คำถามที่พบบ่อยมาก ตกลงดวงนี้ ดวงอ่อนหรือแข็ง ผมอยากตอบว่า รู้ว่าอ่อนแข็งไป ก็ทำนายเพี้ยนได้ครับ

ฮวงจุ้ย ปรับปรุงร้าน

 

บทความนี้ สำหรับผู้อ่านที่มีพื้นฐานดวงจีนแล้วนะครับ สำหรับท่านใดที่ไม่มี ผมก็จะขอเกริ่นคร่าวๆว่า ดวงจีนตามแบบที่เขาสอนๆกัน เขาจะดูตามธาตุ ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ ธาตุใดที่มันมีเยอะ หรือมีตัวหนุนเยอะ หรือมีตัวช่วยเยอะในดวง จนพลังเกินก็จะทำการ ปรับ แปร ธาตุ มาทำให้พลังงานมันลดลงบ้าง ดวงแบบนี้เลยเรียก ดวงแข็ง ครับ ไม่ใช่แปลว่า คนดวงแข็งตายยาก รอดพ้นอุบัติเหตุแบบดวงไทยนะครับ ในทางตรงข้าม ถ้าดวงไหน ธาตุประจำตัว อ่อนแอ มีกำลังน้อย ก็จะปรับสมดุลด้วยการ เสริมเข้าไปครับ จีนเน้นเสมอเรื่องหลักการสมดุล และพลังงานไหลเวียนดีครับ

วิธีนี้เลยทำให้มันเกิดสำนักที่ เน้นการดูอ่อน ดูแข็งขึ้นมาว่า เอะอะเห็นดวงจีน เอาเลยก่อนเลย ดูอ่อนแข็ง เพราะอะไร เพราะการบอกว่า ดวงอ่อน ดวงแข็ง มันสอนกันง่ายไงครับ คุณใช้เวลาเรียนอย่างเก่งไม่เกินห้า ถ้าผมสอนนะ ดูดวงจีนแบบ ดูแค่อ่อนแข็ง ดวงไหนอ่อน ดวงไหนแข็ง นี่นะ ละก็ทำนายได้ด้วย เอาสิ ไม่ใช่ว่า สอนแค่นี้ละทำนายไม่ได้ ทำนายได้ ผมท้าเลย ใช้เวลา หนึ่งวัน สอนจบ เอากันตั้งแต่เขียนภาษาจีนกิ่งฟ้า ก้านดิน ไปจนถึงทำนายอ่อนแข็งนะ จนไปถึงแบบที่ชาวบ้านเขาใช้กันนะครับ เพราะจะเห็นได้ว่าตอนนี้บ้านเราประสบปัญหา เรียนดวงจีนกันมาหลายๆปีมาก แต่ว่าทำนายดวงไม่ได้ ถามว่า ตัวขวางคืออะไร ก็คือ ทำนาย อ่อนแข็ง นี่หละ กับ จับซิ้ง นี่ก็ตัวขวาง อยากจะเล่าสู่กันฟังว่า
ดวงจีนนั้น ดูอ่อนแข็ง เขาเอาไว้ดูเพื่อปรับการกินยา หรือเกี่ยวกับ การแพทย์จีน ครับ
ส่วน จับซิ้ง เขาเอาไว้ดูนิสัยใจคอ มีแค่นี้
ท่านเล่นเอาของมาใช้งานไม่ถูกต้อง แล้วมันจะไปแม่นได้ยังไง เช่นว่า เอามีดทำครัว ไปเปิดกระป๋อง แน่นอน มันเปิดได้ ถ้าแรงท่านเยอะพอหนะนะ ละถ้ามีดไม่บาดมือเอาก็เปิดได้

