ระวังทางโค้ง

ระวังทางโค้ง

“ถ้าวันนึงพี่รวยขึ้น ก็ขอให้เป็นคนแบบนี้ต่อไป และจำวันนี้เอาไว้นะครับ”ยอมรับก่อนว่าจุดเริ่มของการเขียนเรื่องราวนี้อาจเกิดเพราะเหตุการณ์บทสนทนาที่เกิดเพราะทำให้เราน้อยใจบ้างบางประการ แต่ก็เพราะมีสตินึกขึ้นมาได้ว่า พระอาจารย์สอนว่า ใจเอย กายเอยนี้ ไม่ใช่ของเรา เราก็นั่งนึกย้อนคำสอนพระอาจารย์ว่า พุทธเจ้าเปรียบเป็นสัตว์ ใจคือ ลิง ตาคือ งู หูคือ จระเข้ จมูกคือ นก ลิ้นคือ หมาป่า กายคือ หมาบ้าน ฯ แสดงว่า ก็ไม่มีอะไรเป็นคน เป็นตัวเป็นตนออกมา ก็เลยพอให้เห็นความจริงที่จริงที่สุดของชีวิต พอให้กลางคืนนอนหลับสบาย และตอนเช้าตื่นขึ้นมาด้วยความแจ่มใส สวดมนต์ได้ แต่เงาบางๆของความน้อยใจ ที่เรียกว่า โทสะแบบเบาๆ ก็ยังมีอยู่ในใจ ต้องคอยเตือนตัวเองให้เห็นความจริงบ่อยๆ ลืมความจริงนี้ขึ้นมาทีไร อารมณ์ โทสะ ซึ่งคือ กิเลส ก็จะมาแทงใจ ใจใคร ใจเรา เหรอ เปล่าเลย ก็ใจคือลิง คือ แทงลิง เราไปปวดใจ เพราะเราคิดว่า เราคือใจ เราคือลิงตัวนั้น ถ้าเรามองออกว่า ไม่ใช่ใจเราโดนทำร้าย แต่คือ ใจดวงนั้นต่างหากที่โดนทำร้าย เราก็จะไม่รู้สึกใจเสีย เสียใจ ไม่รู้สึกใจน้อย น้อยใจ

นกที่บินไม่ได้ ที่มีพ่อแม่คอยดูแล มีกิ่งไม้ให้ทำรัง มีแสงตะวันพอให้มองออกว่านี่คือ เวลาควรออกหากิน เวลาควรเข้านอนเพราะตะวันลับลาฟ้าไป ผมกำลังเปรียบทุกคนที่เข้ามาดูดวงแบบนั้นว่าคุณ มีพ่อมีแม่ ที่ให้กำเนิดมา คอยอุ้มชูดูแลมา ขอความกรุณาไม่ว่าท่านจะดีหรือร้ายกับคุณ ก็ให้คิดเสียว่า ไม่มีใครขายอวัยะใดๆของร่างกายหากว่ามันเกิดเสียไป ขาดไป ไปขอซื้อใครที่ไหนเขาก็ไม่ให้ แขนข้างนึง ซื้อหน่อย ขาข้างนึง ซื้อหน่อย ไม่มีใครขายครับ แปลว่า ส่ิงที่พ่อแม่ให้คือร่างกายนี้ ล้ำค่าสุดจะหาวัตถุอะไรมาเปรียบปานได้ ไม่มีสิทธิแม้แต่จะบอกว่า โกรธ พ่อโกรธแม่ บุญคุณล้นเกล้าเหนือหัว ตอบแทนไม่สิ้นในชาตินี้ ขืนมีโกรธพ่วงไปอีก ผมไม่รู้ว่าต้องเกิดตาย เกิดตายกี่รอบนะ ถึงจะใช้ให้หมดได้ต้นไม้กิ่งไม้ที่ได้ทำรัง ก็คือ สถานที่ทำเรียน เพื่อน สถานที่ทำงาน ลูกค้า เพื่อนร่วมงาน เพราะเราได้รับการอบรมสั่งสอนความรู้ เรามีประสบการณ์ เรามีเงินใช้สอยเลี้ยงชีพเราได้ ไม่ตกร่วงลงไปเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายๆ ก็เพราะกิ่งไม้ค้ำเอาไว้เหล่านี้ มองผิวเผินเหมือนกับว่า ฉันก็สร้างรังเองนี่ ไม่ก็ พ่อแม่สร้างให้นี่ ออกแบบรังนกเอง แต่ถ้าไม่มีเศษหญ้า ไม่มีกิ่งไม้ โครงสร้างรังท่านจะได้ดีถึงทุกวันนี้ไม่มีทางเลย ขออย่าลืมวินาทีที่ท่าน ไม่ฉลาด และมีคนบอกทางให้ฉลาด อย่าลืมวินาทีที่เคยอัปจนหนทาง และมีคนช่วย ได้ดีวันนี้ อย่าลืมวันเก่าๆเหล่านั้น คำว่า ไม่ให้ลืมวันเก่าๆ ไม่ใช่ให้หวนนึกถึงความโหดร้ายของความจน หรือความไม่รู้ แต่ให้หวนนึกถึง น้ำใจดีงาม ที่ได้รับจากคนรอบข้างนั้น

