เข้าใจ ห้าธาตุ ผ่าน คำสอนขงจื้อ

ขงจื้อ-ข่งชิว

หลายครั้งเวลาอ่านหนังสือตำราทางโหราศาสตร์จีน ท่านผู้รู้โบราณมักมีการประยุกต์เอาความรู้ศาสตร์บริสุทธิ์ คือ ยินหยาง และ ธาตุทั้งห้า อันได้แก่ ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ เข้าไปจับกับสิ่งทั้งหลายในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นเรื่อง ประกอบความเข้าใจ หรือเป็นเรื่อง อธิบายความหมาย หรือเป็น เรื่องการขยายความและการนำมาใช้ที่เห็นผล แล้วแต่ต่างกรรมต่างวาระกันไป ทั้งนี้ ผู้อ่านตำราจีน ย่อมต้องแยกแยะให้ได้ว่า อันใด คือ การยกตัวอย่าง อันใดคือการมุ่งขยายความ เป็นต้น  อย่างเช่น การยกตัวอย่าง ธาตุทั้งห้า กับ ผักผลไม้ เช่น  ถั่วห้าสี ถั่วเหลืองธาตุดิน ถั่วขาวธาตุทอง ถั่วดำธาตุน้ำ ถั่วเหลืองธาตุดิน ถั่วแดงธาตุไฟ แบบนี้เป็นการยกตัวอย่าง คือ ไม่ได้หมายความว่า ห้าธาตุหมายจำเพาะแค่ถั่วเรื่องห้าสี โดยใช้สีในการแบ่ง แต่อาจจะสามารถจำแนกได้เป็นพลังงานจากถั่ว เช่น ถั่วที่ให้พลังงานสูงมากๆ เราอาจถือว่าเป็นถั่วธาตุน้ำ ก็ถือถั่วที่ให้ไขมันมากที่สุด ถั่วพวกที่ให้แป้งมาก หรือมีรสหวานเช่น ถั่วแดง เราอาจถือเป็นถั่วธาตุดินก็ได้ เพราะ ธาตุดิน คือ รสชาติหวาน  ผมกำลังจะบอกท่านว่า อะไรที่มันเป็นกรอบเป็นนามธรรมนั้น คือ ตัวอธิบาย แต่อะไรที่เป็นนามธรรมจับต้องได้ คือ ตัวยกตัวอย่าง ไอ้ตัวยกตัวอย่างนี้อย่าไปเชื่อมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปรผันผวนได้ ดังที่ยกตัวอย่างเรื่อง ถั่วห้าสี ให้ฟัง  เรามาพูดกันถึง ตัวอธิบาย ก็เช่น ทิศทาง เพราะทิศทางเป็นนามธรรมมองเห็นจับต้องไม่ได้ และเป็นภาพกว้างในการอธิบายคือ ต่อยอดไปได้ไม่รู้จบ ถ้าเปรียบเทียบกับถั่ว มันก็ลงลึกจบที่ถั่วนั้นเลย  แต่ทิศทางนั้น อันได้แก่ ทิศใต้ธาตุไฟ ทิศเหนือธาตุน้ำ ตรงกลางธาตุดิน ตะวันออกธาตุไม้ ตะวันตกธาตุทอง ยังสามารถแตกแขนงไปได้อีก เช่น  สิ่งใดๆที่อยู่ทิศเหนือ เราก็เรียกว่าได้รับพลังธาตุน้ำไปด้วย คนๆนึงเกิดที่ กทม. ถ้าเค้าไปตั้งบ้านอยู่ทางอยุธยา เราก็ถือว่าเค้าได้รับพลังทาง ธาตุน้ำ เสริมเข้ามาในดวงชะตาด้วย นี่ก็เป็นหลักการดวงชะตาเบื่้องต้น  ย้ำว่าเป็นหลักการดวงชะตานะครับ ไม่ใช่ฮวงจุ้ย  เพราะท่านต้องคำนวนดวงเขาได้ก่อน ต้องเข้าใจห้าธาตุก่อน จึงจะไปมุ่งเรื่องฮวงจุ้ย เนื่องจาก เพียงแค่เราเคลื่อนตัวเราหรือวัตถุไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ เราก็ได้รับพลังธาตุน้ำแล้ว ไม่จำต้องว่าต้องไปตั้งรกรากอยู่ตรงนั้น ฮวงจุ้ยเป็นสิ่งที่ว่าด้วยของที่ตั้งมั่น เช่น อาคาร ร้านรวง สถานที่ หลุมศพ แต่คนเรานั้น มีสองพลัง ตั้งมั่นคือ ยิน เคลื่อนไหวคือ หยาง แท้จริงแล้ว หากคุณเดินทางไปเชียงใหม่ๆ แบบนี้ทุกๆสุดสัปดาห์ คุณก็ได้รับพลังธาตุน้ำโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน แม้นว่าบ้านคุณนั้น วัดทิศองศา คำนวนปราณแล้ว จะไม่ใช่พลังธาตุน้ำโดดเด่นเลยก็ตาม จะเห็นได้ว่า ในตารางเดียวกัน หรือตำราเดียวกัน มีการแบ่งแยกลักษณะเอาไว้อยุ่ จุดหนึ่งคือ ความหมายของห้าธาตุ เป็นตัวขยายอรรถในห้าธาตุ อีกจุดเป็นตัวยกตัวอย่างว่าคิดแบบนี้นะ ขอเตือนว่า ใครอย่าได้หยิบเอาตัวอย่างมาใช้เป็นความหมายนะครับ ท่านจะสับสนวุ่นวาย  เช่น  เอาถั่วห้าสีมาทาน แล้วบอกว่า