ถามว่า อะไรกันอีกเนี่ย ซินแสหลัว เอาอะไรมาพูดอีกว่า สิ่งที่เขาสอนกันมาเป็นแม่บท และเขียนตำราดวงจีนขายกันก็เขียนแบบนี้ กลับบอกว่า เอามาใช้ผิดที่ … ก็พอๆกับที่ท่านทานอาหารและเขาให้เลือกทานตามธาตุเจ้าเรือนนั้นหละครับ ใช่ มันต้องกินตามธาตุของตัวเอง แต่ธาตุนั้นคือ สมุฏฐานธาตุประจำตัว ผนวกกับ ธาตุที่ปรวนแปรในแต่ละโมงยามแต่ละวัน เช่นว่า ถ้าท่านเป็นคนธาตุไฟ ก็ควรหาอะไรมาดับร้อน เช่น ใบบัวบก ผักกาดผอม แตงกวา ฯ แต่ว่าถ้าวันนั้นหนะ มันคือ หน้าหนาว ก็ต้องไปทำให้ผักเหล่านี้อุ่นขึ้นมาบ้าง เช่น ทอด หรือ ต้ม ไม่ใช่ว่ากินสดๆกันแบบหน้าร้อน คือมันต้องมีการปรับ การแปร เหมือนกัน ดวงอ่อนแข็งนี่ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เอาไว้ใช้ในการปรับดวงแก้ดวง ใช้ได้ครับ แต่มูลเหตุสำคัญมันคือ เน้นการกินอยู่ เพราะเราต้องเอาของเข้าปากตลอด จึงไปแก้ไปเสริม หมายความว่า ถ้าอยากลดธาตุใดในร่างกาย ก็ทานยานั้น หรือ กินของสิ่งที่ไปลดธาตุนั้น ไม่กินข้าวเลย ไม่กินยาเลยไม่ได้ไง มีแต่ให้กินเข้าไปเพื่อเพิ่ม หรือเพื่อลด แต่ถ้าเราไปพูดในแง่ของดวงชะตาคน ตามวิชาดวงจีนแล้ว มันมี 4 แบบใหญ่ๆ ไม่ใช่แค่ ดูอ่อน แข็ง แล้วมาเพิ่ม หรือ พร่องออก ดังนี้
1. ดวงแข็ง มีสองแบบที่ทำได้ คือ พร่องออก กับ ไม่ใช้งานบางตัว
2.ดวงอ่อน มีสองแบบที่ทำได้ คือ เพิ่มธาตุเสริม กับ ใช้งานตัวนั้น ตัวที่อ่อนนั้นหนะ เยอะๆ

ถ้าเปรียบกับการกินก็หมายความว่า เรื่องกินหนะ ยังไงก็ต้องกิน เพราะคนเราต้องการน้ำ หรืออาหาร หรือยา เพราะฉะนั้น การปรับธาตุ จึงต้องให้ กิน เข้าไป แปลว่าก็ได้ธาตุส่วนเกินที่ร่างกายไม่ได้ต้องการออกมาด้วย แม้กระทั่งเรื่องลดความอ้วน เขาก็บอกให้กิน แต่ให้กินน้อยลง เห็นไหม เพราะมันได้ธาตุข้างเคียงเสริมมา จะบอกไม่กินเลยไม่ได้ แต่ว่า ดวงคนหนะครับ ตามวิชาดวงจีน มันไม่จำเป็นต้องกินไง มันสามารถ ไม่ใช้ ตัวนี้ก็ได้ เช่น ดวงจีนเราแข็งมาก แล้วเราบอกว่า งั้นไม่ควรทำงานที่ใช้วาจามาก เช่น งานมัคคุเทศ ไม่ควรทำ งานประชาสัมพันธ์ ไม่ควรทำ เท่านี้ก็หมายความว่าเราไม่ได้ใช้ช่องนั้นบ่อยๆ แล้ว หรือการที่สร้างบ้านสร้างห้องมาแล้วไม่ให้ใช้ห้องๆหนึ่งในบ้านนั้น อันนี้ก็ไม่ได้ใช้สอยด้านนั้นอีก แต่ถามว่า จริงๆ มันใช้ไหม ใช้ครับ แต่ใช้น้อย จนเสมือนเหมือนไม่ได้ใช้ เช่นถามว่า ไม่ทำงานมัคคุเทศก์ แต่ท่านก็ยังต้องพูดกับคนรอบข้าง ต้องใช้ปากกินข้าว อันนี้เลยกล่าวว่า จริงๆใช้ แต่ใช้น้อยมาก เสมือว่าไม่ได้ใช้เลย ผมกำลังจะสื่อความหมายว่า อยากเสริม หรืออยากพร่องพลังธาตุในดวง ไม่จำต้อง เติมธาตุเสริม หรือ เติมธาตุระบายลงไป เราแค่ทำให้เขา หยุด ใช้งานธาตุที่แข็งไป หรือใช้งาน ธาตุที่อ่อนไปบ่อยๆก็ได้ ทั้งนี้ ก็แล้วแต่ดวงว่า จะต้องเลือกใช้วิธีไหนตามสี่วิธีนั้นๆ ผมเลยกล้าพูดได้ว่า ถ้าจะเอาทำนายแค่เผินๆแบบนี้ วันเดียวก็สอนจบครับ

