ทำไมคนจีนต้องจุดประทัด ไม่อยากจุดประทัด เสียงมันดัง ขยะมันเยอะ แต่อยากทำตามประเพณี

ทำไมต้องจุดประทัด

ทำไมต้องจุดประทัด

ประทัดนี้ เราไปเข้าใจกันผิวเผิน นึกว่าเป็นไปตามตำนานของตรุษจีน คือการขับไล่ปิศาจชื่อว่า
ตัวเหนียน (年獸) เหนียนคำๆเดียวกับคำว่า ปี 年 นี่หละ สมัยก่อนมีเรื่องเล่าว่าชอบมาทำตัวเป็น ซีอุย มากินตับเด็ก ตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ อะตัวเหนียนชอบกินตับเด็ก ส่วนตัวน้องนั้นชอบกินตับใคร … 

ตัวเหนียน-ตรุษจีน

เค้าเลยมีตำนานว่า ชาวบ้านทำเสียงดังๆไล่ ก็เลยจุดประทัด เลยเป็นตำนานของประทัดวันตรุษจีน ย้ำว่า วันตรุษจีน เพราะว่า การจุดประทัด ยังถูกใช้ในอีกหลายเทศกาลของจีน แต่จะสังเกตุว่า งานระดับรัฐพิธีนั้นจะไม่มีการจุด แค่ประทัดอย่างเดียว แต่ไปจุดพลุประกอบด้วย ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมเนียมก็ กลไกเดียวกัน 

ประวัติพลุ-กำเนิดพลุ-พลุจีน

กลไกนั้คือ ว่ากันด้วยภาษา การจุดประทัดในภาษาจีนเขียนว่า 放鞭炮 จริงๆถ้าแปลให้ตรงๆ ต้องแปลว่า วางระเบิดประทัด คือต้องมีสายชนวน และประทัดไม่ใช่แค่อันเดียว ต้องร้อยเรียงกันหลายอัน ถึงจะเรียก เปียนเพ่า 鞭炮 เพราะ เปียน 鞭 คือ ลักษณะการต่อๆกันเป็นตอนๆข้อๆ มัดๆรวมกันด้วยประทัด ส่วนคำว่า เพ่า หรือ เพ้า 炮 นั้นแปลว่า ระเบิด หรือ ปืนใหญ่ ถ้าใครเล่นหมากรุกจีนเป็น พูดถึงคำนี้จะพอนึกได้ว่า เป็นหมากตัวหนึ่งในหมากรุกจีน การเดินคล้ายๆการเดินหมาก เรือ ของหมากรุกไทย 

ตัวเพ้า-หมากรุกจีน

ฟ่าง เปียน เพ่า จึงคล้ายๆเหมือนเรามีสายชนวนละรอเวลาให้มันระเบิดออกมา โดยที่ตัวเราเองไม่ได้ไปทำให้มันแตกทีละอัน นี้เป็นความแตกต่างแรก ระหว่างประทัด กับลูกโป่ง

 

ความแตกต่างที่สองคือ 

 

เค้าไม่ได้เน้นที่ แตก แยกออก เสียไป ภาษาจีนเรียก 破 (พ่อ หรือผั่วะ) หรือ ไปทำให้อัดอากาศจนแตก แงะจนแตกแยกจากกัน ภาษาจีนคือ 砸 (จา) แต่เค้าเน้นที่ การระเบิด 爆炸 (เป้าจ้า) ด้วยสองนัยยะ

 

นัยยะทางวรรณกรรม

เราถือว่า เสียงพ้องมักให้ความหมายในสิ่งที่พ้องกันแม้จะต่างตัวอักษร เช่นคำว่า ส้ม ในภาษาจีน ออกเสียง จวี๋ ในภาษาจีนคำว่า มงคล ออกเสียงว่า จี๋ คนจีนก็ถือว่า เอาคำพ้องเสียงนี้ มาแทนความหมาย ใช้ ส้ม เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่า มงคล หรือคำว่า แอปเปิ้ล ในภาษาจีนเรียก ผิงกั่ว คำว่าปรองดองสมัครสมาน ก็อ่านว่า เหอผิง เมื่อมีคำว่า ผิง เหมือนกัน ก็เลยเอา แอปเปิ้ล มาแทนความมงคลของการรักใคร่ ปรองดอง สงบสุข ราบรื่น จริงๆถ้ามาบ้านเราแต่สมัยก่อน อาจมีคนบอกว่า ขนมผิง บ้านฉันก็อาจแทนแอปเปิ้ลได้นะ จึงใช้คำว่า เป้าจ้า เมื่อกี้ เป็นคำพ้องเสียงของคำว่า 報 (อ่าน เป้า เหมือนกัน)แปลว่า ประกาศ หรือบอกข่าว บอกกล่าว หรือทำให้ลื่อเลื่อง เช่น 報喜 แปลว่า ประกาศความเป็นมงคล อันพ้องเสียงกับคำว่า เป้าจ้า ที่แปลว่า ระเบิด ก็หมายความว่า ระเบิด มีนัยยะทางภาษาเป็นการบอกกล่าวความเป็นมงคล ส่วนการใช้อัดอากาศจนแตกเอา เช่นมีคลิป คนจีน ใช้ลูกโป่งแตกรัวๆแทนประทัด หรือเราไปเหยียบถุงเป่าลมให้แตก ถ้าสมัยก่อนใครเคยเล่นนนะ อันนี้ไม่ได้เรียกว่า เป้า โดยประทัดจีนได้ถูกเรียกว่า เป้าจู๋ 爆竹 สันนิษฐานกันว่า โบราณใช้ดินปืนอัดใส่ กระบอกไม้ไผ่ ทำเป็นประทัด ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น กระดาษแทนกระบอกไม้ไผ่

