หยินหยาง ในความเข้าใจที่แท้จริง

ยินหยาง

วันนี้มีข้อความลับผุดมาในจิตอีกละ

คือ อย่าไปมองว่า ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ เหล่านี้เป็นนิทานประหลาดๆที่เค้าชอบสอนกันสิ

เช่น ไฟเผาเป็นขี้เถ้า ขี้เถ้าได้ดิน ดินเยอะๆ กลายเป็นเหมือนทอง ถาดทองเอาตากไว้กลางแจ้งมีไอน้ำ ทองคายน้ำ น้ำมีต้นไม้ขึ้น น้ำกำเนิดไม้ ไม้เป็นฟืนจุดไฟได้

มันสมเหตุสมผลที่ไหนกันเล่า ท่านลองคิดดูดีๆเถอะ จริงๆมีต้นตอมาจาก ยินหยางที่แปรไปต่างหาก ไท่ยิน เซ่าหยาง ไท่หยาง เซ่ายิน คือ

คือ หยินแก่จัดๆ ได้ หยาง หยางแต่จัดๆก็ได้หยิน มีการเปลี่ยนแปรพลังงานไป

ไท่ยิน คือ น้ำ
เซ่าหยาง คือ ไม้
ไท่หยาง คือไฟ
เซ่ายิน คือ ทอง
ไม่ยินไม่หยาง (จริงๆมันคือ ทั้งยินทั้งหยางต่างหาก) ก็คือ ดิน

เนี่ย ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้นะ ป่วยการจะไปสอนฤกษ์ 64 ข่วย คือจะเอามาเถียงกันแทบตายว่า ฤกษ์ยามจะยึดตามไหน ทำไมข่วยมันว่าดี แต่คำนวนโป๊ยหยี่ไม่ดี จริงๆมันมีจุดเชื่อม หากแต่ว่า คนทั่วไปไม่ยอมอ่านอี้จิง เข้าไม่ถึงจุดเชื่อม จะเข้าใจอี้จิง ต้องอ่าน เต้าเต๋อจิง ประกอบด้วย แล้วจะพบว่า อ้อ เขาลงล๊อคกันทุกตัว แต่คำว่า ลงล๊อค อาจจะมีความหมายไม่เหมือนกันเท่านั้น เช่น 64 ข่วยว่าดี โป๊ยหยี่ก็ต้องดี ไม่มีทางที่จะเสียไปได้ เพราะสองวิชานี้ รากของวิชาจริงๆ ไม่ใช่ เจี่ยโหวงเห้ง หรือ ห้าธาตุ แต่คือ ยินหยาง อี้จิง อธิบายในแง่พุทธศาสนาที่ลึกซึ้งกว่าก็คือ ปฏิจสมุหบาท

อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี

อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี

อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ
เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับ

นี่่คือ กฎของ อิทัปปัจจยตา ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติที่อาศัยกันละกันเกิดขึ้น

ปฏิจจสมุปบาท อนุโลม
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิด ด้วยประการฉะนี้.
ปฏิจจสมุปบาท ปฏิโลม
อนึ่ง เพราะอวิชชานั่นแหละดับโดยไม่เหลือด้วยมรรคคือวิราคะ สังขาร จึงดับ
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส จึงดับ
เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมดับ ด้วยประการฉะนี้.

จีนก็ว่า ยินเกิดในหยาง หยางเกิดในหยิน สองสิ่งยินหยางแยกออกจากกันไม่ได้ เขารู้แค่กว้างๆว่า ยินหยาง พุทธเจ้าเจาะลงไปเลย เมื่ออายตนะภายนอก กระทบ อายตนะภายใน วิญญาณย่อมเกิด เมื่อวิญญาณเกิด ย่อมมี ภพ มีชาติ มีชรา มีมรณะตามมาไม่สิ้น เพราะเราไปยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ห้า

เช่น เสียง(ภายนอก) กระทบ หู(ภายใน) แล้ว เราเอาวิญญาณไปรับรู้ทันที เกิดร่วมกัน เกิดพร้อมๆกัน เสียงกระทบปุ๊ป วิญญาณก็เกิดปั้บ พอวิญญาณเกิด ก็มี เวทนาเกิดมา คือ ฟังแล้วรู้สึกเป็นสุขมาก ชอบมาก ฟังแล้วทุกข์ ไม่ชอบเลย ฟังแล้วเฉยๆ เกิดสัญญา คือ จำได้ว่า นี่คือเสียงกลอง เสียงฉิ่ง สังขาร คือความคิดปรุงแต่งละว่า มีกลอง มีฉิ่ง มีระนาด อ้อ เป็นปี่พาท เพลงอะไรหนอ ทำไมเขาบรรเลงแบบนี้หนอ

เพราะงั้น อะไรที่อธิบายแบบไร้เหตุไร้ผล ท่านต้องกล้าฉีกมันทิ้ง ขืนไม่ทิ้งจะรกหัวมากเกินไป สมัยนี้คนสอน คนเรียนดวงจีน ไม่เริ่มที่ยินหยาง กลับมาเริ่มที่ ห้าธาตุ ซึ่งสำหรับการเรียนพื้นฐานทำให้เข้าใจได้ง่าย แต่ถ้าอยากจะทะลุทะลวงวิชานี้ให้ได้ พื้นฐานยินหยาง ต้องแม่นยำ เพราะยินหยางเป็นเหมือนสายเคเบิ้ล ที่ เชื่อม แพทย์จีน วัฒนธรรมจีน ดวงจีน และอะไรๆ ที่เป็นจีนๆเอาไว้ทั้งหมด เพราะอะไร เพราะยินหยางคือ กฎธรรมชาติที่ เต๋า และ พุทธ อธิบายในคนละลักษณะเท่านั้น

ลองอ่านทวนข้างบนอีกรอบ แล้วจะเห็นว่า ที่บอก อู๋จี๋ เซิง ไท่จี๋ (ยินหยาง) แปลเป็นไทยแบบง่ายๆคือ จากสุญญตาคือความไม่มีอะไร ก็ไปกำเนิดเป็น ไท่จี๋ ซึ่งไท่จี๋นี่หละคือ ยินหยาง ยินหยางเซิงว่านเสี้ยงว่านอู้ ก็คือ เมื่อมียินหยาง ก็กำเนิดสรรพสิ่ง งั้นก็แปลว่า ถ้าจะดับไปซึ่งสรรพสิ่ง (ไม่เกิดอีก) ก็ต้องดับที่ยินหยาง เพื่อไปหา สภาวะอู๋จี๋แบบเดิม

ฉันกำลังจะบอกเธอว่า ป่วยการไปเรียน ยินหยาง เพราะที่สุด ก็ต้องไปเจอ ห้านิ้วพระยูไล คือ พุทธ !!!

ไซอิ๋วก็บอกเป็นนัยออกโต้งๆ เทพเต๋าปราบเห้งเจียไม่ได้สักคน มีแต่พระพุทธองค์ทำได้ เห้งเจียก็คือ อวิชชา คือ โทสะจริต โป๊ยก่ายคือ โลภะ ซัวเจ๋งคือ โมหะ พระถังก็คือตัวเธอหนะหละ ต้องคุมไอ้สามสิ่งนี่ให้ได้

ที่มาภาพ : pbs.twimg.com/profile_images/2241094073/image.jpg
กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!