อีกประเด็นคือ เรื่องจับซิ้ง เป็นเรื่องดีที่ท่านเอามาใช้กันอย่างแพร่หลายนะ เพราะเป็นการยืนยันพุทธพจน์ว่า มโนปุปผัง ฯ แปลว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จด้วยใจ จริงๆจับซิ้งเอาไว้ดูจิตสันดานคนครับ เพื่อกำหนดทิศทางดูว่า เขาจะพูดอย่างไร คิดอย่างไร แสดงออกอย่างไร มันเลยพลาดทุกครั้งที่ท่านดูแล้วใช้จับซิ้งวาง จนกำเนิดเรื่อง โครงสร้าง หรือพวก เก๋อ ทั้งหลายมาแก้ แก้ในส่วนที่มันไม่แม่น เช่น ฉงไฉเก๋อ เจิ้งเก๋อ เปี้ยนเก๋อ ต่างๆ พวกนี้ก็คือ ทั้งกำหนดแม่บทว่า ถ้าเจอดวงลักษณะนี้นะ ให้มองแบบนี้ๆ อ่านดวงแบบนี้ๆ อีกส่วนคือ ข้อยกเว้นว่า ดวงแบบนี้นะ จะมองแบบเดิมไม่ได้ ต้องมองแบบนี้แทน ถึงจะแม่นอะไรทำนองนั้นครับ แล้วถามว่า ทำไมลำพังใช้แต่จับซิ้งมันไม่แม่น ก็เพราะว่า บางคนเขามีวัยในวัยเด็กที่เกิดเรื่องช๊อค หรือมีการสั่งสมจิตใต้สำนึกมาผิดแผกไป ก็เลยทำให้เขาฝืนสันดาน แสดงออกมาไม่เหมือนแบบสันดานเดิมที่ควรจะเป็น ขออนุญาตใช้ภาษาโบราณนะครับ จริงๆ สันดานไม่ใช่คำหยาบอะไร แปลความว่าเป็นจิตใต้สำนึกทั้งลึกทั้งตื้นที่เรามีอยู่ เช่นสมมติดวงบางดวง เรามองเขาว่า เขารักการสอน ชอบช่วยเหลือคน น่าจะชอบพูดชอบจาเก่ง แต่ทีนี้ ตอนวัยเด็กโดนครอบครัวตำหนิเรื่องพูดมาก และพูดอะไรก็โดนว่าๆ ก็เลยพูดน้อยมาแต่นั้น โตมา ท่านไปทำนายเขาว่า ช่างพูดช่างคุย รับรองว่าพลาด ทั้งๆที่ธาตุในดวงบอกว่า ต้องพูด คุย ติดต่อสัมพันธ์หรือเดินทางบ่อย แต่กลับเป็นในทางตรงกันข้ามหมด ก็เพราะแบบนี้ การแก้ปัญหาเรื่องจับซิ้ง เลยไม่ควรมามองที่ เขาเกิด ฤดูไหน ตั้งอยู่บน ก้านดินเสาเดือน ตัวใด เพียงอย่างเดียว แต่ควรมองวัยเด็กเขาด้วยว่า เขาเจออะไรมา ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การอ่านธาตุในดวงจีนครอบคลุมหมดได้ ครอบคลุมยังไง ครอบจนกระทั่งผมกล้าเถียงเจ้าของดวง เขาว่า ใช่ เป็นแบบนั้น ผมบอกไม่ใช่ เขาบอกใช่ ผมบอกไม่ใช่ จนเราหาหลักฐานพิสูจน์มาได้ จากการถามพ่อแม่เขา ก็ดี ทำให้เขาเพิ่ง รู้ เรื่องราวในวัยเด็กเขาที่เขาจำไม่ได้ แต่พ่อแม่ทราบ งี้ก็มีครับ การกระชากหัวใจดวงชะตา หรือการจับใจความดวงจีนเป็นความสำคัญมาก เพราะนี่คือ หางเสือที่กำหนดแบบการทำนาย ถ้าท่านหันหางเสือผิดทาง รับรองว่า ทำนายก็เพี้ยน แก้ฮวงจุ้ยก็เพี้ยน เพี้ยนหมดเลย ก็เพราะว่า ที่ไม่ผิดหมด เนื่องจากรูปแบบคำทำนายบางอัน รู้เพียงแค่พื้นๆก็สามารถทำนายได้แม่น แบบที่นักวิทยาศาสตร์เขาเอามาปรามาสเราไว้ เช่น ถ้าคุณพกเงินใส่กระเป๋าแบบเงินสดๆ นะ รับรองว่า หมดตลอด โห แบบนี้ทำนายไปยังไงก็แม่นครับ 10 คนแม่น 8-9 คนละกันหนะ หรือไม่ทำนายว่า กลางคืนชอบนอนดึก นอนไม่หลับ อันนี้ก็แม่นสูงนะ ถ้าคนนั้นเป็นคนในสังคมเมือง หรือทำนายในเชิง ชม ไง เป็นคนมีน้ำใจดี ชอบช่วยคน ชอบสงสารคน ฯ เพราะคนเราพอได้รับคำชม มักไม่สำรวจตัวเองเท่าไหร่ครับ ก็ เออๆ แม่น ยิ้มกริ่ม แต่ถ้าท่านสามารถค้นหาข้อเสียของคนๆนั้น พร้อมกับบอกทางแก้ให้เขาได้ นั้นสิ ถึงจะเรียกว่า แม่นจริงๆ เพราะคนเรายากที่จะยอมรับข้อเสียของตัวเอง และบ่อยครั้งที่ชีวิตพังก็เพราะ ข้อเสียที่ทำเป็นกิจวัตร จนมันเห็นเป็นเรื่องปกติแล้วไม่ได้รับการแก้ไข เขาเลยว่า คนชั่ว ยังไม่น่ากลัวเท่า คนที่คิดว่าสิ่งที่ตัวทำเลวนั้นหนะ เป็นความดี ก็หมายถึง คนทำผิด ยังไม่น่ากลัวเท่า คนที่ไม่รู้ตัวเองว่าสิ่งที่ทำหนะ มันผิดนะ

