ครูพักลักจำ สรรพนามที่คนโบราณสร้างขึ้นเพื่อขจัดบาปกรรมล่วงศีล

ครูพักลักจำ สรรพนามที่คนโบราณสร้างขึ้นเพื่อขจัดบาปกรรมล่วงศีล
ครู เป็นคำไทยโบราณซึ่งมีที่มาจากคำว่า คุรุ แปลว่า ผู้รู้ ครูจึงต้องเป็นผู้มีความรู้มาถ่ายทอดสั่งสอนศิษย์ ต่างจากบริบทในสมัยนี้ที่ไทยเราไปรับอิทธิพลการเรียนแบบฝรั่งบอกว่า เน้นให้นักเรียนคิด ครูไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ อันนี้ขอบอกก่อนเลยว่า มาผิดทางอย่างมหันต์ ในเมื่อไม่มีความรู้และจะไปชี้ถูกผิดแนะนำแนวทางที่ถูกต้องให้นักเรียนทราบและเข้าใจได้อย่างไร การกระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดในระบบการศึกษาตะวันตกคือ ครูเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาที่ตัวเองสอน แล้วโยนคำถามเพื่อให้นักเรียนกลับไปคิดและทดลอง เมื่อนักเรียนให้คำตอบคืนมา ครูคนนั้นจะทราบได้ทันทีว่า ระบบการคิด สติปัญญา และทักษะความสามารถของนักเรียนคนใดเป็นอย่างไร
อธิบายได้ง่ายๆคือ เอาคนฉลาดถามคำถามผู้เรียน สิ่งที่ได้จะได้ทั้งความรู้และนิสัยใจคอของผู้เรียน จะได้ปรับการเรียนการสอนให้เหมาะ แต่ถ้าเอาคนไม่ฉลาดตั้งคำถามผู้เรียน สิ่งที่ได้นั้น ไม่มีครับ มีก็แต่ว่าได้คิด คิดออกมาแล้วคำตอบก็ยังไม่ทราบว่า อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง หรือมาผิดแนวทาง เพราะนักเรียนไม่อาจจะเรียนแล้วตอบถูกเป้าได้เสมอ แต่ครูที่ฉลาดจะมองออกว่าที่นักเรียนให้คำตอบมา อยู่ในแนวทางกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ ครูสมัยนี้ก็ไปเข้าใจแนวทางตัวนี้ผิดอีกหละ ไปเข้าใจกันแบบผิดๆว่า คิดอะไร พูดอะไรก็ได้ ขอให้นักเรียนได้คิด ได้แสดงออก การไปตำหนิ หรือบอกทางชี้ถูกชี้ผิดนั้น เป็นการบั่นทอนกำลังใจคนเรียน นักเรียนไทยเราเลยถูกฝึกให้แก้ปัญหาในโจทย์ข้อสอบ และโจทย์ชีวิตแบบที่แก้ยังไงก็ได้ แก้แบบไหนก็ได้ ขอให้รอด กลายเป็นสภาวะที่เราเห็นบนท้องถนนทุกวันคือ การขับรถแบบขอให้ฉันได้ไปก่อน ส่วนใครจะเดือดร้อนรถติดนั้น ไม่ใช่โจทย์ที่ฉันต้องไปแก้
จึงมีความจำเป็นที่ต้องยกคำเดิมมาพูด คือ คำว่า คุรุ ผู้เป็นครูต้องมีความรู้ และแนะนำแนวทางในด้านความรู้และการใช้ชีวิตไปพร้อมๆกัน คุณสมบัติแทบจะเทียบเท่ากับ พ่อแม่ โบราณท่านเลยเรียกว่า พระคุณที่สาม คือ พระคุณแม่ที่หนึ่ง พระคุณพ่อที่สอง พระคุณครูที่สาม หรือบางคนกล่าวว่า คุณพระรัตนตรัยที่หนึ่ง คุณพ่อแม่ที่สอง คุณครูบาอาจารย์ที่สาม ผมไม่อยากให้ครูไม่มีคุณภาพปลอบใจตัวเองด้วยคำพูดว่า ทำดีที่สุดได้แค่นี้ งานเยอะ ขอเป็นอาจารย์ไม่ขอเป็นครู ให้ความรู้แล้วก็จบกัน เพราะมันไม่จบครับ นักเรียนที่คุณสร้างออกไปนอกรั้วโรงเรียนอาจโตมาเป็นตำรวจไม่ดีที่มาเรียกเก็บส่วยจากคุณก็ได้ อาจเป็นข้าราชการกินใต้โต๊ะที่คุณต้องยอมจ่ายก็ได้ ทำไมไม่สอนเสียตั้งแต่ตอนที่เด็กยังไม่มีเขี้ยวเล็บ  
ถ้าเราให้ความหมายคำว่า ครู หมายถึง ผู้ให้ความรู้ ก็อาจะแบ่งครูได้ สามแบบ คือ ครูผู้สอน ครูตำรา และครูพักลักจำ
ครูผู้สอนคือ เราได้รับการสั่งสอนจากท่านโดยตรง ส่วนอีกสองประเภทหลัง บางทีเราอาจจะไม่ได้เจอท่านโดยตรงก็ได้ เช่น ครูตำรา หมายถึง หนังสือ ตำรา ที่เราอ่าน โบรารท่านเลยตั้งกฎ
ไม่วางตำรากับพื้น ไม่เดินข้ามตำรา ไม่เอาตำรามานอนหนุน 
เพราะให้ความเคารพเสมอหนึ่ง ครูบาอาจารย์ ถือว่าคำสอนที่ถ่ายทอดเป็นอักษรเป็นตัวแทนของครู
ครูพักลักจำ เป็นสรรพนามที่คนโบราณตั้งไว้เตือนสติ เพื่อไม่ให้เราเผลอทำบาปข้อ 4 ในศีลห้า คือ การไปถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า งดเว้นจากการลักขโมย
หากเราถือว่าความรู้เป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ย่อมมีเจ้าของ การได้ความรู้อะไรมาก็แล้วแต่ที่เจ้าของเขามิได้ยินดีถ่ายทอด หรือพูดเป็นการบรรยายสาธารณะที่แสดงเจตนาไม่หวงกัน อันนี้เรียกว่า เราได้ไปขโมยความรู้เขามา ยิ่งสมัยนี้ทำได้ง่าย ทั้งการถ่ายภาพ การบันทึกเสียง บันทึกภาพเคลื่อนไหว เหล่านี้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เป็นบาปหยดน้ำใส ที่หยดไปทุกวันๆ ย่อมเต็มโอ่งขนาดใหญ่ได้ แต่คนเราไม่ค่อยรู้สึกกันว่าเป็นบาป นึกว่าน่าจะทำได้
โบราณท่านจึงสร้างธรรมเนียมการ ขออนุญาต หรือคำว่า ขอโอกาส สำหรับพระภิกษุใช้กัน ถ้าท่านให้อนุญาต หรือให้โอกาส แล้วถือว่าไม่เป็นการขโมยอะไร หรือล่วงเกินอะไรกัน ไม่เป็นการผิดศีล เพราะเป็นของที่เจ้าของเขา อนุญาติให้แล้ว
คนโบราณท่านยังสร้างสรรพนาม ครูพักลักจำ เพื่อให้สำนึกเสมอว่า เราไม่ใช่ขโมย แต่เราได้ความรู้มาด้วยความไม่เจตนาแต่ก็ได้ล่วงรู้เข้าเสียแล้ว สำคัญที่ต้องไม่มีเจตนาจะไปขโมยวิชาเขาก่อนนะ ถึงเรียกว่า ครูพักลักจำ เช่น ไปยืนดูท่านปรุงอาหาร หรือปรุงยาด้วยความสนใจและท่านก็ให้ดู เรากลับมาปรุงเองได้ หรือที่เกิดบ่อยสุดคือ ครูพักลักจำตำรับยา หรือ พระคาถา
สมัยเด็กเวลาผมจะไปเข้าค่าย ต้องไปค้างแรมที่อื่น คุณพ่อจะเรียกมาบนห้องพระ ที่หน้าหิ้งพระท่านจะบอกให้ประนมมือ และสวดพระคาถาให้ว่าตามท่าน ผมเคยถามว่า พ่อได้มาจากไหน คุณพ่อบอกว่าได้มาจาก ครูบาแดง สมัยที่มีการเรียกเกณฑ์ทหารกันเยอะๆ นายคนหนึ่งมากราบครูบาเพราะไม่อยากไปเป็นทหาร ครูบาจึงให้คาถานี้ ท่านเลยสอนคาถานี้ให้ชายคนนั้น คุณพ่อซึ่งตอนนั้นบวชเรียนตามจารีตคนโบราณที่เมื่อเรียนจบก็จะบวชกัน ก่อนทำงาน เพื่อทดแทนพระคุณพ่อแม่ ท่านก็เลยได้ยินเข้า และจดจำได้ จึงเอามาใช้ต่อ เพราะครูบาบอกว่า เป็นคาถาทางแคล้วคลาดทั้งหมด ใช้ได้สัปป๊ะ แปลว่า ใช้ได้ทั้งหมด ใช้ได้สารพัดช่อง ครูบาแดงท่านไม่ค่อยสร้างวัตถุมงคลด้วยระบบการสร้างวัตถุมงคลของคนสมัยก่อนจะทำเพื่อแจก และเลือกให้เป็นรายคน เรียกว่า มีเงินแต่ไม่มีวาสนาก็ไม่มีทางได้ แต่เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้คนแย่ง จีวรเก่าของท่านจนต้องตัดแจกกัน ได้กันชิ้นละประมาณ 1 เซนติเมตร คือ เมื่อครูบาท่านมรณภาพ ศพท่านไม่เน่าเปื่อย แต่ไม่เท่านั้นสิครับ จู่ๆวิหารวัดซึ่งตั้งศพครูบาไว้ เกิดไฟไหม้ วอดดำทั้งหลัง ลงหนังสือพิมพ์ไทยรัฐผมจำได้ ภาพวิหารคือ ซากดำๆเหลือแต่ตอ และในกองตอตะโกสีดำนั้น มีร่างครูบาพร้อมจีวร ที่ไม่ไหม้ไฟ ผ้าจีวรที่ควรจะติดไฟได้กับร่างธาตุขันธ์ของท่านที่ควรเป็นธุลีไปพร้อมกับกองไฟขนาดเผาวิหารได้ กลับยังเหมือนเดมิ ดุจดั่งเปลวไฟไร้ความร้อนไปยังงั้นหละ
และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นเช้านี้ หลังจากผมเดินตามพระอาจารย์บิณฑบาตรเพื่อช่วยถือของที่โยมเอามาใส่บาตร กลับมาถึงกุฏิ ท่านได้เปรยถามพระรูปนึงบนกุฏิผมพอจับความได้ว่า  อะกุสะลานัง ธัมมานัง ปะหานายะ, ปะหาน คืออะไร ที่ต้องปะหาน  ที่ท่านบอกให้ละ อกุศลธรรม นั้นหนะ ละอะไร  
คือแบบว่า บทนี้ผมชอบสวดมาก เป็นบทว่า อริยมรรคมีองค์แปด แจงรายละเอียดว่า มรรคแปดแต่ละข้อมีหลักเกณฑ์อะไรบ้าง แล้วปรากฎว่าหลายวันนี้นี้กลุ้มใจมาเป็นเดือนกับบางเรื่อง คือดูดวงชะตาตัวเองก็เป็นไปตามนั้น แต่อย่างว่าครับ มันเป็นตามดวง แต่ไม่เป็นไปตามใจเรา ไม่สมใจนะหละ
เช้านี้พอได้ฟังละคิดตาม อ้อออ…
ท่านให้ละ อกุศลธรรม คือ
การทำใจไม่ให้หวั่นไหวกับ โลภ โกรธ หลง การรักษาใจไม่ให้ อกุศลธรรมมาทำให้เป็นทุกข์ 
เรามัวแต่คิดหาทางออกปัญหา ใช้แต่ความคิด คือ สังขารขันธ์ จนลืมรักษาจิตตนเองให้สงบเหมือนเดิม แล้วก็มาบ่นทั้งเดือนว่า รู้ดวง เป็นไปตามดวง แต่ทุกข์ ทุกข์จริงๆเพราะไม่ได้ดั่งใจ ก็เพราะเราไม่รักษาใจ