สุดท้าย แสงแดด ดูเหมือนแทบจะไม่ค่อยมีใครเห็นความสำคัญ เพราะเช้า แดดก็มีหน้าที่ออก ให้ความสว่าง ตกค่ำ ก็มีหน้าที่มืด เพื่อให้ได้พักผ่อนนอนกัน และทำให้โลกเย็นลงบ้าง เหมาะแก่การหลับสบาย แสงแดดมีหน้าที่ต้องทำหน้าที่ ไม่มีแขนยื่นออกมาห่มผ้าให้นก หรือกอดให้นกอุ่นขึ้น แต่แผ่แสงจากที่ไกลมาก ให้ได้เห็น และได้อุ่น แสงแดดไม่มีพัด ที่จะมาคอยโบกเพื่อให้ลมเย็นสบาย เป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง ที่กระทบกับอีกหนึ่ง แล้วเกิดลมพัดเบาๆ ถ้าไม่มีความร้อนใดๆบนโลกเลย รับรองว่าไม่มีลม ในอีกที่หนึ่งเย็นๆที่พัดมาได้ มันก็ไม่แปลกที่คนจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของแดด ยกเว้นวันฝนตก หรือฟ้าครึ้มหลายๆวันเข้าครับ ทุกคนจะบ่นหาพระอาทิตย์ เหมือนกัน สิ่งนี้ราวกับว่าไร้ความจำเป็น ชั้นเป็นนก ชั้นมีพ่อแม่เลี้ยง มีรังของชั้นแบบที่บอก และวันนี้ ชั้นมีปีกบินได้ คนทั้งหลายมองเห็นชั้น และชื่นชมชั้น ในความขยันขยับปีกอันแข็งแรงของฉัน ต่อสู้ชีวิตด้วยตัวฉัน และวันนี้ ฉันสามารถหาอาหารได้ เลี้ยงพ่อแม่ที่ชราได้ และก็สร้างรังอยู่เองได้ เลือกต้นไม้เองได้ แสงอาทิตย์หนะ มีประโยชน์อะไร ถ้าทวีปนี้ แสงแดดน้อยเกินไป ไม่อุ่นพอ เช่นเขตหนาว หรือช่วงหน้าหนาว ฉันก็บินอพยพไปหา เขตใหม่ ที่ฉันว่าพอเหมาะพอดีกับฉันได้ แสงแดด มีประโยชน์อะไรทุกคนก็สอนมาตลอดว่า โชคชะตาอยู่บนกรรมมือเรา จะดีร้ายก็อยู่ที่ตัวเรานั้นเองที่เลือกที่ทำ ไม่ได้อยู่ที่ใครกำหนด แค่นี้เขาพูดไม่จบครับ ไม่ได้อยู่ที่ใครกำหนด แต่อยู่ที่เรากำหนด พอเวลาใครพูดเรื่องโชคชะตาขึ้นมา เขาต้องการสื่อว่า ชะตากรรม หรือ โชคชะตาที่ฟ้าลิขิต ไม่ได้หมายถึง ชะตากรรม หรือ กรรมตามพุทธศาสนาอันหมายถึงการกระทำตัวอันมีเจตนาเป็นตัวลิขิตก่อให้เกิดผลกรรมดีหรือไม่ดี ตามการกระทำนั้นๆตามมา คำถามที่น่าคิด คือ หมอดู เข้ามาทำหน้าที่อะไรในกลไกความเจริญหรือล้มเหลวในชีวิตชั้นหละ หมอดูบอกว่า ร้านที่จะเปิดขายของให้เช่า อย่าซื้อนะ แค่นี้ ช่วยให้ชีวิตฉันเจริญได้ ขายดีได้ เหรอ จริงเหรอ งั้นถ้าฉันเปิดอีกร้านนึงละฉันซื้อ แล้วมันขายดี หมอดูจะอธิบายว่าอะไร ชีวิตผมไม่ใช่ไม่เคยเจอนะครับ ผมแนะนำให้ทำตามนี้ๆ รู้จักกันมาหลายปี ก็บอกไปหลายอย่าง จนประจักษ์ชัดว่าชีวิตดีขึ้น อ่าวรู้ได้ไงว่าเขาดี เขาชมรึ ใช่ ชมด้วย แต่ที่แน่ใจเพราะ เพราะทำไมเขาไม่ไปถามคนอื่นหละ มาถามเราทำไม ถ้ากับข้าวไม่อร่อย มากินทำไมทุกวัน เปลี่ยนเจ้าสิ ทีนี้พอชีวิตดี สตรีท่านนึงก็ตั้งคำถามแบบนี้ แบบที่ผมกำลังตั้งนี่หละ ตกลงแล้ว ชั้นไม่ได้เจริญขึ้น เพราะความขยัน เอาใจใส่ลูกค้า มีสินค้าคุณภาพดี รับผิดชอบ ตรงต่อเวลา และคำไหนคำนั้นไว้ใจได้หรอกเหรอ เป็นเพราะหมอดูเหรอ หมอดูทรงอิทธิพลขนาดนั้นเลยกับชีวิต งั้นเหรอ โอเคได้ งั้นครานี้ หมอดูบอกให้ทำอะไรกับร้านใหม่ ชั้นไม่ทำ ถ้าแน่จริง ชั้นไม่ทำตาม ร้านต้องขายตกลง แย่ลง ผ่านไปไม่ถึงสองเดือน โทรกลับมาด้วยความตาลีตาเหลือก ลูกค้าไม่สั่งของ จู่ๆก็ไม่สั่งดื้อๆ ผมเครียดทั้งวันเต็มวันรับดูดวงใครไม่ได้ แทบจะต้องไปค้นเอาตำราที่เคยเรียนทั้งหมดมารื้อ เพราะเราโทษตัวเราเองว่า เราคงแนะนำอะไรผิดเขาแน่ๆ ตายหละ เขาไว้ใจเรามานานหลายปีมากๆ เราทำหน้าที่อย่างดีมาตลอด คราวนี้เป็นร้านใหม่ สิ่งสำคัญของชีวิตเขา คืองานเขา เงินที่จะมาเลี้ยงเขาและพี่น้องเขา เรากลับไม่รอบคอบพอ ไม่รู้จริงพอ ทำให้เขาเสียหาย น่าบีบคอตัวเอง เขาไว้ใจเราขนาดนี้ เรายังไม่รัดกุมพอ ทำไม่ดีพอ จากบทสนทนาและการสอบถามตอนเย็น ผมเปรย ว่า เห้อ …. พี่ไม่ทำตามที่ผมบอกนี่ …. สั้นๆแค่นี้ แต่ก็ไม่ได้เล่าว่า ผมไปค้นไปรื้อตำรา ค้นในสมองตัวเองด้วยว่า เราพลาดอะไรไปหนอ เขาก็ตอบเราว่า ใช่ ก็อยากลองดูว่า ถ้าไม่ทำตาม มันจะดีแบบเดิม หรือ แย่ลง ตอนนี้รู้ละ ช่วยแก้ให้หน่อย พูดสั้นๆว่า ช่วยแก้ให้หน่อย นี้หละสุดท้าย บอกให้ทำ ไม่ทำ พอมีเรื่อง ก็ ช่วยแก้ให้หน่อย หนักข้อไปกว่านั้นบางคน