เป้าจู๋-ข้าวหลาม

ทำให้นึกถึง ข้าวหลาม ของไทยเรานะ ต่างกันแค่ข้างในเราเป็นข้าว ส่วนจีนเป็นดินปืน ซึ่งอันที่จริง
มีเครื่องประทัดทางโบราณของไทย ใช้ดินปืนใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วจุด ก็มี เรียกว่า ตะไล

 

นัยยะทางวิทยาศาสตร์และความภูมิใจ

เราต้องเข้าใจนะ จีนเค้าพราวมากสำหรับการที่เป็นชาติแรกของโลกที่คิดดินระเบิดได้ ต่อให้ต่อมา พวกฝรั่ง ทั้งหลาย จะพากันเอาสิ่งที่เค้าคิดได้ไปทำปืนยาวประจำกาย กับ ปืนใหญ่ มายิงถล่มปักกิ่ง จนต้องยอมสิโรราบก็เถอะ เขาก็เลยภูมิใจที่จะใช้ภูมิปัญญาชาติตัวเอง คือ ดินปืน ในการเป็นของแสดงอำนาจ พลัง อารมณ์มันคล้ายๆสมัยนี้ที่เราเห็นวันชาติทีไรก็เอา สารพัดจรวด รถถัง ออกมาวิ่งนั้นหละ คิดดูว่า สมัยนั้น การจุดประทัด ก็ทำให้คนต่างชาติตะลึง และคนจีนก็พลอยพราวไปด้วยในตัว มันแสดงความภูมิใจที่ ชั้นมีของเจ๋ง หนะนะ

สี่สิ่งประดิษฐ์จีนโบราณ-สิ่งประดิษฐ์โบราณจีน-สิ่งที่จีนคิดค้นให้โลกนวัตกรรมจีนโบราณ สิ่งประดิษฐ์จีนที่คิดค้นให้โลก นี้มีอยู่ สี่อย่างคือ เข็มทิศ กระดาษ ดินปืน และการพิมพ์

ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนโบราณ-ปืนใหญ่จีน ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนโบราณ-ปืนใหญ่จีนสมัยราชวงศ์หยวน
ภาพปืนใหญ่แบบจีนโบราณ สมัยราชวงศ์หยวน หรือ มองโกล 

ปืนใหญ่จีน-ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนใหญ่สมัยหย่งเล่อ-ปืนใหญ่ราชวงศ์หมิงภาพปืนใหญ่จีนโบราณ ยุคต่อมา คือ ปืนใหญ่ราชวงศ์หมิง สมัยฮ่องเต้หย่งเล่อ

นักรบจีนโบราณกับปืนไฟ-ปืนไฟจีนภาพทหารจีน กับอาวุธปืน ประจำกาย สมัยราชวงศ์ชิง ยุคต่อมาจากราชวงศ์หมิง

สู้รบด้วยปืนจีนโบราณภาพวาดสมัยราชวงศ์ชิง ชื่อภาพ 平定准部回部得胜图

นกไฟ-นกบินด้วยประทัด มังกรเหินน้ำ-อาวุธโบราณจีนนกไฟบิน และมังกรเหินน้ำ สองสิ่งประดิษฐ์ อาวุธจีนโบราณ ที่ใช้ดินปืน และหลักการระเบิด

 

ความแตกต่างที่สาม คือ 

หากเราว่ากันด้วยธาตุ การอัดอากาศจนแตก กับ การระเบิดจนเกิดเสียงของประทัด ให้ธาตุต่างกัน การอัดอากาศไปเน้นที่ ธาตุลม แต่การระเบิดของประทัดคือ ธาตุไฟ ทางโหราศาสตร์และความเชื่อถือว่า ธาตุไฟ นี้เป็นธาตุสื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า โชติช่วง 