วัดปิ่นบังอร-ปีนัง

เมื่อได้ฟังคำพระอาจารย์ท่าน โดยที่ก็ลักจำเอาเพราะท่านไม่ได้พูดถามเรา แต่เข้าหูเรา และเราก็เงี่ยหูฟังด้วย เอามาคิดได้ดังข้างต้น ใจมันก็ปีติ เป็นสุข มีความสงบ และหลุด หลุดจากทุกข์ใจและความกระวนกระวายที่มัดรัดจิตใจมาเป็นเดือนได้ โล่งอก โล่งใจ สบายใจได้ทันที
อาการอิ่มใจจากความสุขสงบ กระแทกใจจนน้ำตาแทบไหล ด้วยสำนึกในพระคุณของครูบาอาจารย์และธรรมะของพระพุทธเจ้าที่แม้นคำพูดสั้นๆ แต่ตรงกับเรา ทำให้เราหลุดจากทุกข์นั้นได้
แอบคิดเบาๆว่า นี้ขนาดเราเป็นนักคลายทุกข์ แก้ปัญหาให้ชาวบ้านมานักต่อนัก ก็อย่างว่าครับ ทุกข์ที่เรามองว่าเป็นทุกข์คนอื่น เรามีสติแก้ได้ แต่พอเราไปยึดทุกข์อะไรก็ช่าง เข้ามาเป็นทุกข์ของเราแล้ว เราแก้มันไม่ได้ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็แก้ไม่ออก เพราะสติหายไป
เดินออกจากวัดยังไม่ทันพ้นธรณีประตู มีเสียงเบาๆผุดขึ้นว่า
เป็นซินแสกับทุกข์ตัวเองยังทำให้หลุดไม่ได้ อีกหน่อยจะไปช่วยใครได้ พร้อมหัวร่อเบาๆ ฮ่า ฮ่า เสียงนั้นก็คลายไป
ยังไงพระธรรมก็ชนะโหราศาสตร์ พระสุปฏิปันโน ก็ชนะ โหราจารย์แน่นอน ผมสำนึกมานานแล้ว เลยยกยอพระธรรมคำสอน แทรกสอดในบทสอนบทความผมเรื่อยมา เพื่อย้ำเตือนตนเอง และท่านผู้อ่านว่า เหนือวิชาโหร คือ วิชาธรรมะ ถ้าท่านอยากแก้ทุกข์ให้หายสิ้น ไม่ใช่พึ่งหมอดู แต่ต้องพึ่งพระรัตนตรัย เพียงแต่ผมก็เข้าใจ เพราะหากท่านไปถามพระอริยสงฆ์ท่านว่า ท่านเจ้าค่ะ ทำอย่างไรให้ได้งานทำ ทำไงให้ฐานะดีขึ้น ทำไงให้ขายที่ดินได้ คงถูกไล่ตะเพิด เพราะไม่ใช่กิจของพระที่ต้องสั่งสอนเรื่องทำมาหากินทางโลก
ที่ว่าชนะเพราะผมเจอกับตัว คำครูบาอาจารย์แค่สั้นๆ ในห้วงเวลาที่เหมาะเจาะ กระแทกสะเดาะทุกข์เรา เหมือนเราถีบประตูที่ขังเราไว้ ในมืดมิด เปิดออกพลันเจอแสงสว่างและอากาศที่สดใส ทั้งยังเป็นคำที่ใช้ได้ ตลอดชีวิต คือ นึกถึงทีไร ก็ตอบปัญหาได้เรื่อยๆ
จริงๆจะเรียกว่า ครูพักลักจำก็ก้ำกึ่ง เพราะผมเรียกท่าน พระอาจารย์ และรู้จักรับใช้ท่านมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่คนแปลกหน้าขึ้นกุฏิไม่เงี่ยหูฟังแต่อย่างใด
พอมีสติแล้ว คำครูบาอาจารย์อีกท่าน ก็ปรากฎแก่ผมว่า เธอไม่ต้องมาหาคำตอบอะไรทั้งนั้น ที่เธอเจอหนะ มันคือ โลกธรรม ในเมื่ออยู่ในโลก ก็ต้องเจอ คือ
เจอลาภ กับ เจอเสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา  ทั้ง 4 ข้อนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าคือ โลกธรรม เป็น ธรรม(ของ)โลก ตราบใดยังเกี่ยวข้องกับเรื่องทางโลกๆ ก็ต้องเจอ เจอหนักกว่าคนบวชแน่นอน
ตอนเจออิฏฐารมณ์ธรรมไม่ค่อยได้ปัญญา มาได้ปัญญาเอาตอนเจอกับอนิฏฐารมณ์ธรรมนี้หละ
ขอสรุปว่า โบราณท่าน กำหนดคำว่า ครูพักลักจำ เพื่อให้ผู้มีเจตนาอยากได้ความรู้ ควรไปขอร่ำเรียน ไม่ใช่มาทำลับล่อ ลวงพราง แอบรู้ แอบจำ ไม่เคารพครู เพราะท่านให้เรียกว่า ครู-พักลักจำ และก็ย้ำเตือนผู้ไม่มีเจตนาที่ความรู้ อันมักเกิดจากเสียง ที่ได้ยิน รูปที่ได้เห็น กระแทกเข้าใจ แล้วมัน รู้ซะละ เข้าใจ๊ เข้าใจ ได้ความรู้ไปว่า นี้เป็นครูพักลักจำ ถ้าท่านมีชีวิตอยู่ให้หาโอกาสไปแสดงกตเวทิตา ตอบแทนพระคุณท่าน หากท่านล่วงลับ ทุกคราที่รุ่งเช้าและก่อนล้มตัวลงนอน ให้ได้กราบลงที่หมอน แล้วรำลึกถึงพระคุณท่าน
พระคุณครูบาอาจารย์ พระคุณครูผู้สอน พระคุณครูตำรา พระคุณครูพักลักจำ การรำลึกคุณท่านทำให้ใจสบาย ทำให้เป็นคนอ่อนน้อม ความอ่อนน้อมทำให้สละมานะถือตัว เตือนตัวเองเสมอว่า เราได้ดีเพราะวิชา เพราะตำรา เพราะคำครูสอน