นอกจากแบบนี้แล้ว ยังมีแบบว่าไปหาสารพัดที่ปรึกษามาช่วยเหลือเพื่อไม่อยากยึดคำทำนายหมอดูเป็น สรณะ มากเกินไป ผมย้ำมาตลอดว่า ไม่ว่าจะตัวผม คำพูดผม ไม่ใช่ที่พึ่งที่จะมายึดถือตลอดครับ ผมเน้นว่า พูดรอบเดียวให้จบ ให้มันดี ให้ได้ดี แล้วก็ไม่ต้องได้มาเจอหน้ากันอีก ผมพูดแบบนี้หละ เพราะระลึกเสมอว่ามาทำหน้าที่ตรงนี้ เพื่อปลดพันธนาการกรรมที่เราผูกร่วมกันมาไม่รู้กี่ชาติทำให้ได้ต้องมาช่วยเหลือกัน เขาช่วยเรา เราช่วยเขา เราสำนึกเสมอว่า เงินแต่ละบาทที่มีกินมีใช้ได้มาเพราะใคร เราทำชุ่ยๆไม่ได้ แต่ก็ขอความกรุณา อำนวยความสะดวกในการช่วยเหลือของผม ด้วยการ ลองทำตามที่บ้าง ไม่ได้บอกว่า ต้องเชื่อ ต้องทำ ห้ามผิดจากที่บอกเลย แต่ผมมักบอกว่า มีข้อนี้ ลองทำข้อนึงก่อน ถ้าดี ก็ทำตามทุกข้อให้เคร่งครัด ถ้าไม่ดี ก็จะได้เลิกคบผมซะ จบ ไม่ต้องเสียเวลา และเสียค่าไม่ฉลาดยาวนาน และพอทุกคนได้ดีกลับมาเล่า ผมก็ตอบคืนไปเสมอว่า ได้ดีเพราะความดี เพราะศีลเพราะทำ และเพราะตัวพี่กล้าเปลี่ยน เพราะการกระทำพี่ ความขยัน และความดี ไม่ใช่เพราะผมคือ ปัจจัยหลัก ในวันที่ฟ้าครื้มไร้แสงแดด ท่ามกลางความหนาวยะเยือก หรือปีกที่เปียกปอนจากฝน เธอเรียกร้องหาแสงแดด แม้นนิดเดียวก็ได้ มาเพื่อให้คลายหนาวลงได้บ้างพอบินไปต่อได้ในวันที่ คุณ ร้องไห้ เสียใจ หาทางออกไม่เจอ หรือ แม้แต่มีกำลังใจและมีทางออก แต่ไม่แน่ใจว่า จะเดินตามทางนั้น แล้วจะได้ดีไหม ถ้าคิดว่าตัวเองได้ดีเพราะตัวฉันเอง วันนั้น มาดูดวงทำไมครับ ถามสั้นๆ หกคำ สั้นๆ มาดูดวงทำไมครับคำพูดที่คนจนก็พูด คนรวยก็ชอบเปรยนะ คือ หึ หมอดูเหรอ ไม่เอาหรอก รู้มั้ย ชั้นตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยดูดวงและไม่เชื่อเรื่องดวง โอเค ผมได้ยินคำนี้ทีไร ไม่ว่าเขาจะพูดกับผมเอง หรือพูดกับคนอื่น ผมก็มานั่งทบทวนได้ว่า ไม่เคยดูหมอดู อาจจะพอเชื่อได้ครับ แต่ไม่เชื่อเรื่องดวงนี่ ไม่จริง คนทุกคนเกิดมาเชื่อเรื่องดวง ผมกล้ายืนยันไม่มากก็น้อย ของท่านอาจจะน้อยกว่าคนอื่นเขา แต่อย่าพูดว่าไม่เชื่อเรื่องดวงเลย แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ หรือวันสำคัญๆ อย่าหาฤกษ์ครับ ถ้าไม่เชื่อนะ หรือ ต่อให้ไม่ได้หาเอง ชาวบ้านหามาให้ ว่าอันนี้ดี ก็อย่าไปทำตาม เอาวันอื่น เค้าบอกว่า เนี้ยะ เอานี้มาตั้ง เอานั้นมาวาง หรือใส่เสื้อสีนี้แล้วดี คุณแน่ใจเหรอว่า คุณไม่เคยแม้แต่เอามาลองแม้สักชิ้น ด้วยความ เชื่อว่า ก็ลองดูน่า นี่ไม่ได้แปลว่า เชื่อแล้วใช่ไหม อันนี่ก็คือเชื่อ แต่ไม่ได้เชื่อแบบปักใจ แค่เชื่อว่า อาจจะได้ผล หรือพูดกันว่า เชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง หนะ สำนวนนี้ก็ยังมีคำว่า ครึ่ง ก็คือ มีความเชื่ออยู่บ้าง อยู่หละ ทุกคนมีความกลัวหมดครับ เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหนะจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต การมีที่ให้เชื่อ หรือมีศรัทธาในอะไรๆบ้าง ทำให้ความกลัวนี้หายไปมาก น้อย ต่างไปแต่ว่าท่านเชื่อในอะไร เชื่อในความขยัน เชื่อในเงินทอง เชื่อในหน้าตา เชื่อในฝีมือตัว เชื่อในกรรม เชื่อในบุญ ฯ แต่เชือในดวงไม่ใช่ความเชื่อสูงสุดที่ทำให้ชีวิตดีพร้อมหรอกครับ แต่อย่างน้อยถ้าเจอคนอธิบายความเชื่อและสอนให้เชื่ออย่างเข้าใจ ผมเห็นแต่ว่ามีชีวิตดีขึ้นกันทั้งนั้นนะ อย่าด่วนสรุปว่าไม่เคยเชื่อ หรือลองเชือ หรือดูดวง ตั้งแต่เกิด จนตอนอายุป่านนี้ คุณจดจำทุกวันของชีวิตได้เหรอ อย่าว่าแต่ทุกวันเลย อ่านข้อความนี้ละลองนึกย้อนไป สี่ร้อยห้าสิบสี่วัน แล้วบอกผมสิว่า วันที่ ห้าร้อยสิบสี่วันย้อนไปหนะ คุณทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ ตื่นนอน ยันเย็น ตราบใดยังระลึกชาติไม่ได้ อย่าไปพูดว่าไม่เคยเชื่อ ในสิ่งใดๆครับ โอเค ถ้าดูดวงนี่ ใครๆก็จำได้ว่า เคยหรือไม่เคย เพราะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ครั้นจะมาบอก ไม่เคยเชื่อเรื่องดวงนี่ แน่ใจเหรอ

เอ้อ ก็แปลก หลายคนชอบมาเปรยว่า ก็มีความสุขขึ้น ดีขึ้น รายได้เข้ามาเยอะขึ้น เห้อ แต่ทำไมไม่รวย ฟังละตลกมั้ยครับ ผมเจอแบบนี้ทีไรผมย้อนถามตลอดว่า นี้ตกลง อยากรวย เพราะอยากรวย หรือ อยากรวยเพราะคิดว่าคงมีความสุขกว่านี้ แน่นอน เหมือนที่รู้ๆกัน เขาก็อยากรวยเพราะคิดว่าจะมีความสุขกว่านี้ น่าจะได้รับความสุขสบายกว่านี้ ใครบ้างไม่ชอบสบาย ผมยังชอบ ผมก็เลยถามเค้าว่า ก็นี่ไง ความสุขเพิ่มขึ้น ก็พูดมาเอง ละมันจำเป็นต้องงอกผ่านพื้นดินที่ชื่อความรวยมั้ย หรือมันเกิดขึ้นได้เลยแบบ รวย กับ ความสุข จริงๆไม่เกี่ยวข้องกัน เกี่ยวหนะ เกี่ยวครับ ไม่มีอะไรในโลกเกิดมาเองผุดเองแบบโด่ๆ เด่ๆ ไม่สัมพันธ์กะอะไรหรอก แต่ว่าไม่ใช่ว่ารวยแล้วจะสุข ไม่ใช่สุขทั้งวันละจะรวย เพียงแต่ว่า จริงๆ ค้นในใจสิว่า สุขแบบพอมี กับ รวยแต่ไม่สุข ชอบอะไร