แน่นอน เวลาทายนิสัยคน ผมเชื่อแน่ว่า การเอาเรื่องหลัก ห้าธาตุ มาทาย ท่านทายกัน สอง แบบ คือ หยิบเอาคุณลักษณะของแต่ละธาตุ ทั้งห้าคูณสอง คือ สิบกิ่งฟ้า อันได้มาจาก ห้าธาตุแตกออกเป็น ยินอันนึง หยางอันนึง มาทายลักษณะคน เช่น คนธาตุทองหยาง จะกล้าตัดสินใจ กล้าลุย ฯลฯ คนธาตุทองหยิน จะหยุมหยิม ชอบกระจุกกระจิกสวยงาม ตัดสินไม่เด็ดขาด แต่เกรียวกราดภายใน แบบนี้เป็นต้น คือมันเป็นหลักการสอนพื้นฐานที่ผมก็เข้าใจได้ว่า เค้าสอนให้คุณจำง่ายท่องง่าย แต่มันไม่อาจเอามาใช้กับชีวิตคนได้หมดหรอกครับ ต่อให้ช่องห้า ซึ่งเป็นช่องกิ่งฟ้าเสาวัน จะเป็นธาตุนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขามีลักษณะตามธาตุนั้นไปเสียหมด ต้องดูพลังงานภาพรวมและการลดทอนด้วย  อีกแบบหนึ่งที่ชอบเอามาใช้กัน คือ เปิดดูที่ตารางห้าธาตุนั้น จะมีบรรทัดหนึ่งเขียนว่า  ห้าธาตุ ห้าอุปนิสัย (อู่ฉาง)  อันได้แก่ ธาตุไม้ คือ เหริน นิสัยอ่อนโยนเมตตา  ธาตุไฟคือ หลี่ จรรยามารยาท ที่จริงๆแล้วผมอยากบอกว่า หลี่ ไม่ได้แปลว่าแบบนั้น หลี่ที่ผมเจอส่วนมากคือ เคร่งครัดกฎระเบียบและขี้โอ่หน่อยๆ  แปลว่าพวกธาตุไฟส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นใครเรียบร้อยครับ พวกนี้จะรู้กฎดี แต่ว่าจะไม่ค่อยทำหรอก หนักไปทางทำเวอร์ด้วยซ้ำ เช่น เค้าบอกให้นักเรียนหญิงผูกโบว์สีขาว คนพวกนี้จะไปหาสีขาวแบบลูกไม้มาผูก คือขอให้มีไสตล์เป็นของตัวเองบ้าง ผมจึงขอแปลว่า จรรยาด้วย และกึ่งๆออกโชว์ เจ้ายศเจ้าแบบ ธาตุทอง คือ คุณธรรม อันนี้หละตลกที่สุด พวกธาตุทอง ท่านบอกว่าเค้าดูมีคุณธรรมนี่พูดถูก แต่ถ้าจะบอกว่า เขาเป็นคนที่เป็นคนมีคุณธรรมนั้น ผิดเลย  ถามว่า ดูเหมือนมี กับ มีจริงๆต่างกันรึ ต่างมากครับ พวกธาตุทองจะรักษาหน้าตาตนเองสูงมาก ภายนอกจะเรียบร้อย ภายในซ่อนคมไว้ พวกนี้เลยปากคอประเภทเชือดเฉือนใจมาก แต่คุณธรรมไม่ค่อยครบกันหรอก เพราะ ข่มใจไม่เป็น ข่มเป็นแต่คนอื่น และอดใจไม่ค่อยได้ คือ อดทนน้อย วินัยน้อย เอ้อ บางคนไปเห็นว่า ทองคือ อาวุธ พวกนี้เหมาะกับทำการทหาร เปล่าเลย ประสบการณ์อันยาวนานของผม คนธาตุทองนี่หละ ไม่เหมาะที่จะเป็นทหารมากสุดๆ เพราะขาดความอดทน ต้องเอาไว้ใช้เป็นกุนซือ วางแผนการรบ แบบนี้เข้าท่า แต่ลงสนามตากแดด โดนฝุ่นโคลน ไม่มีทางเลย  ธาตุดินคือเชื่อถือ ธาตุน้ำคือ ปัญญา นี่ก็มีอุปนิสัยแบบแฉลบ แต่ไม่บอกหมดหรอก ใครที่รู้จักผมก็โทรมาถามเอา  พูดเรื่องนี้ก็เพื่อจะบอกว่า หลักคิดแบบนี้ เอามาจากแนวคิดของ เอกบุรุษมหาปราชญ์ชื่อดัง ขงจื้อ ก็ขนาดรัฐบาลจีนยอมรับให้เป็นเหมือน โลโก้ ความรู้เลยนะ ทุกมหาลัย ทุกโรงเรียน ต้องมี ก็แน่หละ เค้าเหมือนเป็นแม่แบบของการศึกษาแบบรวมกลุ่ม และคนสมัยก่อนเวลาเรียนก็ท่องคำสอนขงจื้อนี่หละครับ