ดอกไม้บูชาครู-มวลสาร-ดอกไม้บูชาพระ

แม้นกระทั่ง พวงดอกไม้แห้งที่ใช้บูชาพระ บูชาครู โบราณท่านยังว่า เปลี่ยนธาตุจากดอกไม้มาลัยธรรมดากลายเป็นของมีอิทธิคุณขึ้นมา เป็นมวลสารสำหรับทำวัตถุมงคล พระเครื่อง พระสมเด็จจิตรลดา มวลสารส่วนหนึ่งนอกจาก เส้นพระเจ้าหรือพระเกศาของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็ยังได้แก่ ดอกไม้ มาลัยดอกไม้แห้ง ที่ใช้บูชาพระ นี้หละครับ แต่คนสมัยนี้ไม่รู้และไม่สำนึกพระคุณ สักแต่ว่าถึงเวลาเอามาไหว้แล้วก็ถอดพานวางทิ้ง พรุ่งนี้ตั้งเครื่องบูชาบวงสรวง ขอพรใหม่ ขอ ขอ ขอ แล้วก็ขอ เรียกว่า เผลอเอาของดีในบ้านทิ้ง แล้วไปเสียเงิน เพื่อจะหาของดีอื่นมาแขวนคอ
ของมีค่าที่สุดในชีวิตคือ ร่างกาย พ่อและแม่ให้ร่างกาย เรามา
สิ่งมีค่าที่สุดในความเป็นคนคือ ความรู้ ครูอาจารย์ให้ความรู้ เรามา
ทั้งร่างกาย และความรู้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครขโมยไปจากเราได้ และเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด ของที่สุด ของที่สุดในชีวิตเรา ผู้ให้สองสิ่งนี้ จึงนับเป็นผู้มีพระคุณ
แต่ถ้าหากขาดพระธรรม คนจะไม่รู้จักคำว่า บุญ ว่า คุณ ว่า บาป ว่า กรรม จึ่งเรียกว่า พระธรรมให้ปัญญา ถ้าไม่มีพระธรรม เราจะไม่รู้ว่านี้คือ พ่อ คือ แม่ พ่อแม่ก็จะไม่รู้ว่ามีลูกต้องเลี้ยงดู ห้ามทำแท้ง ห้ามคลอดแล้วทิ้ง สำหรับคนที่มีชีวิตดีๆ งานดี เงินดี อนาคตดีๆ ให้สำนึกเสมอว่า พระคุณที่ให้ร่างกาย ให้ความรู้ และพระธรรมที่ให้ปัญญา เป็นสิ่งที่ควรเคารพบูชาสูงสุด 
กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

Related Posts

華人國寶, 八字推命, 古代用具, 棋子八字,留在泰國。

泰國算命師-泰國算命


平常命理書前言,常常一開始就說;我們中國古代傳送了一個很偉大光明的一個文明術數叫做八字四柱預測命理學說。以後就描寫他的理論與來歷。

 

我自己覺得你找到這裡段文章這證明你們有八字命理的基礎,所以它的歷史和希特的背影知識我就不在這裡講了。

 

我想你們有可能奇怪在豐富多采文明古國的泰王國他有他自己的命理學叫做泰國星辰命理學還有人教學八字嗎?

 

其實我國泰國今天有不少的人學習八字。但以前學習八字的人算是很少就不用說算準的大師傅也很難找到由我來說這是泰國華僑的優點。

 

以前,學的很少,流傳不太廣泛, 所以理論和術數的發展也沒有像外國提供增加古代師傳的本言。

 

用一顆圓圓小小的木牌象棋那樣來用於算八字命理的工具是證明泰國這裏流傳的命理學是古代迷思而在祖國密失了不少。

神棋八字-bazi

泰國八字命理師 泰國八字算命師 泰國算命 泰國算命師

神棋八字-bazi-four-destiny


這些照片是保證我們算命的古代工具 一看就像象棋一樣。 但可在上面的文字全都是天干地支 有的人說這個古代工具是用來算奇門遁甲的我覺得有一點誤會因為奇門遁甲的算盤的形狀是三個小盤一辰辰的放在上面他的。每一辰都可以把這個工具放在上面 但很小的 。如果棋子這樣這麼大, 我想算盤也會特別特別大。也不是問題嘛因為八字和奇門都是用天干地支來計算的。

 

泰國最後傳代這種神術就是我的師傅 江新榮 先生。 他今年八十有六的高壽, 四十多年的八字命理經驗, 以前給其他有名的名星 ,泰國總理和政府人員 ,尤其是泰國皇家里的幾位算命。

 

他跟我說 以前我沒有教這課神棋八字的願望。 但一天我給泰國一位公主算命, 那位公主說 :“這麼神通妙算的命理, 你以後得要傳下來, 快收徒弟。 我師傅遵守命令。

 

這門八字是用八宮而不用十神來推算。特別是靠命宮為主。優點是他的藏干跟其他八字理論有擦。

 

如: 地支寅藏甲木丙火沒有戊土,午只有丁火而缺了普通的土 等等。他說師爺給他的棋子上面刻的文字而顏色是這樣。

其實八字的八宮的意義深無可測但沒有許多人理解運用他的力量。誰知八字命盤可以用來推算風水如眼神通靈看盤可解宅的情形狀況如神算。

 

師傅現在有了三十多届的徒弟, 跟他學習神棋八字了算百人, 但是真正的秘籍無以可知有幾位能明白。他常常說:洩漏天機,因果報應,有緣即見,無緣所謂。

 

不犯五戒,不作國賊是師傅指导每個徒弟的規律。

 

如果那位學過見過運用象棋算命的師傅請給我留信,非常感謝。

source :
www.spotlightdaily.net/
www.google.com
www.baidu.com
กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ภาพยนตร์ที่ ซินแสหลัวภูมิใจเสนอ ดูเพื่อได้แง่คิดและกำลังใจ

ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ภาพยนตร์ที่ ซินแสหลัวภูมิใจเสนอ ดูเพื่อได้แง่คิดและกำลังใจ


บางคนมาถามผม ขำขำว่า ซินแสหลัว ดูฮวงจุ้ยเป็นเหรอ

สมัยก่อนอ่านะ เพราะวันๆเค้าเห็นแต่ผมโพสแต่ ดวงจีน

 

ผมก็ไม่พูดอะไรมาก ผมก็ตอบไปว่า ไม่เข้าใจสงสัยอันไหนในตำราเอามาถามผมได้ ถ้าผมพอจะช่วยได้ คุณว่า คนที่เรียนจีนมาทั้งชีวิต อ่านตำราจีนเก่ามาเยอะ และมีซินแส มีหมอจีนหลายคนเป็นอาจารย์นี่ เค้าน่าจะดูฮวงจุ้ยได้มั้ย

 

คนนั้นตอบว่า ก็ไม่แน่นะ

 

ผมก็เลยบอกว่า งั้นก็ลองถามมาสิ…

 

เขาเงียบ

 

นี้ก็เหมือนกัน ฉีเหมินตุ้นเจี่ย อีกวิชาหนึ่งของจีนที่เมืองนอกกำลังโหมกระแส เอามาแทนที่ วิชาดาวเหินที่ไม่ค่อยจะแม่นละ เมืองไทยเราก็โหนกระแสตามเมืองนอกตลอดละ

 

เมื่อกว่า สามสี่สิบปีที่แล้ว จะบูมเรื่อง ฮวงจุ้ยแปดทิศกับชัยภูมิ

สิบกว่าปีที่แล้วจะ บูมเรื่อง ฮวงจุ้ยดาวเหิน

ใกล้ๆไม่ถึงสิบปีนี้ นี่มีหลายสำนักมาก หลายหลาก แต่ยังเป็น ฮวงจุ้ย ทั้งนั้น เพิ่มมาคือ หล่อแก ครีเอทกันมากมาย

 

สุดท้าย สองสามปีนี้ มีวิชาใหม่ๆไหลเข้ามาเยอะ เช่น เหมยฮัว หรือลิ่วเหยา กับ ฉีเหมินตุ้นเจี่ย

 

ทั้งหมดทั้งปวงที่พูดมา ถามว่าในเมืองไทยมีคนเป็นวิชานี้ทั้งหมด มีมั้ย

 

มีครับ แต่คุณอาจไปเรียนจากท่านไม่ได้ เพราะท่านคงพูดไทยสอนไม่ได้ และท่านก็ตั้งใจจะไม่สอนใคร

 

ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ก็มีคนเป็นเหรอ เมืองไทย

 

มีครับ เป็นมานานแล้วด้วย แต่อย่างที่บอกละ

 

คนจริง หรือซินแสตัวจริง มักไม่ชอบออกสื่อ ไม่ชอบเจอคน ต่อให้ท่านเป็น วิชา ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ถ้าไม่เอ่ยปากถาม บางทีก็ ขีดๆเอาในกระดาษไปเหมือนเขียนภาษาจีนทั่วไป ยิ่งถ้าเราอ่านจีนไม่ออก ไม่มีพื้นดวงจีน บางทีจะนึกว่า ช้อทโน็ตปกติด้วยซ้ำ ก็จะพูดทางเรื่องอื่นไปแทนซะ

 

แต่เอาน่า ดูไม่เป็นก็ไม่เป็นไร

ดูหนังก่อนแล้วกัน มีสองภาค หนังฉีเหมินตุ้นเจี่ย นะ

 

ภาคเก่าๆ สร้างหลายสิบปีละ ก็สนุกมาก

กับภาคใหม่ สร้างปีที่แล้ว แต่เนื้อหาคงคนละแบบกันนะ

ฉีเหมินตุ้นเจี่ย-奇門遁甲

อันนี้ภาคเก่า ผมเคยดูแต่ภาคภาษาจีน ชื่อหนัง 奇門遁甲

ฉี-เหมิน-ตุ้น-เจี่ย-The-Thousand-Faces-of-Dunjia-ผู้พิทักษ์หมัดเทวดา
อันนี้ภาคใหม่ เมื่อปีที่แล้ว ชื่อหนัง 奇門遁甲

 

สนุก ดูหนังก่อนจะเรียน บางทีอาจจะทำให้เข้าใจอะไรๆสำหรับ ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ได้มากขึ้น

 

จริงๆผมตั้งใจมากอยากให้วงการโหราศาสตร์ไทยก้าวหน้า นำเทรนด์ให้ชาวโลกเค้ามาเดินตามบ้าง ไม่ใช่เราไปเดินตามเทรนด์เขา แต่ทำไงได้ คนไทยเรามีปรกติเป็นคนไม่เชิดชูคนชาติตนเอง เชิดชูต่างชาติมากกว่า

 

ส่วนตัวผมค้นคว้ามาเยอะ เวลาไปเที่ยวนี่ ผมเที่ยวแค่ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถานสำคัญ กับห้องสมุดและร้านหนังสือจีนนี่ อยู่เป็นวันๆ ก็พบว่า คนจีนโพ้นทะเลในไทยนี่ละ เป็นคนจีนประเภทยังไงดีหละ

 

คนจีนปัญญาชนมีระดับ พูดตรงๆ หมอเก่งๆ หมอดูเก่งๆ ที่ในสมัยก่อนปฏิวัตินั้นนะ อยู่ในไทยเยอะมาก คุณอาจจะงงว่า ไม่เห็นประเทศเรามี ศาลเจ้า มีหนังสือ มีโรงเรียนจีน รุ่งเรืองแบบประเทศอื่นๆหละ

 

ก็รัฐบาลสมัยก่อนของเราเค้าห้ามเพราะกลัวคอมมิวนิสต์ครับ แต่การศึกษาวิชาพวกนี้ไม่ได้หยุดถ่ายทอด เพียงแต่ไม่ใช่วงกว้างเหมือนทุกวันนี้

 

คนสมัยนี้คิดว่า มีเงินก็สมัครเรียนได้

 

ขอบอกเลยว่า วาสนาและความดีต่างหากที่จะทำให้ อาจารย์ดีๆ และวิชาดีๆ เลือกคุณ เลือกขนาดเดินๆในห้องสมุดเก่า ตำราเก่าสามารถจู่ๆ หล่นลงมาจากหิ้งตรงหน้าคุณได้ แบบว่าไม่มีใครแถวนั้นสักคนหนะ คงไม่บังเอิญกระมังผมว่านะ

 

คนจีนมีนิสัย ถล่มตัว คือมากกว่า ถ่อมตัวนะ คนจีนยุคใหม่นี่มารยาทไม่ดี แต่ยุคก่อนไม่ใช่ ยุคที่มาจากจีนสมัยก่อนจะผู้ดีมาก และท่านถ่อมตัวสุดๆ เรื่องนี้ก็วัดวาสนาคุณด้วย

 

เพราะถ้าวาสนาคุณไม่ถึง หรือท่านไม่อยากถ่ายทอดอะไรให้ ท่านจะบอกว่า ท่านรู้เท่านี้ ความรู้ท่านน้อยนิดนัก เหมือนหนังจีนเลย ขะยั้นขะยอให้ตายก็ไม่พูดครับ และอาจโดนไล่ ถ้ารบกวนมาก

 

ผมเคยถามบางท่านที่เก่งๆว่า แบบนี้ไม่เรียกว่า ปิดบังวิชาเหรอ ท่านตอบว่า ท่านเปิดเผยนะ แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะสอนคนปัญญาไม่ถึง สอนไปก็ไม่เข้าใจ จะพูดไปทำไม…

 

หมอดูสมัยก่อน จะเป็นแทบทุกวิชา โดยเฉพาะ โหงวเฮ้ง บางทีแค่มองหน้าผ่านๆก็ทราบละว่า คนนี้ วาสนาแค่ไหน แต่ไม่ต้องไปเสียเวลาหาตำราโหงวเฮ้งมาอ่านก็ได้ ไปเช็คว่า กตัญญูกับศีลธรรมในใจ คุณมันแค่ไหน นั้นหละ มันเป็นตัววัดคุณค่าทาง ปัญญา และ วาสนา

