เคยไหม หมอดูทำนายว่าดวงขึ้น ดวงดี แต่พอเอาเข้าจริงชีวิตกลับแย่ไม่เป็นตามคำทำนาย ไม่ใช่ว่าเขาทำนายไม่แม่นหรอก ลองอ่านดู ในนี้มีคำตอบ

จิตคนเรา

เคยไหม หมอดูทำนายว่าดวงขึ้น ดวงดี แต่พอเอาเข้าจริงชีวิตกลับแย่ไม่เป็นตามคำทำนาย
ไม่ใช่ว่าเขาทำนายไม่แม่นหรอก ลองอ่านดู ในนี้มีคำตอบ

หลงเพลิดเพลิน เหตุเกิดทุกข์
ดับเพลิดเพลิน ดับทุกข์ใจ

คำกล่าวนี้เป็นคำแปลภาษาบาลีของพระพุทธพจน์บทหนึ่ง บอกความหมายไว้ตามกฎอิทัปปัจจายตา คือ เมื่อยังมีอวิชชาอยู่ จึงคิดปรุงแต่ง (สังขาร) ก็จึงมีขึ้นมา และก็ต่อเนื่องเป็นปัจจัยต่างๆนานา จนมีความเกิด ความี ความเป็น และสารพัดทุกข์ตามๆกันมา โหราศาสตร์จีนแบบดั้งเดิมโบราณจึงเน้นย้ำอย่างมากถึงจิตหนึ่ง จิตสองของคน ก็คือ ดวงชะตาดวงนี้ มีความติดใจ เพลินเพลินชอบมากในสิ่งใด สิ่งนั้นนั่นแหละเป็นตัวกำหนดความเจริญความเสื่อมในชีวิตเขา หลายหนที่เราใช้วิชาโหราศาสตร์ในการดูเพียแค่ทรัพยากรที่เขามี คือ ฐานะ ชาติตระกูล การศึกษา การงาน ทรัพย์สินเดิม และวาสนาโอกาส แต่เราลืมมองจริตของคนๆนั้น นี่เป็นจุดบกพร่องที่อยากฝากเอาไว้สำหรับผู้สนใจในวิชาโหราศาสตร์ทั้งหลาย ที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันมาก หลายครั้งหลายหนที่ วัยจร ปีจร เดือนจร อำนวยผลให้ชีวิตของคนๆหนึ่งมีความเจริญก้าวหน้า แต่เขากลับตกอับได้ยาก เสวยสารพัดทุกข์ก็ด้วยเหตุว่า หลงไปเพลิดเพลินติดใจชอบมากกับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นวิถีเดิม หรือนิสัยเดิมๆของตัวเอง ทำให้ก้าวพลาดเลือกผิด ลงทุนผิดที่ ใช้เงินผิดประเภทไม่ถูกเวลาที่สมควรใช้ มีโอกาสดีๆเข้ามาแต่คิดว่าสิ่งนั้นไม่ดี ด้วยความไม่ชอบ หรือไม่คุ้นชินไม่เคย ก็ไม่ได้คว้าโอกาสนั้นเอาไว้ เหล่านี้ทั้งหมดจะสำแดงพลังลูกโซ่ก่อความวิบัติแบบปริศนา คือ ดวงบอกว่าดีแต่กลับออกมาซวยั้นหละว่าง่ายๆ แทบจะร้อยละร้อยของคนที่มีปัญหาชีวิต เกิดจากความเฮงซวยของการใช้สันดานเดิม ที่ขอเรียกว่า จิตใต้สำนึก ที่สั่งการแบบอัตโนมัตินั้นหละออกมาตัดสินใจ แล้วก็พลาด เพราะชีวิตเราทุกย่างก้าว ทุกลมหายใจ ล้วนคือการตัดสินใจทั้งนั้น ที่ว่ากันว่า การกระทำแบบสีเทาๆ จริงๆไม่มีอยู่หรอก เพราะถ้าไม่คิดดี ก็คือ คิดชั่วทันที ไม่ทำดี ก็คือทำชั่วนั้นหละ เพียงแต่จิตเกิดดับไวมาก เลยเหมือนมันผสมๆกัน ไม่ดำไม่ขาว เป็นเทาๆ จริงๆมันไม่เทา มันดำมันขาวเด่นชัด ข้อที่เราบกพรองกันมากๆ คือไม่รู้ว่า การกระทำใดเป็นกรรมขาว การกระทำใดเป็นกรรมดำ อันนี้หละคือตัวสำคัญของความไม่รู้ คืออวิชชา เมื่อเราสั่งสมความคิด การกระทำทางใดทางหนึ่งมากไป ก็ไม่แปลกที่เราจะทำเรื่องนั้นๆ ตัดสินใจในเรื่องนั้นๆได้แบบแทบจะไม่ต้อคิด เช่น คนบางคนสามารถด่าหรือบ่นได้แบบอัตโนมัติ ชนิดที่ว่ามีเสียงอะไรมากระทบหูที่ไม่ชอบปั้ป ด่าได้เลยทันที หรือบางคนพูดจากไม่สุภาพ ไอ้ ห….. ไอ้ เห…… ได้แบบทุกประโยคทุกคำ และคิดว่านั้นเป็นคำพูดเทาๆ ไม่ดีไม่ร้ายเพราะไม่ได้จงใจด่าใคร เป็นแค่สรรพนามติดปากเฉพาะตัว แต่ก็หารู้ไ่ม่ว่คนรอบข้างที่เขาไม่เคยสนิทชิดเชื้อกัเราเขาฟังแล้วเกิดควาไม่สบายใจ ไม่สบายหูเมื่อสนทนาด้วย หรือความชอบบางคนที่คิดว่าไม่ได้เบียดเบียนใคร กลับเบียดเบียน เช่น การเปิดเพลงดังๆในบ้านตัวเอง ที่อาจจะรบกวนข้างบ้าน เหล่านี้เป็นความบกพร่องเล็กๆน้อยๆที่เราก้ไม่คิดว่าจะเสียหายอะไร แต่นานวันเข้าเป็นการสั่งสมความเอาแต่ใจ จนกลายเป็นคำพูดว่า ก็ฉันเป็นคนแบบนี้ ฉันเป็นคนมีเอกลักษณ์ มีนิสัยแบบนี้ คิดแบบนี้ ทำแบบนี้ นี่หละคือฉัน และนี่หละที่ภาษาพระเรียกว่า อัตตา อัตตาแบบตัวเท่าช้าง ที่เราสั่งสมมาโดยไม่รู้ตัว วิธีค้นหาว่า ฉันไปดูดวงมากี่ที่ๆ ไปฟังที่ปรึกษาทางธุรกิจมาไม่รู้เท่าไหร่ อบรมก็มากมาย ปริญญาก็หลายใบ ทำไมทำการค้าขายยังแพ้พ่อค้าแม่ขายที่จบ ป สี่ จบ ป หก ล้มลุกคลุกคลานมา ก็เพราะท่านเหล่านั้นศึกษาจากของจริงประสบการณ์จริง และสำรวจตัวเองทุกวันจริงๆ คือ พูดแบบนี้ เขียนป้ายแบบนี้ คนซือชอบไหม หรือโดนคนซื้อด่าไม่พอใจ และขัดเกลาปรับเปลี่ยนมาเรื่อย ต่างจากคนที่ทำงานเป็นพนักงานลูกจ้าง ที่ชินกับสภาวะฉันเป็นแบบนี้ นิสัยแบบนี้ คิดแบบนี้ พูดแบบนี้ จนแข็งขืนต่อความเป็นตัวตน จนคิดว่านี่คือนิสัย จนคิดว่านี่คือตัวเขา และจนคิดว่าสิ่งที่เป็นอยู่นันถูกต้อง เปรียบเทียบง่ายๆเหมือนเราคิดว่า คนขับรถกระบะต้องมีเงินในกระเป๋าน้อยกว่า คนขับรถเก๋ง พอเราสร้างความคุ้นนชินแบบนี้บ่อยๆ ต่อให้มีรถกระบะเศรษฐีมาจอดหน้าบ้าน เราก็จะรีบวิ่งไปหารถเก๋งของยาจกแทน ด้วยความชินว่า ถ้าโอกาสมันมาแบบนี้ ต้องใช่แบบนี้แน่ๆ ควรแสดงออกต่อโอกาสนั้น แบบนี้ๆ ็เลยเลือกพลาดตลอด คนพวกนี้สิ่งที่หายไป คือ สติ และปัญญา นี่แหละเรียกว่าความหลงความเผลอ ก็คือ ใช้ความคิดความเคยชินตัวเองเป็นใหญ่ นานวันเข้าก็ไม่ได้เกิดการพัฒนาปรับปรุงอะไรชีวิต เรียกว่า สิ่งนอกชีวิตนั้นรู้มาก แต่เรื่องตัวเองกลับไม่รู้อะไรเลย เลยไม่แปลกที่หลายคนย้ายที่อยู่ ไปอยู่ต่างจังหวัด หรือ ต่างประเทศแล้วชีวิตก็เจริญขึ้น ดีขึ้น เพราะนับแต่วินาทีที่ตัวเราเองต้องไปผจญออะไรเอง ความเป็นคนจะหันกลับมาสำรวจตัวเอง มองตัวเองทันทีทันใด และก็ปรับวิธีคิด วิธีการดำเนินชีวิตแบบไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น คนอยากแก้ไขสันดานตัวนี้ที่ผมว่า ทำได้ไม่ยาก ขอให้เริ่มด้วยการไปคบมิตรดีสหายดีก่อน ถ้าจะเอาให้หลุดพ้นก็ต้องเลือกคนดีพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แต่ถ้าจะเอาให้ประสบความสำเร็จทางโลก จงเลือกคบบคนประสบการณ์ คือ อยากขายน้ำปั่นให้ดี ต้องไปคบค้าสมาคมกับแม่ค้าน้ำปั่นที่ขายดีบ่อยๆ และหยิบเอาเฉพาะพฤติกรรมที่ทำให้เขาขายดี ที่เขาทำต่อลูกน้องและเพื่อนร่วมค้าของเขา เอามาใช้ เพราะมไ่แน่ว่ากลับไปบ้านอาจจยังทะเลาะกับสามีทุกวัน เราไปเลียนแบบทุกคำพูดทุำการกระทำของคนที่ ศีล สมาธ ปัญญาน้อย เราจะพลอยเสีย นี่เป็นคำตอบว่า สินค้าก็ดี ทำเลก็ดี เงินทุนก็มี แต่ทำไมถึงได้เจ๊ง ก็เพราะตัวคุณเองนั้นหละ ที่ติดสินใจพลาด เจอลูกค้าคนนี้ ควรพูดจาอย่างไร ควรแถมให้เขาด้วยไหม เจอลูกค้าแบบนี้ ควรใส่น้ำหวานไปมากหน่อย เจอคนนี้ ควรจะใส่น้ำแข็งมากๆเพราะเขาชอบเย็นสระใจ เจอคนนี้ควรจะใส่ผงโกโกมากหน่อยเพราะชอบทานเข้มๆ แต่สมัยนี้ค้าขายกลับชอบไปทำอะไรเป็นแบบเป็นแผน เป็นชั่งตวงวัดมากเกินไป ทุกอย่างทำหนดมาตามสูตรนี้ เจอสถานการร์แบบนี้ ทำตามสูตรนี้ๆ พวกที่ยิ่งรู้มาก อบรมมาก เลยกลายเป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด เนื่องจากว่ายึดสูตรสำเร็จตายตัวมากเกินไป ลองไปหาคบคนแบบที่บอก และทำชีวิตให้ช้าลง อย่างน้อยๆฝึกตอนทาานอาหาร ลองกินช้า ๆตักข้าวช้าๆ แล้วมองสิว่า ในผัดผัก คุณตักผักชนิดไหนก่อน ในแกงถ้วยหนึ่ง คุณตักอะไรมาทานบ่อยที่สุด เพราะสิ่งที่เราไปหลงติดใจ เพลิดเพลิน กับมัน หรือภาษาพระเรียก