เขาเลยใช้ความหมายมงคลตัวนี้ด้วย นี้เป็นเหตุว่า ทำไมประทัดส่วนมาก หุ้มด้วยกระดาษสีแดง เพื่อเป็นนัยยะแห่ง สีธาตุไฟ สีธาตุไฟไม่ใช่สีที่คนจีนชอบ ตามที่บางคนชอบเล่า และไม่ใช่สีแห่งความมงคลแบบอลังการตลอดกาลด้วย เป็นแค่สีแห่งความโชติช่วง เก่งกล้า แผ่บารมี เพราะนอกจากนั้น ยังมีสีต่างๆที่คนจีนถือว่า เป็นมงคล เช่น

สีม่วง แสดงถึงพลังเทพชั้นสูง สรวงสวรรค์และพระราชา คนธรรมดาไม่มีสิทธิใช้ ถ้าเป็นชุดงิ้วจะหมายถึง อายุยืน หรือคนมียศใหญ่

สีชิง หรือสีฟ้า อมเขียวอ่อน แสดงถึง สรวงสวรรค์และธรรมชาติที่เหนือการควบคุมของคน

สีดำ แสดงถึงธาตุน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงความตาย 

สีขาวต่างหากที่หมายถึง งานศพ ความตาย ความเศร้า เพราะเป็นสีของธาตุทอง ธาตุแห่งการเสื่อมสิ้น หรือถ้าคนไทยจะแปลว่า บริสุทธิ์ก็ได้ เพราะสีขาว เป็นสีของการไม่เจืออะไรทั้งนั้น หรืออีกอันนึงคือ สิ้นสูญของสิ่งแปดเปื้อน 

————————————————————————————————

เพราะฉะนั้น ในยุคที่ยังไม่มี สปอร์ตไลต์ ไฟรำวง ยังไม่มีลำโพงขนาดเท่ารถบรรทุก ประทัด เป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีที่สุด สำหรับ แสงสีเสียง สิ่งที่ทำให้ ตาตื่น ใจระทึก และประกาศให้ชาวบ้านทั้งที่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ยิน รู้ว่า ข้าพเจ้า จุดประทัด ประกาศอะไรบางส่ิง หรืออย่างน้อยก็ประกาศความเป็น มงคลและความภูมิใจ ก็แปลว่านี้คือคำตอบ หากไม่อยากจุดประทัด ก็ประโคมเพลงเพราะร้องรำไป ก็ได้ เพราะสมัยนี้เราเปิดลำโพงเอาได้แล้ว อยากให้มีสีมีแสง ทำได้หมดแล้ว

ภูมิใจอะไร 

คนมีเงินและมีปัญญาที่ไหนจะมาเอาเงินมาเผาเล่นกันเล่า ประทัดเลยไม่ใช่ของคนจน และไม่ใช่ของตลาดที่ใครเอามาจุดก็ได้นะ ถ้าสมัยก่อนไม่มีเงิน จะเอาที่ไหนมาซื้อได้ ยกเว้นทำเองได้ ก็ยังต้องซื้อดินปืน มาทำอยู่ดี 

คิดค้นดินปืน

พูดถึง ดินปืน ต้นกำเนิดประทัดนี้ มีหลายตำนานมากนะ สำหรับประทัดดินปืน ส่วนมากมักบอกว่า ขับไล่ตัวเหนียนบ้าง ตามที่เล่าไป บ้างว่า ไล่มังกรบ้าง บ้างว่าไล่ปีศาจสมัยราชวงศ์ถังบ้าง แต่อันที่ผมว่าน่าเชื่อสุดคือ เล่าว่าไม่ได้ใช้ไล่อะไรทั้งนั้น ซุนซือเหมี่ยว ค้นพบโดยบังเอิญจากการเล่นแร่แปรธาตุ เพราะภาษาจีน คำว่า ดินปืนเรียก หั่วเย้า แปลว่า ยาที่ทำให้เกิดไฟ หรือ อัคนีโอสถ ก็ได้ 火药 ด้วยความที่ ซุนซือเหมี่ยว 孫思邈 เป็นทั้ง หมอจีนที่เก่งมาก ได้ฉายาว่า ราชาแห่งปวงเภสัช หรือ 药王 หมายความว่า มีความโดดเด่นเรื่องการใช้ยา และเป็นทั้งนักพรต ที่บำเพ็ญด้วย ผมกำลังจะบอกอะไร ก็จะบอกว่า หนีไม่พ้น หมอดูนี่หละครับ ถ้านับไปตะก่อน ซุนซือเหมี่ยว นี่หละก็ ซินแส เพราะซินแสจริงๆ ที่ต้องมีคือ วิชาแพทย์ วิชาโหร วิชาไสยศาสตร์ ครบในตัวคนเดียวหมด ไม่ใช่แบบสมัยนี้ ภาษาจีนเขียนยังไม่เป็น 

 

        ซินแส หรืออ่านให้ถูกต้องอ่านว่า ซิงแซ หรือ ซินแซ แปลตามภาษาจีนคือ ผู้รู้มากกว่า หรือ ผู้มีความรู้ ตะก่อนเลยใช้เรียก ครูบ้าง หมอบ้าง เพราะชนชั้นนี้เป็นชนชั้นพิเศษในสังคม คือ สอนได้หมดไม่ว่าจะลูกขุนนาง หรือ ลูกคนธรรมดา หมายความว่า ไม่ได้สังกัดในความต่ำต้อย และไม่ได้ถือศักดิ์ในความสูงส่ง เพราะคุณธรรมที่ต้องมีคือ การบำเพ็ญตน และการทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่มาเป็นซินแสแล้วทำเพื่อตัวเอง ชื่อเสียงตัวเอง สิ่งนี้เลยทำให้สังคมยอมรับ และยกย่องเรียกว่า ซินแซ เพราะรอบรู้และมีคุณธรรมด้วย

        บั้นปลายชีวิตของ ผู้มีวิชาเหล่านี้ หลายท่านเลย บำเพ็ญตนบนภูเขา หนีออกจากเมืองบ้าง สละหน้าที่ราชการบ้าง เพราะด้วยอาชีพของความเป็น ซินแสนี้ ทำเพื่อคนอื่น ต่อให้ได้เงินเดือน เงินค่าจ้างการรักษาไข้ หรือ ดูดวง ก็ถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงานที่ทำ แปลว่า ทำการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเรื่อยๆ 

        เอ่า คุณเคยเห็น หมอจีน หมอดูจีน หรือคนมีวิชาเหล่านี้แล้ว ปรากฎภาพ ปรากฎเรื่องราวว่า มีเมีย รักเมีย ได้อยู่กับบ้าน กับลูกไหมหละ แต่ละคนนี่ ร่อนเร่ พเนจร ทำงานรับใช้ตั้งแต่พระราชา ยันคนธรรมดายากจน

 

ความเป็น ซินแซ กับ ความเป็นประทัด ก็คล้ายๆกัน 

ไม่ว่าภายนอกคุณจะเป็นเช่นไร ก็วัดกันตอน จุด นี่หละ ว่าฝีมือระเบิดแค่ไหน

 

ไม่ว่าใครมาจุด คุณก็ต้องทำหน้าที่ คือ ใครมาขอร้องให้ช่วยก็ต้องทำ

 

ไม่ว่าจะพยายามจุดตัวเองให้ดังแค่ไหน ก็ทำไม่ได้ ซินแซแท้เลยไม่โฆษณาตัวเองด้วยประการทั้งปวง เพราะหน้าที่การอัดดินปืน เป็นหน้าที่ของประทัด แต่ประทัดไม่ได้มีไฟในมือ ผู้มาทำให้ประทัดดัง คือ คนมาจุด ก็คือ ปวงชนทั่วไป ไม่ใช่ ตัวเอง

ภาพ ดินปืน

ถ้าตัวเองอยากดังเองแล้ว ก็ดุจดังตำดินปืนไปด้วย ถือคบเพลิงด้วยอีกมือ ยังมิทันได้เป็น ประทัด ก็คงต้อง ระเบิดก่อนเสียแล้ว 

 

        ไม่ใช่เฉพาะแต่ การเป็น ซินแส หรือ หมอ หรอก ทุกอาชีพก็ควรยึดคุณธรรมว่า เงินทอง ชื่อเสียง สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ คนอื่นเขาตอบแทนในความดี หรือในทาน คือ การให้ของเราที่มอบให้เขา เช่น เราขายแตงโม ก็แปลว่า เราได้มอบแตงโมให้ เขาก็เอาเงินตอบแทนเรา จึงไม่ควรฮึกเหิมว่า ความสำเร็จทางกำไร หรือ ความมีชื่อเสียง เป็นสิ่งที่ฉันสร้าง ให้มันลำพองผยองใจตัวว่า อะไรๆ ก็ฉันคอนโทรลได้หมด จนละเลยการพัฒนาความดีของตนเอง เพราะคิดว่า ตัวเองสั่งเค้าให้มาซื้อได้ มีอำนาจเรียกลูกค้าได้ ลูกค้าต้องง้อ

 

หารู้ไม่ว่า เขาเห็นว่าเราดีต่างหาก เลยซื้อ และเขาซื้อเพราะเขาเชื่อใจในคุณภาพ

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

Related Posts