 

หาเอานะ หนังสองเรื่อง เชิญชม สนุกมาก สนุกแบบมีข้อคิดสำหรับคนช่างคิด และตลก สำหรับคนชอบบันเทิง

 

อย่าไปพิมพ์ภาษาไทยว่า ฉีเหมินตุ้นเจี่ย คุณจะหาหนังไม่เจอหรอก ผมพิมพ์จีนให้แล้ว ฉีเหมินตุ้นเจี่ย ภาษาจีน 奇門遁甲

 

คำแปลไม่ได้พิสดารไรมากหรอก แค่ประตูกลของความลับไม้หยาง เท่านั้นหละ ถามว่าทำไมผมไม่แปลเหมือนคนอื่นเขา

 

เพราะพอดีความรู้จีนมันเยอะ และเรียนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมมาเยอะ ทำให้ไปนึกถึง ค่ายกลกุญแจทองของขงเบ้ง กับ กวีขนมเปี๊ยะของหลิวป๋อเวิน พวกนี้ตำนานเล่าว่า เกี่ยวข้องกับ วิชา ฉีเหมินตุ้นเจี่ยทั้งหมด มันเลยคล้ายว่า ให้เราตีความรหัสให้มันออกก่อน แล้วทำนาย แล้วเอาไปใช้ ไม่ใช่เอะอะ วางผัง ใช้เลย เพราะมันเป็นวิชาที่เอา ไม้หยางหมกเม็ดบางอย่างไว้ อิอิ

ฉีเหมินตุ้นเจี่ย-ไอ้โอ่วหมัดเทวดา

อันนี้ภาคคนไทย ตั้งชื่อว่า ไอ้โอ่งหมัดเทวดา สังเกตมุมขวาล่างมีภาษาจีนเขียนว่า 奇門遁甲

สำหรับบทความโหราศาสตร์จีนประหลาดๆ ที่รับรองหาอ่านไม่ได้จากที่เวปไหน

www.chinese-horo.com

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

Related Posts

ทำไมคนจีนต้องจุดประทัด ไม่อยากจุดประทัด เสียงมันดัง ขยะมันเยอะ แต่อยากทำตามประเพณี

ทำไมต้องจุดประทัด

ประทัดนี้ เราไปเข้าใจกันผิวเผิน นึกว่าเป็นไปตามตำนานของตรุษจีน คือการขับไล่ปิศาจชื่อว่า
ตัวเหนียน (年獸) เหนียนคำๆเดียวกับคำว่า ปี 年 นี่หละ สมัยก่อนมีเรื่องเล่าว่าชอบมาทำตัวเป็น ซีอุย มากินตับเด็ก ตับตับ ตับตับ ตับตับ ตับตับ อะตัวเหนียนชอบกินตับเด็ก ส่วนตัวน้องนั้นชอบกินตับใคร … 

ตัวเหนียน-ตรุษจีน

เค้าเลยมีตำนานว่า ชาวบ้านทำเสียงดังๆไล่ ก็เลยจุดประทัด เลยเป็นตำนานของประทัดวันตรุษจีน ย้ำว่า วันตรุษจีน เพราะว่า การจุดประทัด ยังถูกใช้ในอีกหลายเทศกาลของจีน แต่จะสังเกตุว่า งานระดับรัฐพิธีนั้นจะไม่มีการจุด แค่ประทัดอย่างเดียว แต่ไปจุดพลุประกอบด้วย ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมเนียมก็ กลไกเดียวกัน 

ประวัติพลุ-กำเนิดพลุ-พลุจีน

กลไกนั้คือ ว่ากันด้วยภาษา การจุดประทัดในภาษาจีนเขียนว่า 放鞭炮 จริงๆถ้าแปลให้ตรงๆ ต้องแปลว่า วางระเบิดประทัด คือต้องมีสายชนวน และประทัดไม่ใช่แค่อันเดียว ต้องร้อยเรียงกันหลายอัน ถึงจะเรียก เปียนเพ่า 鞭炮 เพราะ เปียน 鞭 คือ ลักษณะการต่อๆกันเป็นตอนๆข้อๆ มัดๆรวมกันด้วยประทัด ส่วนคำว่า เพ่า หรือ เพ้า 炮 นั้นแปลว่า ระเบิด หรือ ปืนใหญ่ ถ้าใครเล่นหมากรุกจีนเป็น พูดถึงคำนี้จะพอนึกได้ว่า เป็นหมากตัวหนึ่งในหมากรุกจีน การเดินคล้ายๆการเดินหมาก เรือ ของหมากรุกไทย 

ตัวเพ้า-หมากรุกจีน

ฟ่าง เปียน เพ่า จึงคล้ายๆเหมือนเรามีสายชนวนละรอเวลาให้มันระเบิดออกมา โดยที่ตัวเราเองไม่ได้ไปทำให้มันแตกทีละอัน นี้เป็นความแตกต่างแรก ระหว่างประทัด กับลูกโป่ง

 

ความแตกต่างที่สองคือ 

 

เค้าไม่ได้เน้นที่ แตก แยกออก เสียไป ภาษาจีนเรียก 破 (พ่อ หรือผั่วะ) หรือ ไปทำให้อัดอากาศจนแตก แงะจนแตกแยกจากกัน ภาษาจีนคือ 砸 (จา) แต่เค้าเน้นที่ การระเบิด 爆炸 (เป้าจ้า) ด้วยสองนัยยะ

 

นัยยะทางวรรณกรรม

เราถือว่า เสียงพ้องมักให้ความหมายในสิ่งที่พ้องกันแม้จะต่างตัวอักษร เช่นคำว่า ส้ม ในภาษาจีน ออกเสียง จวี๋ ในภาษาจีนคำว่า มงคล ออกเสียงว่า จี๋ คนจีนก็ถือว่า เอาคำพ้องเสียงนี้ มาแทนความหมาย ใช้ ส้ม เป็นสัญลักษณ์แทนความหมายว่า มงคล หรือคำว่า แอปเปิ้ล ในภาษาจีนเรียก ผิงกั่ว คำว่าปรองดองสมัครสมาน ก็อ่านว่า เหอผิง เมื่อมีคำว่า ผิง เหมือนกัน ก็เลยเอา แอปเปิ้ล มาแทนความมงคลของการรักใคร่ ปรองดอง สงบสุข ราบรื่น จริงๆถ้ามาบ้านเราแต่สมัยก่อน อาจมีคนบอกว่า ขนมผิง บ้านฉันก็อาจแทนแอปเปิ้ลได้นะ จึงใช้คำว่า เป้าจ้า เมื่อกี้ เป็นคำพ้องเสียงของคำว่า 報 (อ่าน เป้า เหมือนกัน)แปลว่า ประกาศ หรือบอกข่าว บอกกล่าว หรือทำให้ลื่อเลื่อง เช่น 報喜 แปลว่า ประกาศความเป็นมงคล อันพ้องเสียงกับคำว่า เป้าจ้า ที่แปลว่า ระเบิด ก็หมายความว่า ระเบิด มีนัยยะทางภาษาเป็นการบอกกล่าวความเป็นมงคล ส่วนการใช้อัดอากาศจนแตกเอา เช่นมีคลิป คนจีน ใช้ลูกโป่งแตกรัวๆแทนประทัด หรือเราไปเหยียบถุงเป่าลมให้แตก ถ้าสมัยก่อนใครเคยเล่นนนะ อันนี้ไม่ได้เรียกว่า เป้า โดยประทัดจีนได้ถูกเรียกว่า เป้าจู๋ 爆竹 สันนิษฐานกันว่า โบราณใช้ดินปืนอัดใส่ กระบอกไม้ไผ่ ทำเป็นประทัด ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น กระดาษแทนกระบอกไม้ไผ่

เป้าจู๋-ข้าวหลาม

ทำให้นึกถึง ข้าวหลาม ของไทยเรานะ ต่างกันแค่ข้างในเราเป็นข้าว ส่วนจีนเป็นดินปืน ซึ่งอันที่จริง
มีเครื่องประทัดทางโบราณของไทย ใช้ดินปืนใส่ในกระบอกไม้ไผ่แล้วจุด ก็มี เรียกว่า ตะไล