ขงจื๊อ (จีนตัวย่อ: 孔子 ; อังกฤษ: Confucius ; ภาษาไทยมีเรียกกันหลายชื่อ เช่น ขงฟู่จื่อ ขงจื่อ ข่งชิว)  (ตามธรรมเนียม, 8 กันยายน 551 – 479 ปีก่อน ค.ศ.)  ชื่อรองจ้งหนี เป็นนักคิดและนักปรัชญาสังคมที่มีชื่อเสียงของจีน คำสอนของขงจื๊อนั้น ฝังรากอิทธิพลลึกลงไปในสังคมเอเชียตะวันออกมาเป็นเวลาถึง 20 ศตวรรษ หลักปรัชญาของขงจื๊อนั้นเน้นเกี่ยวกับศีลธรรมส่วนตัว และศีลธรรมในการปกครอง ความถูกต้องเหมาะสมของความสัมพันธ์ในสังคม และ ความยุติธรรมและบริสุทธิ์ใจ  ก่อนสิ้นใจ ขงจื๊อได้ทิ้งท้ายข้อความไว้กับ ซื่อคง ไว้ว่า "ขุนเขาต้องพังทลาย ขื่อคานแข็งแรงปานใด สุดท้ายต้องพังลงมา เหมือนเช่น บัณฑิตที่สุดท้ายต้องร่วงโรย"

ประวัติ
เมื่อขงจื๊อเกิดมาได้เพียง 3 ปี บิดาที่มีร่างกายสูงใหญ่และแข็งแรงได้เสียชีวิตจากไป ขงจื๊อในวัยเยาว์ชอบเล่นตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ ชอบเลียนแบบท่าทางพิธีกรรมของผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 15 ปี ฝักไฝ่การเล่าเรียน อายุ 19 ปี ได้แต่งงานกับแม่นางหยวนกวน ในปีถัดมาได้ลูกชายให้ชื่อว่า คงลี้ อายุ 20 ขงจื๊อได้เป็นเสมียนยุ้งฉาง และได้ใส่ใจความถูกต้องเนื่องจากทำงานกับตัวเลข ต่อมาได้ทำหลายหน้าที่รวมทั้ง คนดูแลสัตว์ คนคุมงานก่อสร้าง และในระหว่างที่ศึกษาพิธีกรรมจากรัฐโจว ได้โอกาสไปเยี่ยมเล่าจื๊อ ขงจื๊อมีความสัมพันธ์อันดีกับ เสนาธิบดีของอ๋องจิง และได้ฝากตัวเป็นพ่อบ้าน และได้มีการพูดคุยกับอ๋องในการวางแผน และหลักการปกครอง แต่เนื่องจากโดนใส่ความจากที่ปรึกษาของรัฐ ขงจื๊อจึงเดินทางต่อไปรัฐอื่น ภายหลังได้ฝากฝังตัวเองช่วยบ้านเมืองกับอ๋องติง และได้รับการแต่งตั้งดินแดนส่วนกลางของแคว้นหลู่ เป็นเสนาธิบดีใหญ่ บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อาชญากรลดลง คนมีคุณธรรมและเคารพผู้อาวุโส และในระหว่างนั้นได้มีการแบ่งแย่งดินแดน การแย่งชิงเมืองต่างๆ เกิดขึ้น ขงจื๊อได้เดินทางจากเมืองไปสู่เมืองต่างๆ เรียนรู้หลักการปกครอง และวัฒนธรรมท้องถิ่นแต่ละที่ ภายหลังได้ถูกหมายเอาชีวิต และถูกขับไล่ให้ตกทุกข์ได้ยาก และได้กลับมาสู่แคว้นหลู่อีกครั้ง ขงจื๊อได้เริ่มรวบรวบพิธีกรรมโบราณ บทเพลง ตำราโบราณ และลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และได้สอนสั่งลูกศิษย์แถบแม่น้ำซูกับแม่น้ำสี ภายหลังขงจื๊อได้ล้มป่วยหนัก และเจ็ดวันให้หลังได้อำลาโลก ตรงกับเดือนสี่ทางจันทรคติ ในปีที่ 16 รัชสมัยอ๋องอี้ รวมอายุได้ 73 ปี