อ่านมาถึงตรงนี้ผมอยากบอกว่า อย่าไปมองว่า ป้ายจราจรไร้ค่า ชั้นไม่เห็นได้อะไรจากป้ายจราจรเลย ถนนฉัน รถฉัน น้ำมันฉัน ฉันขับ ต่อให้ไม่มีป้ายบอก บางทีมองไปข้างหน้านะ ฉันก็รู้ว่ามันต้องเลี้ยว มันจะมีทางขรุขระ โอ้ย ถามเพื่อนมาแล้ว ว่าทางนี้จะต้องแบบนี้ หรือไม่จากประสบการณ์ก็รู้แล้ว ป้ายจราจร หึ ฉันได้พึ่งอะไร ก็เหมือนกับที่มีคนกล้าพูดว่า ผมไม่เคยเรียนกับคุณ ไม่เคยไหว้คุณเป็นอาจารย์ ผมไม่ได้รับความรู้จากคุณซะหน่อย งั้นเหรอ เหรอครับ สมมติไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตำราจีนเขียนว่า ลมคือธาตุไม้ แล้วมาอ่านที่ผมพิมพ์ แล้วจำได้ว่า ลมคือธาตุไม้นี่ แปลว่า มันไม้ได้ความรู้จากผมใ่ช่ไหม ไม่ได้เรียกร้องให้สำนึกบุญคุณ ผมอยากบอกแค่ว่า ให้รู้จักเฟ้นหาน้ำใจคน และ ให้เกียรติในน้ำใจนั้น ป้ายจราจรเล็กๆ ไม่มีก็ได้ สำหรับคุณ หรือจำเป็นสำหรับคุณ แต่ละคนเป็นคนตัดสินครับ อ่านแล้ว ลองคิดเอา