 

นัยยะทางวิทยาศาสตร์และความภูมิใจ

เราต้องเข้าใจนะ จีนเค้าพราวมากสำหรับการที่เป็นชาติแรกของโลกที่คิดดินระเบิดได้ ต่อให้ต่อมา พวกฝรั่ง ทั้งหลาย จะพากันเอาสิ่งที่เค้าคิดได้ไปทำปืนยาวประจำกาย กับ ปืนใหญ่ มายิงถล่มปักกิ่ง จนต้องยอมสิโรราบก็เถอะ เขาก็เลยภูมิใจที่จะใช้ภูมิปัญญาชาติตัวเอง คือ ดินปืน ในการเป็นของแสดงอำนาจ พลัง อารมณ์มันคล้ายๆสมัยนี้ที่เราเห็นวันชาติทีไรก็เอา สารพัดจรวด รถถัง ออกมาวิ่งนั้นหละ คิดดูว่า สมัยนั้น การจุดประทัด ก็ทำให้คนต่างชาติตะลึง และคนจีนก็พลอยพราวไปด้วยในตัว มันแสดงความภูมิใจที่ ชั้นมีของเจ๋ง หนะนะ

สี่สิ่งประดิษฐ์จีนโบราณ-สิ่งประดิษฐ์โบราณจีน-สิ่งที่จีนคิดค้นให้โลกนวัตกรรมจีนโบราณ สิ่งประดิษฐ์จีนที่คิดค้นให้โลก นี้มีอยู่ สี่อย่างคือ เข็มทิศ กระดาษ ดินปืน และการพิมพ์

ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนโบราณ-ปืนใหญ่จีน ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนโบราณ-ปืนใหญ่จีนสมัยราชวงศ์หยวน
ภาพปืนใหญ่แบบจีนโบราณ สมัยราชวงศ์หยวน หรือ มองโกล 

ปืนใหญ่จีน-ปืนใหญ่จีนโบราณ-ปืนใหญ่สมัยหย่งเล่อ-ปืนใหญ่ราชวงศ์หมิงภาพปืนใหญ่จีนโบราณ ยุคต่อมา คือ ปืนใหญ่ราชวงศ์หมิง สมัยฮ่องเต้หย่งเล่อ

นักรบจีนโบราณกับปืนไฟ-ปืนไฟจีนภาพทหารจีน กับอาวุธปืน ประจำกาย สมัยราชวงศ์ชิง ยุคต่อมาจากราชวงศ์หมิง

สู้รบด้วยปืนจีนโบราณภาพวาดสมัยราชวงศ์ชิง ชื่อภาพ 平定准部回部得胜图

นกไฟ-นกบินด้วยประทัด มังกรเหินน้ำ-อาวุธโบราณจีนนกไฟบิน และมังกรเหินน้ำ สองสิ่งประดิษฐ์ อาวุธจีนโบราณ ที่ใช้ดินปืน และหลักการระเบิด

 

ความแตกต่างที่สาม คือ 

หากเราว่ากันด้วยธาตุ การอัดอากาศจนแตก กับ การระเบิดจนเกิดเสียงของประทัด ให้ธาตุต่างกัน การอัดอากาศไปเน้นที่ ธาตุลม แต่การระเบิดของประทัดคือ ธาตุไฟ ทางโหราศาสตร์และความเชื่อถือว่า ธาตุไฟ นี้เป็นธาตุสื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ก้าวหน้า โชติช่วง 

เขาเลยใช้ความหมายมงคลตัวนี้ด้วย นี้เป็นเหตุว่า ทำไมประทัดส่วนมาก หุ้มด้วยกระดาษสีแดง เพื่อเป็นนัยยะแห่ง สีธาตุไฟ สีธาตุไฟไม่ใช่สีที่คนจีนชอบ ตามที่บางคนชอบเล่า และไม่ใช่สีแห่งความมงคลแบบอลังการตลอดกาลด้วย เป็นแค่สีแห่งความโชติช่วง เก่งกล้า แผ่บารมี เพราะนอกจากนั้น ยังมีสีต่างๆที่คนจีนถือว่า เป็นมงคล เช่น

สีม่วง แสดงถึงพลังเทพชั้นสูง สรวงสวรรค์และพระราชา คนธรรมดาไม่มีสิทธิใช้ ถ้าเป็นชุดงิ้วจะหมายถึง อายุยืน หรือคนมียศใหญ่

สีชิง หรือสีฟ้า อมเขียวอ่อน แสดงถึง สรวงสวรรค์และธรรมชาติที่เหนือการควบคุมของคน

สีดำ แสดงถึงธาตุน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงความตาย 

สีขาวต่างหากที่หมายถึง งานศพ ความตาย ความเศร้า เพราะเป็นสีของธาตุทอง ธาตุแห่งการเสื่อมสิ้น หรือถ้าคนไทยจะแปลว่า บริสุทธิ์ก็ได้ เพราะสีขาว เป็นสีของการไม่เจืออะไรทั้งนั้น หรืออีกอันนึงคือ สิ้นสูญของสิ่งแปดเปื้อน 

————————————————————————————————

เพราะฉะนั้น ในยุคที่ยังไม่มี สปอร์ตไลต์ ไฟรำวง ยังไม่มีลำโพงขนาดเท่ารถบรรทุก ประทัด เป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีที่สุด สำหรับ แสงสีเสียง สิ่งที่ทำให้ ตาตื่น ใจระทึก และประกาศให้ชาวบ้านทั้งที่อยากได้ยิน ไม่อยากได้ยิน รู้ว่า ข้าพเจ้า จุดประทัด ประกาศอะไรบางส่ิง หรืออย่างน้อยก็ประกาศความเป็น มงคลและความภูมิใจ ก็แปลว่านี้คือคำตอบ หากไม่อยากจุดประทัด ก็ประโคมเพลงเพราะร้องรำไป ก็ได้ เพราะสมัยนี้เราเปิดลำโพงเอาได้แล้ว อยากให้มีสีมีแสง ทำได้หมดแล้ว

ภูมิใจอะไร 

คนมีเงินและมีปัญญาที่ไหนจะมาเอาเงินมาเผาเล่นกันเล่า ประทัดเลยไม่ใช่ของคนจน และไม่ใช่ของตลาดที่ใครเอามาจุดก็ได้นะ ถ้าสมัยก่อนไม่มีเงิน จะเอาที่ไหนมาซื้อได้ ยกเว้นทำเองได้ ก็ยังต้องซื้อดินปืน มาทำอยู่ดี 

คิดค้นดินปืน

พูดถึง ดินปืน ต้นกำเนิดประทัดนี้ มีหลายตำนานมากนะ สำหรับประทัดดินปืน ส่วนมากมักบอกว่า ขับไล่ตัวเหนียนบ้าง ตามที่เล่าไป บ้างว่า ไล่มังกรบ้าง บ้างว่าไล่ปีศาจสมัยราชวงศ์ถังบ้าง แต่อันที่ผมว่าน่าเชื่อสุดคือ เล่าว่าไม่ได้ใช้ไล่อะไรทั้งนั้น ซุนซือเหมี่ยว ค้นพบโดยบังเอิญจากการเล่นแร่แปรธาตุ เพราะภาษาจีน คำว่า ดินปืนเรียก หั่วเย้า แปลว่า ยาที่ทำให้เกิดไฟ หรือ อัคนีโอสถ ก็ได้ 火药 ด้วยความที่ ซุนซือเหมี่ยว 孫思邈 เป็นทั้ง หมอจีนที่เก่งมาก ได้ฉายาว่า ราชาแห่งปวงเภสัช หรือ 药王 หมายความว่า มีความโดดเด่นเรื่องการใช้ยา และเป็นทั้งนักพรต ที่บำเพ็ญด้วย ผมกำลังจะบอกอะไร ก็จะบอกว่า หนีไม่พ้น หมอดูนี่หละครับ ถ้านับไปตะก่อน ซุนซือเหมี่ยว นี่หละก็ ซินแส เพราะซินแสจริงๆ ที่ต้องมีคือ วิชาแพทย์ วิชาโหร วิชาไสยศาสตร์ ครบในตัวคนเดียวหมด ไม่ใช่แบบสมัยนี้ ภาษาจีนเขียนยังไม่เป็น 