ปรัชญา
ศาสตร์สี่แขนง (อู่ฉาง ห้าอุปนิสัยที่ผมกล่าวไว้)

ที่ขงจื๊อวางรากฐานไว้ ได้แก่ วัฒนธรรม ความประพฤติ ความจงรักภักดี และ ความซื่อสัตย์ โดยวัฒนธรรมเน้นถึงการเคารพบรรพบุรุษและพิธีการโบราณ ยึดถือผู้อาวุโสเป็นหลัก แต่ไม่ยึดติดหรืออายที่จะหาความรู้จากคนที่ต่ำชั้นหรืออายุน้อยกว่า  เห็นไหมว่าจริงๆท่านสอนให้มีให้ครบทุกแบบ ไม่ใช่ว่า คนจะเสริมดวงธาตุไม้ ท่านก็บอกเค้าไปใจเย็นๆหน่อย คนต้องเสริมธาตุน้ำ ท่านก็บอกเขาเร่งเติมปัญญา ไม่ใช่เลย คนเราขงจื้อสอนว่า ต้องมีให้ครบ  ที่เค้าเอามาแจกแจงให้ท่านฟังก็เพื่อจะให้ท่านเข้าใจได้ว่า อ้อ มันอาจจะจำแนกได้แบบนั้น อันใดเด่นก็แสดงคุณลักษณะอันนั้น  อันไหนด้อยวิธีเติมคือ เติมต้นกำเนิดมัน ไม่ใช่ไปเติมตัวมัน เช่น คนนึงขาดธาตุน้ำ ปัญญา ท่านต้องให้เค้าเริ่มเติมที่ ไม้ ไม่ใช่ให้มาเริ่มเติมที่น้ำ หมายถึง ธาตุไม้ คือความมีเมตตา อ่อนโยน และละเอียดอ่อน ผู้รู้ส่วนใหญ่จะมีความกรุณาเป็นที่ตั้งครับ ฟ้าดินจะมอบปัญญาเฉียบคมมาให้ ถามว่า มอบมาให้ทำไม มอบมาเพื่อว่า ถ้าเค้ามีเมตตา เค้าสอนคนอื่นแน่ ให้คนแบบนี้ หนึ่งคน คุ้มกว่าให้พวกขี้งกใจแคบ 50 คนเสียด้วยซ้ำ เพราะคนเรามีเมตตาย่อมหวังดีกับคนอื่นๆ  ไม่ขัดหลักพุทธด้วย คือถ้าท่านจะถ่องแท้ โหราศาสตร์จีน นะ ท่านต้องพยายามเอาตัวเข้าไปในหลักการศาสนาพุทธและเต๋า ให้ได้ สามเรื่องนี้ ต้องไปด้วยกันครับ เอาศาสนาทั้งสอง มาทำความเข้าใจโหราศาสตร์จีน จึงจะทำการแก้ไขชีวิตคนได้จริง  ไม่งั้นท่านจะจนทาง เพราะถ้าไปพูดเรื่องรวยกับคนรวยหลายคน เค้าเดินหนีท่านแต่ตอนแรกละหละ คนพวกนี้ต้องการหาความสุขและการพัฒนาชีวิต ท่านไม่ต้องสอนเขาหาเงินหรอก เช่นเดียวกัน คนไม่มีทรัพย์หลายคนเขาก็พอเพียงกับชีวิตเขา อย่าได้ไปเติมกิเลสให้ชีวิตเขาด้วยการไปอวดอ้างว่า สามารถทำให้รวยได้ คนนั้นคนนี้ถูกหวย เหล่านี้เป็นทางแห่งอบาย ขอเตือนไว้  ถ้าท่านทำแบบนี้บ่อยๆ นานวันเข้า ปัญญาจากฟ้า คือ สิ่งที่ท่านครีเอทมาได้แปลกๆ มันจะตันลง  พอๆกับการเอาวิชาการมาเรียนรู้แต่ไม่เอาไว้ช่วยใครเลยก็เช่นกัน อย่างน้อยต้องเอาออกมาช่วยตน ช่วยท่าน เพื่อ ทงชี่ หรือ เพื่อให้ลมปราณมันเล่น ได้มาแล้วถ่ายเทออกความรู้ใหม่ๆจะเพิมพูน นี่เป็นข้อติดขัดของหลายคนว่า ทำไมเรียนดวงจีน โหราศาสตร์จีน แล้วไม่ไปไหนสักที แล้วก็เป็นข้อสำคัญของอีกหลายๆคนที่ต่อยอดความเจริญไม่ได้  จัดฮวงจุ้ยบ้านมาสิบปี  จัดฮวงจุ้ยหลุมศพมายี่สิบปี ปัญญาก็ไปตันไปวนกับพวกความรวย อำนาจ ศักดินา ไม่รู้จบสิ้น ท่านก็จะใช้วิชาเป็นแต่พวกนี้  ผมถามเถิด ระหว่างเอาวิชาการไปช่วยคนนึงให้หลุดพ้นอย่างน้อยยกจิตสูงมาได้สักคนในตระกูลนั้น กลับบอกว่า เอาวิชาให้เค้าได้รวยๆ เฮงๆ สักวันจะได้เข้าหาธรรมะ อันใดได้กุศลแรงกว่ากัน อันใดทำให้คนมีสุขในชีวิตได้มากกว่ากัน  อันนึงนี่สอนเลย ให้ทำเลย อันนึงบอกว่า ถ้าเค้าเฮง เค้าก็ "จะ"เข้าหาธรรมะเอง ขอบอกว่า จะ ไม่มีวันเป็นจริง พึงสังวรในข้อคิดนี้ไว้นะครับ  การใช้วิชาการไปในแนวทางไหว้เจ้า ไสยศาสตร์ ทำพิธี ยิ่งจะทำให้คนห่างไกลความเชื่อเรื่อง กรรม ไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่า บ้านบรรดาลทรัพย์ หลุมศพบันดาลโชคได้  ไม่มีครับ ขัดกับหลักการศาสนาพุทธโดยสิ้นเชิง  ท่านผู้ชื่อว่าได้เป็นพุทธมามกะย่อมเข้าใจได้ว่า มนุษย์เราคือ ธาตุไม้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตตามดวงจีน แน่นอน ธาตุดิน อันแปลความหมายถึง ฮวงจุ้ย ที่หลุมศพ ที่ดิน หรือแม้กระทั่ง เวทย์มนต์คาถา อันหมายถึง ธาตุน้ำ จะเป็นตัว ส่งเสริม ก่อเกิดไม้ และเป็นตัว ไช้ หรือ ภาษาไทยแปลว่า เป็นทรัพย์ของไม้  หากแต่ต้นไม้ที่ดีได้นั้น หลักการห้าธาตุพื้นฐานก็บอกว่า  ไม้ไม่เจอทองไม่แกร่งกล้า ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ไม้ไม่เจอไฟก็ไม่อาจลุกโชนได้ ไม้ไม่เจอแดด ต้นไม้นั้นไม่เป็นเห็ดต้นเตี้ย ก็คือเชื้อราเน่าๆ หาความงอกงามไพบูลย์ไม่ได้  ธาตุไม้หรือมนุษย์ที่แท้จริง จึงต้องอดดทนต่อความลำบากและเข้าหาพระศาสนาซึ่งคือ แสงสว่างธาตุไฟ  และต้องมีคุณธรรมไว้ประจำใจเสมอ  ก็ตรงกับขงจื้อว่า ดิน คือความศรัทธา น้ำคือปัญญา สองสิ่งต้องมีเพื่อหนุนธาตุไม้  ธ่าตุไม้เอง คือ ตัวเราทุกคน ต้องมีเมตตาธรรมกำกับ ก็ต้องกับพุทธพจน์อีกว่า เมตตาธรรมนั้น ค้ำจุนโลก คนเป็นสัตว์สังคม จะอยู่กันได้ ไม่ฆ่ากันตาย ไม่ทำร้ายกัน ก็เพราะมีเมตตาจิต แล้วสำคัญคือ ปัญญาจริยา  กับ ความมีคุณธรรมซื่อสัตย์  ก็คือการฝึกใจคุมความประพฤติชั่ว เหล่านี้ถึงจะทำให้งอกเงยได้  หลายท่านคงเถียงว่า การจัดฮวงจุ้ย หรือหลุมศพ ท่านได้ประสบการณ์ดีๆกันมา รวยกันมาเยอะ ผมถามสั้นๆ มีสำนักไหนหรืออาจารย์คนไหน จัดฮวงจุ้ยเพียวๆ แบบไม่ดูฤกษ์ แล้วทำให้ท่านได้ดีมีไหม ทุกคนดูฤกษ์ทั้งนั้น แต่ไม่ใช่แปลว่า เค้าวางฤกษ์แล้วเลยเสริมไปได้ดีด้วย แต่ฤกษ์เป็นการเก็บสถิติว่า คนมักจะได้ดิบได้ดีในห้วงนั้นๆ เวลานั้นๆ มันแค่เป็นตัวบ่งบอก ห้วงเวลาที่คนส่วนใหญ่จะได้เสวยกรรมดีที่ตนเองได้ก่อกุศลมาเท่านั้น เพราะฉะนั้น บางคนถึงไปจัดวางฮวงจุ้ยหรือฤกษ์แล้วไม่ได้ผล เพราะทำกรรมชั่วมากมาย แต่อย่าไปคิดว่า การได้เงินได้ทอง ได้ผู้หญิง คู่ครอง คือ ผลบุญอย่างเดียวนะ  เป็นแค่บุญเบื้องต้น แต่ทำให้คนที่ได้รับยังคงติดยึดกับวัตถุกาม เกิดตัณหาเรื่องๆ สิ่งที่ดีๆอีกเรื่องที่ท่านได้มาแต่เป็นคุณธรรมขั้นสูงกว่าคือ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความผิดหวัง  เหล่านี้เป็นตัวเตือนให้ท่านได้เห็นสภาวของทุกข์ในโลก และความเน่าเหม็นของสภาพร่างกายสังขารที่เราไม่ควรจะไปยึดมั่นถือมั่นกับมันไว้  ถ้าเรียนรู้ทุกข์พวกนี้ได้ก็จะได้ปัญญาสว่างเห็นโลกเห็นธรรมขึ้นมาขั้นหนึ่ง  คนพวกนี้คือคนที่จิตยกระดับสูงมาขั้นนึงแล้ว หมอดูทั่วไปมักจะทายดวงไม่แม่น ทายว่าเค้าจะได้โชคดี เค้ากลับป่วยแทน แล้วก็มานั่ง งง หาเหตุว่าเพราะอะไร วิชาไม่แม่นหรือ หรือเพราะผู้ใช้วิชาไม่ดี จริงๆคนเข้าใจผิด  นี่หละคือ โชค โชคแบบโจทย์ปัญหา คือถ้าตีความออก จะได้รับโชคทางโลกีย์เงินทรัพย์ พร้อมกับความสุขใจมา เพราะเราจะทำความเข้าใจเกิดจิตเกิดปัญญา อันเป็นมหากุศล มากกว่าทำอามิสทานหลายร้อยเท่าท่วีนัก แต่ถ้าใครสอบไม่ผ่าน พ่ายแพ้อมทุกข์ ก็จะเสวยแต่ทุกข์นั้นร่ำไป จน ณ วันหนึ่งรู้สึกหน่าย เบื่อ ในความซวย ความป่วยนั้น ก็จะหายไปเองดื้อๆ แล้วเขาก็จะคิดได้เอง   ส่วนคนที่ได้ดีๆ เฮโลๆ ว่าได้นั่นได้นี่ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พวกนี้ มักจะชอบมาเจอผมตลอดครับ ถามว่าเจอตอนไหน เจอตอนที่ซวย เพราะจัดฮวงจุ้ยไปรอบแรกได้ดีมาก เงินดี งานเข้า แต่พอผ่านไป กลับแผ่ว มีปัญหา ไปแก้เคล็ดเสริมดวงอย่างไรก็เอาไม่อยู่ ไม่รู้จะหาหมอดูหน้าไหนๆมาช่วยแก้ ก็จะต้องได้มาเจอกัน เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่คุณเจอหนะ ให้เอามาสอนใจตนว่า สมบัติทั้งปวง เป็นอันยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ พอละพูดจะยาวไปเกรงจะเป็นการยกตนข่มท่านซึ่งไม่ควร  ผมเพียงกล่าวยกตัวอย่างที่เจอไม่ได้มีเจตนาก้าวล่วงสำนักวิชาใคร หากประมาทพลาดพลั้งด้วยวจีกรรมใดๆไปต้องขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้ สรุปง่ายๆ ธรรมะเรานี่หละ คือ คำทำนายชีวิตคนที่แม่นที่สุด  อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขังเป็นอยู่อย่างเดิมไม่ได้ อนัตตาไม่เป็นบุคคล ไม่เป็นสัตว์-ผู้เกี่ยวข้อง ไม่เป็นใดๆ อะไรทั้งสิ้น  ครับ ธรรมะสวัสดี อ่านประวัติขงจื้อต่อเถิด
แปดหลักการพื้นฐานในการเรียนรู้ 
ได้แก่ สำรวจตรวจสอบ ขยายพรมแดนความรู้ จริงใจ แก้ไขดัดแปลงตน บ่มความรู้ ประพฤติตามกฎบ้านเมือง ประเทศต้องได้รับการดูแล นำความสงบสุขมาสู่โลก
ลำดับการเรียนรู้ 
ได้แก่ พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขี่ม้า ประวัติศาสตร์ และ คณิตศาสตร์
คุณธรรมทั้งสาม 
ที่ได้จากการเรียนรู้ ได้แก่ ภูมิปัญญา เมตตากรุณา และความกล้าหาญ
สี่ขั้นตอนหลักการสอน 
ได้แก่ ตั้งจิตใจไว้บนมรรควิธี ตั้งตนในคุณธรรม อาศัยหลักเมตตาเกื้อกูล สร้างสรรค์ศิลปะใหม่
สี่ลำดับการสอน 
ได้แก่ คุณธรรมและความประพฤติ ภาษาและการพูดจา รัฐบาลและกิจการบ้านเมือง และสุดท้ายคือวรรณคดี
 