เพียงแต่ว่า แต่เด็ก พระ อาจารย์ที่วัดอุโมงค์สอนผมตอนเข้าค่ายคุณธรรมว่า
แสงแดดให้ความอบอุ่นกะชีวิต
นกตัวนิดดด ให้เสียงเพลงแก่โลกหน้า
ดอกไม้หอมให้ความงามผ่านสายตา
แม้นต้นหญ้าต่ำเตี้ยเรี่ยดินน้อยๆ ดูเหมือนไร้ค่า ก็ยังให้ ออกซิเจน

อยู่ที่เราจะเห็นคุณค่าไหม แต่ต่อให้เห็นหรือไม่เห็น ลมยังคงพัด น้ำยังคงไหล พระอาทิตย์ยังขึ้นทางตะวันออก และลาลับลงทางตะวันตก เหล่านี้เราเรียกว่า อ้อ ก็ตามธรรมชาติ ถ้าพูดเต็มๆต้องบอกว่า ทำหน้าที่ของสิ่งนั้นตามธรรมชาติ ทำไม่ได้หวังให้ใครชม และไม่ได้แคร์ว่าใครบ่น แน่นอน บางทีคนก็บ่น แดดอะไรนี่ ร้อนจะตายชัก บางทีก็ว่า หนาวมากวันนี้ ทำไมไม่มีแดดเลย ระหว่าง บ่นแสงแดด กับ ชมแสงแดดว่า โอ้หนอ อุ่นจัง โอหนอ สว่างจังดีจัง ท่านทำอะไร แบบไหนมากกว่ากัน

บางทีคนที่ผิดปกติอาจไม่ใช่ผู้อ่าน แต่เป็นผู้เขียนคนนี้ก็ได้กระมัง

ขอความสุขสวัสดีจงบังเกิดมี ฉันไม่ได้รักเธอ ฉันไม่ได้ห่วงเธอ ฉันยิ่งไม่ได้ทำเพื่อหวังอยากได้เงินทองมากมายจากการดูดวงให้เธอ ฉัน ทำตามหน้าที่ของฉัน และบางทีก็ไม่จำต้องอธิบายว่า ทำแบบนี้ทำไม เพื่ออะไร ฉันเพียงรู้ว่า หัวโค้งนี้เธอมองไม่เห็นทางลื่น ขับไปอย่างสบาย ฉันเป็นป้ายจราจรเล็กๆ ไม่ได้เฉิดฉายบนเนินผา แต่ซ่อนตัว ณ หัวโค้ง ยืนกร้าวกลางทางเปลี่ยว เพื่อจะบอกเธอว่า ระวังนะ ถนนข้างหน้า ลื่น ณ หัวโค้งนี้ เธอออาจะไม่เข้าใจว่า ป้ายบอกอะไรเนี้ย และก็ไม่ได้อยากให้เมื่อไปถึงทางลื่นแล้ว กลับมาขอบคุณที่ป้ายบอกทาง ไม่งั้น รถไถล แต่ฉันแค่ทำหน้าที่ของฉัน ฉันเกิดมาเป็นป้าย ธรรมดา ไม่หรู ไม่ได้ไปไหนมาไหนได้อิสระ ไม่ได้รวยล้น ไม่ได้หล่อเลิศ ไม่ได้ดีพร้อม ก็แค่ป้ายธรมดาๆ ที่มีหน้าที่บอกทาง วันนี้ฉันรู้แล้วว่า ชาตินี้ฉันเกิดมา เพื่อทำอะไรแก่โลก เธอ รู้ หรือยัง
ซินแสหลัว

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!