 

        ซินแส หรืออ่านให้ถูกต้องอ่านว่า ซิงแซ หรือ ซินแซ แปลตามภาษาจีนคือ ผู้รู้มากกว่า หรือ ผู้มีความรู้ ตะก่อนเลยใช้เรียก ครูบ้าง หมอบ้าง เพราะชนชั้นนี้เป็นชนชั้นพิเศษในสังคม คือ สอนได้หมดไม่ว่าจะลูกขุนนาง หรือ ลูกคนธรรมดา หมายความว่า ไม่ได้สังกัดในความต่ำต้อย และไม่ได้ถือศักดิ์ในความสูงส่ง เพราะคุณธรรมที่ต้องมีคือ การบำเพ็ญตน และการทำเพื่อคนอื่น ไม่ใช่มาเป็นซินแสแล้วทำเพื่อตัวเอง ชื่อเสียงตัวเอง สิ่งนี้เลยทำให้สังคมยอมรับ และยกย่องเรียกว่า ซินแซ เพราะรอบรู้และมีคุณธรรมด้วย

        บั้นปลายชีวิตของ ผู้มีวิชาเหล่านี้ หลายท่านเลย บำเพ็ญตนบนภูเขา หนีออกจากเมืองบ้าง สละหน้าที่ราชการบ้าง เพราะด้วยอาชีพของความเป็น ซินแสนี้ ทำเพื่อคนอื่น ต่อให้ได้เงินเดือน เงินค่าจ้างการรักษาไข้ หรือ ดูดวง ก็ถือว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับงานที่ทำ แปลว่า ทำการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัวเรื่อยๆ 

        เอ่า คุณเคยเห็น หมอจีน หมอดูจีน หรือคนมีวิชาเหล่านี้แล้ว ปรากฎภาพ ปรากฎเรื่องราวว่า มีเมีย รักเมีย ได้อยู่กับบ้าน กับลูกไหมหละ แต่ละคนนี่ ร่อนเร่ พเนจร ทำงานรับใช้ตั้งแต่พระราชา ยันคนธรรมดายากจน

 

ความเป็น ซินแซ กับ ความเป็นประทัด ก็คล้ายๆกัน 

ไม่ว่าภายนอกคุณจะเป็นเช่นไร ก็วัดกันตอน จุด นี่หละ ว่าฝีมือระเบิดแค่ไหน

 

ไม่ว่าใครมาจุด คุณก็ต้องทำหน้าที่ คือ ใครมาขอร้องให้ช่วยก็ต้องทำ

 

ไม่ว่าจะพยายามจุดตัวเองให้ดังแค่ไหน ก็ทำไม่ได้ ซินแซแท้เลยไม่โฆษณาตัวเองด้วยประการทั้งปวง เพราะหน้าที่การอัดดินปืน เป็นหน้าที่ของประทัด แต่ประทัดไม่ได้มีไฟในมือ ผู้มาทำให้ประทัดดัง คือ คนมาจุด ก็คือ ปวงชนทั่วไป ไม่ใช่ ตัวเอง

ภาพ ดินปืน

ถ้าตัวเองอยากดังเองแล้ว ก็ดุจดังตำดินปืนไปด้วย ถือคบเพลิงด้วยอีกมือ ยังมิทันได้เป็น ประทัด ก็คงต้อง ระเบิดก่อนเสียแล้ว 

 

        ไม่ใช่เฉพาะแต่ การเป็น ซินแส หรือ หมอ หรอก ทุกอาชีพก็ควรยึดคุณธรรมว่า เงินทอง ชื่อเสียง สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ คนอื่นเขาตอบแทนในความดี หรือในทาน คือ การให้ของเราที่มอบให้เขา เช่น เราขายแตงโม ก็แปลว่า เราได้มอบแตงโมให้ เขาก็เอาเงินตอบแทนเรา จึงไม่ควรฮึกเหิมว่า ความสำเร็จทางกำไร หรือ ความมีชื่อเสียง เป็นสิ่งที่ฉันสร้าง ให้มันลำพองผยองใจตัวว่า อะไรๆ ก็ฉันคอนโทรลได้หมด จนละเลยการพัฒนาความดีของตนเอง เพราะคิดว่า ตัวเองสั่งเค้าให้มาซื้อได้ มีอำนาจเรียกลูกค้าได้ ลูกค้าต้องง้อ

 

หารู้ไม่ว่า เขาเห็นว่าเราดีต่างหาก เลยซื้อ และเขาซื้อเพราะเขาเชื่อใจในคุณภาพ

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

Related Posts

เทียนขี้ผึ้งแท้-เทียนน้ำมนต์

เทียนน้ำมนต์-เทียนขี้ผึ้งแท้-เทียนล้านนา-ยันต์เทียน-เทียนยันต์

 

ผมเป็น โหรจีน ประหลาดนะ ก็มักจะทำอะไรประหลาดๆแบบที่พวกโหรทั่วไปเค้าไม่ทำกัน เช่น เชียร์หมอดูคนอื่นบ้าง ก็ถ้าเค้าแม่น ก็เชียร์ หรือไม่ก็ ปิดบังหน้าตาไม่ยอมออกสื่อบ้าง ก็ฉันอยากอยู่สงบๆของฉัน สงบมากนะ สงบมากกว่าพวกที่มาระรานผมว่า ผมไม่ยอมลงรูปตัวเองอีก คิดดูสิ คุณนั่งในศาลาริมน้ำบ้านคุณดีๆ เค้าชะโงกหน้ามาบอกว่า ไหน เอาหน้ามาดูสิ ถ้าไม่มีหน้า ถือว่า ไม่จริงใจ …. เอ้า ก็นี่บ้านฉันรึเปล่า เข้ามาชะโงกหน้าละมาว่าให้ ฉันก็คงไม่อยากจริงใจกับคนก้าวร้าวหรอกนะ


อีกเรื่องที่ผมทำคือ เราสนับสนุนไม่ใช่แค่การให้คำปรึกษาเพื่อให้แต่ละคนประสบความสำเร็จตามสิ่งที่ตนถนัด หรืองานที่ตัวเองรักเท่านั้น เพราะถ้าคุณทำมันออกมา ผมก็เอามาเชียร์อยู่ดีครับ


อันนี้น้องเค้าเป็น ข้าราชการนะ แต่หน้าตาเหมือน ข้าราชการฝ่ายในสมัยอยุธยามาก เดียวสักวันจะเอาภาพเค้ากับภาพวาดลายไทยโบราณมาเทียบกันให้ดู หะหะ แต่นั้นไม่สำคัญมากเท่ากับ ผลงาน


งานศิลปะในเชิงปราชญ์ทุกแขนงเค้าสามารถทำมันออกมาได้ดี งานเขียนภาพ งานคัดอักษรไทย และนี่คืออีกงาน การฟั่นเทียน


ฟั่นเทียน คืออะไร คือเอาขี้ผึ้ง ซึ่งได้จาก รังผึ้งจริงๆนี่หละ เอามาหุ้มรอบๆไส้เทียน แล้วคลึงไปมาบนกระดานเรียบๆ ออกมาเป็นแท่ง แล้วแต่ฝีมือนะ สมัยก่อนผมทำยันต์เทียน ที่สมัยนี้พวกท่านซื้อหาแบบง่ายๆขายแถววัดตามหัวเมืองล้านนาทั้่วไป ซึ่งอันที่จริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ขนาดเอากระดาษถ่ายเอกสารมาแปะแล้วชุบไข จบละ แต่มันต้องเขียนไส้เทียนใส่กระดาษยันต์ หรือกระดาษแยง แล้วเอามาหุ้มด้วย สีส้าย หรือ ขี้สาย หรือไส้เทียนนะหละ เท่าที่ตามตำรากำหนดว่า ให้ใช้อะไรทำไส้เทียน