 

 

ผลงานของขงจื๊อ

งานทางด้านการเขียนของขงจื๊อปรากฏอยู่ในหนังสือ สังเขปการสอนของขงจื๊อ หรือที่จีนเรียกว่า “ลันยู” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับบันทึกและเรื่องราวต่าง ๆ เช่น คำพูด คำสอนของขงจื๊อและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกศิษย์ของท่านได้ช่วยกันรวบรวมขึ้นหลังจากการจากไปของขงจื๊อส่วนวรรณกรรมที่ท่านได้รวบรวมขึ้นมีดังนี้

1. ฉวนฉิว  เป็นบันทึกเหตุการณ์ระหว่างฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง เป็นคุณลักษณะของขงจื๊อและเป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจการทางการเมืองของแคว้นหลู่จากปี 723-481 ก่อนคริสตกาล และข้อสังเกตที่เกี่ยวกับพิธีกรรมได้รับการปฏิบัติ อุปนิสัยของข้าราชการและความเสียสละที่แสดงออกและท่าทางทัศนคติที่แสดงออกในความสัมพันธ์ต่าง ๆ นอกจากนั้นยังได้แจกแจงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มากมาย นับตั้งแต่การเจรจาตกลงทางการทูต จนถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น อุปราคา เป็นต้น

2. ชิจิ เป็นหนังสือเกี่ยวกับบทกวีนิพนธ์ต่าง ๆ หนังสือเล่มนี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับ Song of Solomon ในคัมภีร์ใบเบิ้ล โคลงต่าง ๆ เป็นเพลงพื้นเมืองที่ร้องกันในสมัยแรก ๆ โดยทั่วไปแล้วเป็นบทพรรณนาถึงหนุ่ม ๆ สาว ที่กำลังร้องรำทำเพลงและเล่นหยอกล้อกันด้วยความเสน่หาในฤดูใบไม้ผลิและในฤดูเก็บเกี่ยว

3. ฉูชิง  เป็นหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ารวมโดยขงจื๊อเอง ดังนั้นจึงมีความสำคัญอย่างลึงซึ้ง เป็นการประมวลคำปราศรัย คำสัตย์ปฏิญาณในพิธีกรรม

4. อิชิง  หรือ อี้จิง (ขงจื้อไม่ได้แต่งเอง แค่เอามาศึกษาตีความอธิบาย แต่ก็ได้กล่าวก่อนเสียชีวิตว่า อธิบายเข้าใจยังไม่จบ หากมีชีวิตได้ยาวอีกๆหลายๆสิบปีก็จะศึกษาอี้จิงนี้ต่อหละ  อี้จิงกำเนิดโดย โจวเหวินหวัง ราชวงศ์โจว) เป็นหนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเป็นตำนานลึกลับ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ อำนาจ ศักดิ์สิทธิ์และพลังแห่งจุดหมายปลายทาง เป็นงานชิ้นแรกซึ่งได้รับความนิยมและจัดเข้าเป็นขั้นคลาสิคในสมัยต่อ ๆ มา ลักษณะเด่นตำราเล่มนี้คือ ปากัวหรือรอยสลักแปดตัวซึ่งโหรจีนให้ใช้กันมาตั้งแต่โบราณ และเอ้อหยา ซึ่งเป็นปทานุกรมฉบับแรกที่พยายามอธิบายความมืดมนของตำราว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงและตำราว่าด้วยพิธีกรรม

5. หลี่จี่ เป็นหนังสือเกี่ยวกับพิธีการต่าง ๆ เป็นการสั่งเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น วิธีที่ควรจะถือและเหนี่ยวคันศรในระหว่างที่แสดงศิลปะของสุภาพบุรุษในการยิง นอกจากนั้นก็กล่าวถึงการเรียกอันยิ่งใหญ่และทฤษฎีแห่งมัชฌิม

**เพราะฉะนั้น หลุนหวี่ ไม่ได้เป็นคำที่ขงจื้อเขียนเอง แต่เป็นการประมวลรวบรวมความจากที่พูด ที่สนทนามาให้อ่านเอาไว้เฉยๆ

เมื่อพวกมองโกลเข้ายึดจีนได้ในราว ค.ศ. 1278-1368 จักรพรรดิกุบไล่ข่านก็มิได้ขัดขวางลัทธินี้ ทรงยึดหลักของขงจื๊อ ต่อมาในสมัยราชวงศ์เหม็งได้พยายามล้มล้างอิทธิพลของพวกมองโกล และรื้อฟื้นการตั้งยศฐาบรรดาศักดิ์ตลอดจนมีพิธีการบูชาขงจื๊อและเล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาตำราขงจื๊อเป็นอย่างมาก

