหนังสือที่มุ่งเน้นว่าคนโบราณมองอย่างไรในกรณียามเกิดของคนเราไม่ว่าไทยจีน ปีนี้ผมมาเขียนย้ำลงไปอีกว่า ยามเกิดมีความสำคัญมากไปกว่าชั่วยามอย่างไรถ้าเรารู้ความหมายจริงๆให้ลึกซึ้งเข้า คุณอาจจะเห็นว่าเริ่มเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการแพทย์และจุดลมปราณเหรอ ก็ถ้าทุกสิ่งในชีวิตคนเราที่เกี่ยวข้องกับอีกหลายๆคนอยู่นี้ถูกเชื่อมด้วย กาลเวลา ถ้าเราหาทางมองทุกอย่างผ่านมิติของชั่วยามหรือเวลาได้ เราจะค่อยๆเข้าใจและแกะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งพวกนี้ออกมาได้ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ตลอดสิบปีนี้ผมยังเขียนบทความเรื่อยๆ เพราะบทความทุกอันที่ผมเขียนจะไม่ถูกกาลเวลาทำให้เป็นสนิมไปได้ หมายถึงว่า เป็นสิ่งที่ไม่มีวันหมดอายุ ทุกการเขียนเลยไม่ได้เสียเปล่าหรือถูกจำกัดด้วยเวลา มูลค่า ตัวเงิน วิถีแห่งการทำอาชีพของคุณ อาจจะเป็นกุญแจที่คุณตามหามานานว่า ตกลงชีวิตคุณชำรุดอะไรกันแน่ถึงไปไม่ถึงที่ๆอยากไปได้สักที ต่อให้คุณมีหน้าที่การงานใหญ่โต มีเงินมากมายก็ยังเจอปัญหานี้หละ ถ้าคุณยังหยุดและวางงานที่คุณทำลงไม่ได้ หรือยังไม่กล้าลาออก เพราะมันฟ้องว่า คุณกำลังทำสิ่งขัดแย้งกับกฎธรรมชาติว่าด้วยการ ตายได้ทุกเมื่อ หมดลมหายใจไปได้ทุกเมื่อ การวางลงแบบถึงคราวตาย กับการวางลงได้แบบอิ่มใจตายตาหลับทุกเมื่อนั้นไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง พวกเราทุกคนย่อมรู้ว่าวันนั้นมาถึง อยากไม่อยากวางก็ต้องวาง แต่จิตใจของคุณที่กระทำต่องานและชีวิตที่พร้อมวางได้หรือไม่ได้นั้นเป็นตัวฟ้องคุณภาพหลักที่เกิดขึ้น และไม่ใช่คุณภาพของอุดมคติอะไรเลย มันฟ้องว่า ในห้วงเวลานี้หละ ณ ขณะชีวิตตอนนี้หละ คุณเต็มที่กับสิ่งที่คุณทำแล้วหรือยัง ได้ให้ใจ ให้ความห่วงใย ให้ความทุ่มเท ไปกับทุกสิ่งในชีวิตคุณแล้วหรือยัง แต่ฟ้องออกมาผ่านการงาน มองออกง่ายกว่าก็เท่านั้นเอง อันที่จริงไม่ใช่แค่งาน แต่เป็นทุกสิ่งที่สานกันออกมาจนเป็นชีวิตคุณนี่หละ ซึ่งบางทีคนที่คิดได้ถึงจุดนี้ในสายตาคนอื่น อาจเป็นคนทำอะไรทิ้งๆขว้างๆ ทำไมพร้อมจะไม่รับผิดชอบหน้าที่ได้แบบนั้น ทำไมพร้อมจะทิ้งกำไรหรือลูกค้าได้แบบนั้น