นันทิ ราคะ นี่หละ ที่เป็นตัวกำหนดทิศทางความดีร้ายชีวิตที่แท้จริงของคุณ บางบ้านนึกว่าเสียหายฮวงจุ้ย คนเลยป่วยเยอะ ที่ไหนได้ พอผมไปดูบ้าน ผมแค่บอกให้เปลี่ยน ที่กรองน้ำ เปลี่ยนน้ำดื่ม เปลี่ยนภาชนะใส่น้ำ แค่นี้ก็สุขกายสบายขึ้นแล้ว เพราะน้ำ คนเราต้องดื่มใช้ทุกวัน ถ้ามันเสีย หรือไม่สะอาด หรือสะอาดมากไป ส่งผลต่อชีวิต เพราะด้วยคำว่า บ่อยๆ ซ้ำๆ นี่หหละ มันจะค่อยแทรกซึมและส่งผลจนเราเองไม่รู้ตัว และค้นหาสาเหตุได้แล้ว พอๆกับที่หมอไทยตรวจโรคถามคนไข้ว่า ฉี่ปกติไหม ทุกคนมักจะตอบว่า ปกติ แต่ถ้าฉี่เป็นสีเหลืองก็จะตอบว่า ปกติอยู่ดี หารู้ไม่ว่าในสายตาหมอแล้ว ปัสสาวะเหลืองมากๆ คือ ความผิดปรกติขึ้นมาแล้ว การทำชีวิตให้ช้าลง การมีสมาธิ จึงสำคัญ เพราะเป็นสิ่งบ่งบอกว่า สติเรามีมากน้อยแค่ไหน เราเห็นและรู้จักตนเองมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้น บางครั้งเราควรหันมารื้อห้องหัวใจ ห้องความคิด เราบ้างว่า มันมีอะไร รกๆ ร้ายๆ เลวๆ ซ่อนอยู่หรือไม่ ทุกครั้งที่ชีวิตพลาด แทนที่จะไปสำรวจงาน สินค้า ทำเล เจ้านาย ลูกน้อง หันกลับมาสำรวจนิสัย และลักษณะความคิดที่ตัวเองใช้ตัดสินใจอะไรสักเรื่องดีไหม ว่ามันอาจจะพลาดก็ได้ แบบที่ง่ายที่สุด คนสมัยนี้ชอบป่วยกรดไหลย้อน ลลองมองชีวิตดู ว่าทุกครั้งที่ถึงเวลากกินข้าว เวลานอน แต่งานเข้า ลูกค้ามาซื้อของ งานยังเคลียรไม่จบ คุณเลือกทำงาน ต่อ หรือ เลือกที่จะวางทิ้งแล้วมาทาน้าว หรือไปเข้านอน และถ้าทำแบบนี้ ตัดสินใจแบบนี้บ่อยๆนั้นหละ เป็นตัวบอกสุขภาพว่าจะดีร้าย ขอให้จำไว้ ไม่ดำก็ขาว ไม่ขาวก็ดำ ไม่มีอะไรเทาๆแน่นอน คนที่ไม่เข้าใจหลักการยินหยาง มักจะบอกว่า ในดำมีขาว ในขาวมีดำ จริงๆเขาไม่ได้ต้องการแสดงความมีอยู่ แแต่เขาฉายภาพให้เห็นว่า มันเป็นคนละสีดำ กับ ขาว แต่มันเกิดดับไวมาก จนเชื่อมกันแบบไม่มีรอยต่อ เชื่อมกันไวมาก มากกว่า ดำต่อด้วยขาว ขาวต่อด้วยดำ ไวจนเสมือนว่า มีดำอยู่ในขาว มีขาวอยู่ในดำ เป็นเชื้อเล็กๆที่สัมพันธืก่อตัวหมนุเวียนไม่จบ ยินหยางไม่เคยมีสำเทา กรรมที่เราทำก็มีแต่ดี (กุศลธรรม) และชั่ว(อกุศลธรรม) และไม่ดีไม่ชั่ว (อัพยากตธัมม์ เช่นตอนเรานอน) แต่ไม่มีดีกับชั่วปนกัน แบบนี้ไม่มี

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!