ดวงจีน จึงไม่ใช่ วิชาที่ท่านจะมาเรียนกันแบบ กำหนดเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจบ หรือสอนกันแบบง่ายๆ อันนี้ขอฝากไว้ ด้วยความที่วิชานี้ มีกรอบ ขอบเขต กว้างมาก เหมือนทะเลใหญ่ๆที่เราจะควานจะคว้าหาอะไรก็ได้ในนั้นแบบไม่มีขอบจำกัด ก็เลยต้องใช้เวลาเล่าเรียนและฝึกฝนมากครับ นอกจากจะฝึกฝนทางวิชาแล้ว ธรรมะก็จำเป็นที่จะต้องรู้เพื่อเป็นแนวทางไม่ให้ไขว้เขวหลงไปแนะนำอะไรผิดๆให้เขา เช่น ดวงนี้ทำอาชีพผิดกฎหมายดีมากนะ เนี้ยะ พูดทำไม ทำนายทำไม หรือยุให้คนขายหวย เล่นพนัน ซื้อหวย แบบนี้ พูดทำไม ทำนายทำไม

มีเรื่องเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องที่อาจารย์เล่าให้ผมฟังวันแรกๆที่เริ่มสอนวิชานี้ให้ (ทั้งๆที่ไม่ได้อยากจะเป็นหมอดูนะ ตอนแรกทำงานกฎหมาย แล้วอยากดูดวงตัวเองเป็นแค่นั้น) อาจารย์เล่าว่า

