เอ่งซิ้ง ตามหลักการดวงจีนเชิงพิสดาร

ย่งเสิน-เอ่งซิ้ง-ตำราโหราศาสตร์จีน

เสิน ต่างจาก เซียน ทั้งๆที่คำสองคำนี้ชอบใช้คู่กันว่า เสิน เซียน เสิน เซียน หมายความรวมๆถึงเทวดา แต่เสินให้ความหมายที่ลึกกว่านั้น ทางการแพทย์อาจจะหมายถึงวิญญาณ หรือความมีชีวิตของร่างๆนั้น เพราะได้กล่าวไว้ในตำราแพทย์จีนว่า คนหากไร้เสินเมือ่ไหร่ก็เท่ากับตาย ตายของจริงๆ ต่างจากขาดชี่

คำนึงที่พบมากในโหราศาสตร์จีนและฮวงจุ้ยคือ คำว่า เสิน

เสิน แปลอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า วิญญาณ …วิญญาณแปลว่าอะไร ไม่ใช่ตัวสิงสู่ในกายเรา วิญญาณภาษาพระ ภาษาบาลี แปลว่า ตัวรู้ ตัวรับรู้

เรามี ตา ไม่อาจเห็นได้ หากไม่มี รูป และไม่มีจักขุวิญญาณ
เรามี หู ไม่อาจได้ยินเสียงได้ หากไม่มี เสียง และไม่มีโสตวิญญาณ

และเมื่อรับรู้แล้ว เราก็จะไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใดๆ หากว่าไร้ มโนวิญญาณ

เพราะฉะนั้น หลายครั้งที่คนเราไปแปลคำว่า เสิน ในโหราศาสตร์จีนว่า เทวดา ทั้งนี้ให้รู้เอาไว้ในใจลึกๆว่า คำๆนี้ นอกจากแปลว่าเทวดาแล้ว ยังแปลว่า วิญญาณของดวงๆนี้ ต่อให้มีธาตุ มีช่อง มีนักษัตรอยู่ แต่ถ้าไร้ซึ่งวิญญาณก็รับรู้หรือทำอะไรไม่ได้ การอ่านดวงจีนขั้นพิสดาร คือมันสูงกว่าขั้นสูงหนะนะ คือการอ่านวิญญาณของดวง ย่งเสินหรือเอ่งซิ้ง จึงไม่ได้หมายความแค่เพียง ตัวที่ทำให้ดวงชะตาได้ดีหรือตัวที่ทำให้ดวงชะตาเจริญ แต่ย่งเสินยังหมายถึง การรู้จักจิ้มหาในดวงเขาว่า ตัวใด ที่มีวิญญาณกล้าแกร่งที่สุด และยังหมายถึง การอ่านวิญญาณของดวงชะตาให้ออก เพราะบางที ดูตามธาตุ ได้ธาตุไฟดี แต่ถ้าดูตามวิญญาณแล้ว ได้ไม้กลับดีกว่าก็มี วิธีหลักการผิวเผินมีตารางบอก มีแบบแผนบอก แต่ถ้าจะเอาลึกลงกว่านั้น ต้องอ่านอารมณ์ดวง และกระชากวิญญาณที่ซ่อนในดวงลึกๆออกมาให้ได้ เวลาฝึกปรือและประสบการณ์เท่านั้น จึ่งจะมองออก ถ่ายทอดกันไม่ได้ง่ายๆ และถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือได้ไม่หมด

การเรียนดวงจีนให้ประสบความสำเร็จต้องเรียนแบบ ครู อย่าเรียนแบบ อาจารย์ หมายถึงว่า รำลึกเสมอว่า วิชานี้เกี่ยวข้องใช้งานตลอดชีวิต การศึกษาก็มีได้ตลอดชีวิต ใส่ใจเคารพบูชาครู และสังเกตคำครู สนทนากับครู เพื่อให้ได้ความรู้ ไม่อาจมีตำราไหนมาตีแผ่เคล็ดวิชาได้ทั้งหมด

ขอบคุณวลีบทนี้กล่าวว่า เล่าจื้อสอนว่า

ชะตาอยู่ในกำมือของตนเอง ไม่ได้ขึ้นต่อลมฟ้าอากาศสวรรค์ปฐพีใดๆ

ฉันไม่มอง ไม่ฟัง ไม่ครุ่นคิด ใดๆทั้งนั้น

เสิน (วิญญาณ) จะได้ไม่เกิดขึ้นมา

ร่วมไปกับมรรคาแห่งธรรมตลอดกาล

ถามว่าคืออะไร คือการที่ได้เห็นก็สักแต่เห็น ได้ยินก็สักแต่ได้ยิน รู้ตัวว่า ได้เห็นได้ยินได้คิด แต่ไม่เอาการรับรู้ไปจับ เพราะสังขารเป็นปัจจัยต่อวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยต่อนามรูป … เต้าเข่อเต้าเฟยฉางเต้า หมิงเข่อหมิงเฟยฉางหมิง เพื่อจะทำให้เข้าใจสู่ภาวะของ ไร้นามรูป ผมบอกแล้วว่า พุทธกับเต๋า มีแนวทางคล้ายๆกัน สอนอะไรคล้ายๆกัน เพราะฉะนั้น คำศัพท์ภาษาจีนใช่ว่าจะแปลตามศัพท์แต่อย่างเดียว บางทีมีความหมายโบราณ บางทีมีความหมายแฝง อย่างคำว่า จือ ซึ่งจริงๆมักแปลว่า การรับรู้ แต่ถ้าเราเอามาเทียบตามหลักการพุทธ อันนี้หละคือ มโนวิญญาณ แต่ไม่ใช่ วิญญาณ เพราะวิญญาณมีทั้งหมด หก แบบ… พอละยาวๆ ไปหาอ่านเอาเองบ้าง เล่าหมด คนเล่าเหนื่อย

ก็เหมือนคำว่า อธิบายโดยพิสดาร ไม่ใช่แปลว่า อธิบายอย่างแปลกประหลาดพิลึกหลุดโลก
แต่หมายความว่า อธิบายโดยละเอียดหลายแง่หลายมุม

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!