สมัยราชวงศ์เหม็งได้รื้อฟื้นการสอบแบบขงจื๊อคือเปิดให้มีการสอบชั้นสูงถึง 89 ครั้ง มีผู้สอบผ่านการสอบชั้นสูงเพียง 280 คน มีการยกส่วนต่าง ๆ ของตำราขงจื๊อมาเขียนตีความและวิจารณ์ โดยยึดแบบของชูชีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้องเป็นหลัก

ลัทธิขงจื๊อนี้มีชื่อเสียงมาก และเผยแพร่เข้าไปในหมู่พวกแมนจูโดยพวกแมนจูใช้หลักของขงจื๊อในการปกครองจีน จะเห็นได้ว่าไม่ว่าพวกมองโกลหรือแมนจูก็ตามที่มีอำนาจยึดครองจีนได้ ต่างก็ตระหนักดีว่า การที่จะปกครองจีนได้จะต้องธำรงไว้ซึ่งอารยธรรมตลอดจนลัทธิขงจื๊อที่ชาวจีนยึดถือปฏิบัติกัน

ชั่วชีวิตของขงจื๊อมีลูกศิษย์ทั้งสิ้นกว่าสามพันคน [2] ในจำนวนนี้มีลูกศิษย์เอก 72 คน [3]

เอี๋ยนหุย (Yan Hui)
หมิ่นสุ่น (Min Sun)
หย่านเกิง (Ran Geng)
หย่านหยง (Ran Yong)
หย่านฉิว (Ran Qiu)
ตวนมู่ซื่อ (Duanmu Ci)
จ้งอิ๋ว (Zhong You)
จ่ายอวี๋ (Zai Yu)
เอี๋ยนเอี่ยน (Yan Yan)
ปู่ซาง (Pu Shang)
จวานซุนซือ (Zhuansun Shi)
เจิงชัน (Zeng Shen)
ต้านไถเมี่ยหมิง (Dantai Mieming)
มี่ปู้ฉี (Fu Buji)
เอี๋ยนจี๋ (Yan Zu)
หยวนเซี่ยน (Yuan Xian)
กงเหย่ฉาง (Gongye Chang)
หนานกงควา (Nangong Kuo)
กงซีอาย (Gongxi Ai)
เจิงเตี่ยน (Zeng Dian)
เอี๋ยนอู๋หยาว (Yan Wuyao)
สูจ้งหุ้ย (Shuzhung Hui)
ซางฉวี (Shang Zhu)
เกาไฉ (Gao Chai)
ชีเตียวคาย (Qidiao Kai)
กงป๋อเหลียว (Gongbo Liao)
ซือหม่าเกิง (Sima Geng)
ฝานซวี (Fan Xu)
โหย่วยั่ว (You Ruo)
กงซีฉื้อ (Gongxi Chi)
อูหม่าซือ (Wuma Shi)
เหลียงจาน (Liang Zhan)
เอี๋ยนซิ่ง (Yan Xing)
หย่านหยู (Ran Ru)
เฉาซวี่ (Cao Xu)
ป๋อเฉียน (Bo Qian)
กงซุนหลง (Gongsun Long)
ซีหยงเตี่ยน (Xi Yongdian)
หย่านจี้ (Ran Ji)
กงจู่จวี้จือ (Gongzu Gouzi)
ซือจือฉาง (Shi Zhichang)
ฉินจู่ (Qin Zu)
ซีเตียวตัว (Qidiao Chi)
เอี๋ยนเกา (Yan Gao)
ซีเตียวถูฝู้ (Qidiao Dufu)
หย่างซื่อชื่อ (Zeng Sichi)
ซางเจ๋อ (Shang Zhai)
สือจั้วสู่ (Shi Zuo)
เยิ่นปู้ฉี (Ren Buji)
โห้วชู่ (Hou Chu)
ฉินหย่าน (Qin Ran)
ฉินซาง (Qin Shang)
เซินต่าง (Shen Dang)
เอี๋ยนจือผู (Yan Zhipo)
หยงฉี (Yan Zhi)
เซี่ยนเฉิง (Xian Chang)
จั่วเหยินอิ่ง (Zuo Renying)
เจิ้งกั๋ว (Zhang Guo)
ฉินเฟย (Qin Fei)
เอี๋ยนขว้าย (Yan Kuai)
ปู้สูเฉิง (Bu Shusheng)
เยว่เขอ (Yue Ke)
เหลียนเจี๋ย (Lian Jie)
ตี๋เฮย (Di Hei)
ปานซวิ่น (Kui [al. Bang] Sun)
ขงจง (Kong Zhong)
กงซีเตี่ยน (Gongxi Dian)
จวี้อ้าย
ฉินเหลา
หลินฟ่าง (Lin Fang)
เฉิงค่าง (Chan Kang)
เซินเฉิง

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!