นิทานจีนโบราณ ครั้งนานนมมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่งได้ยินชื่อเสียงของ อาจารย์นักแกะสลักหยกมีชื่อ ผลงานเลื่องลือกระทั่งราชสำนักให้การยอมรับ แต่การรับศิษย์นั้น รับง่ายมาก ไม่มีพิธีรีตองอะไร ไม่ต้องคุกเข่านานๆ เพียงแต่ว่าต้องมีการทดสอบก่อน ถ้าผ่านละค่อยสอนวิชา ถ้าไม่ผ่านก็ทดสอบเอาจนผ่านไม่มีการกำหนดว่าต้องนานแค่ไหน การทดสอบคือ ไปเรียนนี่ยังไม่สอนวิชาแกะสลักครับ วันๆให้แต่ ขนหยก เรียงหยก ขนจากแหล่งหยก กลับมาที่สำนักเรียน แล้วก็จัดวาง จัดแล้วก็จัดใหม่ ย้ายห้องจัดบ้าง ย้ายชั้นบ้าง เปลี่ยนตู้บ้าง ไปเป็นกรรมกรเป็นคนรับใช้หละว่าง่ายๆ คนนี้ก็ทำตามนั้น โห ผ่านไปนานมาก นานจนหมดความอดทนว่า อะไรเนี่ย อยากจะเรียนแกะสลักหยก กลับมาให้ขนก้อนหยกดิบที่ยังไม่ได้แกะสลัก ที่ดูภายนอกเหมือนหินทั่วไปเนี่ย ทำแบบนี้ ทุกวี่ทุกวัน แล้วอีกนานกี่ชาติจะได้เรียน นึกในใจแบบนี้แต่ก็ยังขนหินต่อไป อยู่มาวันนึงอาจารย์ก็เอาตะกร้าใส่หยกดิบแบบเดิมนี้มาให้ว่าเอาไปเรียงขึ้นบนตู้ทีเก็บรอการแกะสลัก เขาก็ค่อยๆเรียงทีละชิ้นๆ เรียงไปได้สามสี่ชิ้นก็หันมาหาอาจารย์ว่า เนี้ยะ หินก้อนเนี้ย ไม่ใช่หยก มันเป็นหินธรรมดา อาจารย์ก็บอกว่า โอเค ผ่านละ งั้นต่อไปจะสอนวิชาให้ หมายความว่า ก่อนจะเป็นช่างหยกได้ ต้องฝึกความชำนาญในพื้นฐานว่า ก่อนจะเรียนแกะสลักหยก ต้องรู้จักหยก และน้ำหนักหยกที่แท้จริงเสียก่อน แยกของจริงกับของปลอมออกจากกันให้ได้เสียก่อนนั้นหละ ถึงจะให้เรียน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าจะเรียนอะไร พื้นฐานนั้นสำคัญมาก ปีแรกๆที่ผมเรียนกับอาจารย์ อย่าคิดว่า อาจารย์สอนอะไรมา ผมก็ยอมรับว่า จริงหมดนะครับ ผมนั่งเอามาค้น เทียบเคียงกับหนังสือจีนหลายต่อหลายเล่ม เอามาลองทำนาย เอามาลองใช้ สารพัด และการที่ค้นก็ไม่ได้ค้นแบบว่า ให้รู้แค่เรื่องนี้ หัวข้อนี้ก็จบ ค้นไปแม้กระทั่งว่า มีที่มาอย่างไร เพราะเราเห็นความสำคัญของพื้นฐาน เรื่องนี้ถ้าจะให้เห็นภาพชัดก็ต้องดูเรื่องการฝึกกังฟู เขาจะให้เรียนท่าพื้นฐาน ฝึกท่าพื้นฐานนั้นหละเป็นปีๆ และต่อให้ต่อยอดได้แล้ว ก็จะต้องกลับมาทบทวนพื้นฐานเสมอๆ

พื้นฐานดวงจีนคืออะไร คือ อู่สิง ห้าธาตุ และก็คือความหมายแต่ละช่อง แต่ละแถว ที่ควรเรียนรู้ และเข้าใจความหมายอย่างแท้จริง อย่าว่าแต่ 5 ปี 7 ปีเลย เรียนทั้งชีวิตก็ไม่จบง่ายๆครับ ผมพูดแบบนี้เพื่อจะบอกว่า การเตือนตัวเองว่า เรายังเรียนไม่จบ จะทำให้เราไม่ประมาทและพัฒนาปรับปรุงแก้ไขวิชาเรื่อยๆครับ

ซินแสหลัว

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ
error: ต้องการเนื้อหาบทความเพื่อเผยแพร่เป็นวิทยาทาน โปรดติดต่อขออนุญาตซินแสหลัว 請先通告筆者!!