คุณไม่รู้วาระจิตใครนี่ คนที่พร้อมทิ้งบางทีเขาอาจจะทำเต็มที่กว่าคนที่ไม่พร้อมทิ้งอย่างคุณอีก วัดกันที่ไหน วัดกันที่คุณภาพและความอิ่มใจเมื่อเขากลับมาทำ หากไม่มีแม้ตราบาปคอยหลอกหลอนว่ายังไม่จริงจังกับอะไร แสดงว่าการทิ้งนั้นเป็นคุณภาพที่ทิ้งเพราะวางลงได้ แต่หากทุกครั้งที่ต้องกลับขึ้นมาทำมีแต่ความสับสน วุ่นวาย ไปต่อไม่ถูก สารพัดอดีตรุมเร้าจนพูดถึงแทบไม่ได้เลย แสดงว่าทั้งชีวิต คุณชำรุดเรื่อง วิถีแห่งอาชีพเสียแล้ว เพียรไปแก้ทางอื่นไม่มีทางหาย เพราะแก้ไม่ตรงที่และผมบอกแล้ว สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ไม่ปรากฎในวิชาโหราศาสตร์ ไม่มีในจิตวิทยา ใครสักคนจะไปหาแนววิถีแล้วเอามาเขียนให้คุณทำตามง่ายๆนั้นเป็นไปไม่ได้ มีในพระธรรมคำสอนแต่ใครเล่าจะหยิบออกมาให้คุณได้เห็นได้เจอแบบ จะจะแจ้งๆ หรือง่ายๆ ได้ครอบคลุมหมดได้ หากไม่เคยทำบุญร่วมกันมา เรื่องนี้จึงควรตระหนัก เพราะเป็นจุดอันตรายที่หลายวิชามองไม่เห็น จะมองเห็นได้อย่างไร ไม่มีวิถีตายตัวของอาชีพ หรือของใครๆสักคนได้เลย รู้ได้จาก สงบสุขทางใจ หรือทุกข์กระวนกระวายใจก็เท่านั้นหละ ซึ่งถ้าไม่มีวิถีดีพอแบบที่ยกตัวอย่างไปว่า มีแต่เวลาฟันดาบ ไม่มีเวลาลับคม ก็เหมือนไม่มีเวลาในแต่ละวันๆมาสำรวจลงไปเลยว่า นี่ๆ จุดชำรุดตรงนี้ ก็รังแต่จะเชื่อสารพัดคำปรึกษา หรือเชื่อแต่ตัวเอง จนห่างเหินจากจุดที่ผมกำลังบอกนี่ไป เรื่องมันก็ผกผันพอๆกับผังภาพจุดฝังเข็มที่แสดงมานี้ ใครจะคิดว่าบนนิ่้วบนมือจะสะท้อนไปหาสิ่งนั้นๆได้ ถ้าไม่ใช้เวลาและความรู้ในการหาออกมา ต่อให้หามาได้ มีกี่คนจะเชื่อว่า นี่คือ สิ่งที่เป็นจริง หรือต่อให้พิสูจน์ให้เขาเห็นโดยการกดลงไปแล้วอาการดีขึ้น มีสักกี่คนจะไม่คิดว่าบังเอิญ หรือ เขาอาจกำลังหายพอดี หรือต่อให้จุดนี้ได้ผล จุดอื่นก็อาจะไม่ได้ผล เห็นไหมว่าทำไม วิถีแห่งอาชีพที่ผมกล่าวจึงต้องสัมพันธ์กับศรัทธา หากไม่มีแล้ว ปัญหาไม่มีวันจบ จากวิถีแห่งอาชีพ จะกลายเป็นปัญหาแห่งอาชีพร่ำไป และคงเห็นแล้วว่า ทำไมผมต้องยกเอามาพูดกับเรื่องผังภาพจุดฝังเข็มนี้ ก็เพราะสิ่งนี้ชวนให้เห็นภาพได้ชัดที่สุดแล้วเมื่อนำมาอุปมาอุปมัยครับ
ซินแซหลัว3/11/2565