เทียนบางเล่มให้มี ไส้เทียนประกอบด้วยด้ายเส้นเล็กๆตามจำนวนกี่เส้นๆ ว่าไป ที่ผมไม่ชอบสุดคือ เทียนสืบชะตา เพราะว่า กำหนด สีสายว่า ให้มี เท่าอายุ ก็แปลว่า ถ้าทำให้คุณปู่ คุณย่านี่ หลายสิบเส้นครับ เทียนเล่มใหญ่มากหละ ฟั่นเทียนก็ยากด้วย


บางตำราก็บอกใช้ผ้าบ้าง ผมบ้าง แล้วแต่วิชาไปนะ


มันสำคัญตอนฟั่นนี่หละ ผมเขียนเสร็จผมก็จะบอกว่า เอาละ ใครฟั่นฟั่นไปละกันนะ จะออกไปเที่ยวละ นั่งเขียนหน้าหิ้งพระมาตั้งแต่เช้า อันนี้ทำจริงๆนะ คือ เขียนยันต์หน้าพระ ต้องสวดทำพิธี จบละถึงได้ยันต์หุ้มไส้เทียน ส่วนใครจะ ฟั่นเทียน เชิญ ข้าพเจ้าจนแก่ปัญญา เพราะลองทำละ ไม่สำเร็จเจ้าข้า ไม่มีปัญญา เกินวาสนาจะทำได้


เราก็เล็งเห็นว่า เค้าเป็นคนละเอียดใส่ใจฝีมือดี เลยบอกว่า เอาละ ฟั่นเทียนขายไป เป็นรายได้ให้ตัวเอง ให้พ่อให้แม่ เสริมไป ก็ปรากฎว่า ทำออกมาได้ดีนะ ทุกคนเอามาดมยังกะยาดม หะหะ คือว่า สั่งมางานไหว้ครูผมไง ละขี้ผึ้งแท้ มันจะหอม คุณเอ๋ย หอมเย็นๆ เพราะมันเกิดจากรังผึ้ง ก็แปลว่า รวมเอาเกสรดอกไม้ต่างๆมารวมกัน มันเลยหอมเพราะ หอมเกสร นี่หละ


แต่สมัยนี้ถ้าไปหาเอาตามร้านสังฆภัณฑ์นะ สั่งแล้วสั่งอีกว่าขี้ผึ้งแท้ ก็อย่าหวังจะได้ของแท้ ขี้ผึ้งเปล่าๆเหมือนกัน ซื้อไม่ดูที่ไปที่มานี่ก็ ทำใจเถิดหนา วิธีง่ายสุดสำหรับการตามหาเทียนขี้ผึ้งแท้คือ ลองซื้อของแท้ไปดมสักทีก่อน แล้วจะรู้ว่า เทียนขี้ผึ้งแท้ มันต้องกลิ่นประมาณนี้หละ ตัวเทียนจะเหนียว ไม่เละ และไม่แข็งแบบพาราฟิน


คือของพวกนี้มันสำหรับคนใส่ใจในรายละเอียดนะ
แบบว่า อยากได้ของดีๆ ไว้ไหว้พระ ไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพยดา เพราะผมมันเป็นพวก ทุ่มสุดตัวเวลาไหว้ พระ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเราระลึกว่า ท่านมีพระคุณต่อชีวิตเรา เลยเอาของประณีตสุด ถวายเสมอ


ละถ้าท่านเห็นภาพหน้าปก เพจของผม เรื่อง เต่าตาบอด ที่ผมเอามาเตือนสติท่าน สอนท่าน ให้คิดว่า คนเรายากนะ ที่จะได้เกิดมาเป็นคนเนี่ยะ ภาพนี้ เป็นภาพที่ น้องคนนี้หละวาด คนที่ฟั่นเทียนนี่หละ


ใครสนใจ เครื่องประกอบบวงสรวง บูชาสิ่งที่เราเคารพ ด้วยสิ่งอันเลิศ คือ เทียนขี้ผึ้งแท้ ก็สามารถสั่งได้ที่เฟสบุ๊ค Lukas Pisit Songkroh


เพราะเราออร์เดอร์ได้ด้วยว่า จะให้เอาตามตำรา หนักกี่บาทๆ ก็ว่าไป


สามสิ่งบนโลกนี้ที่ยังมีนำ้หนักเป็น บาท สลึง คือ
ยาสมุนไพรไทย
เทียนขี้ผึ้งแท้
และ ทองคำ

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ต้อง… ขนาดไหน แล้วถึงจะได้…

จะต้องขนาดไหน

ทุกสิ่งไม่ได้ได้มาด้วย โชค วาสนาหรือบุญหล่นทับแค่นั้น

ต้องเป็นคนฉอเลาะ ขนาดไหน ถึงจะได้เป็นยอดนักขาย หรือยอดโค้ช

ต้องเป็นคนฟุ้งซ่านละเมออนาคตขนาดไหน ถึงจะได้เป็นยอดนักสร้างแรงบันดาลใจธุรกิจ เอ้า รวย เอ้า รวยก่อนแก่ เอ้า เกษียณก่อนใคร

ต้องใช้แรงโลภะ ขนาดไหน ถึงจะได้เป็นนักธุรกิจ เศรษฐีระดับประเทศ และไม่ยอมหยุดทำงาน แม้ว่าจะเฒ่าชราแค่ไหนก็ตาม

ต้องใช้แรงโทสะ และการประหัตถ์ประหารแค่ไหน ถึงจะได้เป็น ยอดขุนศึก ยอดนักปราบปราม ยอดนักรบ ยอดมือปราบฯ

ต้องใช้แรงโมหะ หลงกาม หลงกิเลส ขนาดไหน ถึงจะได้ไม่ยอมเข้าวัดเข้าวา ไม่นั่งฟังธรรม ไม่ทำบุญ ไม่ฝึกกรรมฐาน ไม่รักษาศีล

แรงทั้งหมดที่ว่ามาพวกนี้ คือ แรงที่ทำให้เราเกิดมาเป็นคน ในชาตินี้ ทั้งนั้น ถ้าใช้แรงข้างต้นด้วยความสุจริต ไม่ฉ้อโกง กลั่นแกล้ง เบียดเบียนใคร  ก็ย่อมประสบความสุขความเจริญได้

แต่แรงฉอเลาะ มักเลี่ยงการหยาบคาย และโกหกยาก
แรงฟุ้งซ่านละเมออนาคต มักเลี่ยงการส่อเสียด และเพ้อเจ้อยาก
แรงโลภะ มักเลี่ยงการฉ้อโกง ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ หรือแย่งของรักของชอบใจของผู้อื่นยาก
แต่แรงโทสะ มักเลี่ยงการเบียดเบียน หรือฆ่าคนยาก
แรงโมหะ มักเป็นตัวเชื้อเพลิง จุดความเลี่ยงได้ยาก ของทุกๆแรงข้างต้นให้ลุกโชนไม่มีวันดับ และแรงโมหะ มักอยู่ในอาชีพของผู้ชี้ทางสว่างทางใจ เช่น ครู ที่ปรึกษา พระ นักโหราศาสตร์ หรือ ซินแส ก็ตาม อาชีพเหล่านี้จึงต้อง มีสติ มีปัญญาให้มาก ผมพูดแบบนี้หลายคนอาจสะอึกใจว่า ทำไมพูดจาดูเหมือนบาปมากมาย กับอาชีพตามยุคสมัยที่หลายๆคนเขาใฝ่ฝัน เช่น การเป็นสุดยอดของ…. การเป็นที่ปรึกษาชีวิต ที่ปรึกษาการเงิน วางแผนการเงิน การเป็นนักธุรกิจอายุน้อย การเป็นผู้ประสบความสำเร็จก่อนเกษียณ หรือการเป็นใหญ่เป็นโตในทางการเมือง 

จากข้อความจั่วหัว ทุกสิ่งไม่ได้มาด้วย โชค วาสนา หรือบุญหล่นทับแค่นั้น แต่ได้มาเพราะ แรงกรรม ที่ทำลงไปนั้นหละ

จากประสบการณ์ที่ให้คำปรึกษาแก่คนที่พวกคุณใฝ่ฝันถือเป็นไอดอลมาเยอะ ผมไม่เคยเห็น นักธุรกิจที่รวยมากคนใด พูดว่า อยากหยุดทำธุรกิจ หยุดสะสมเงินทองแล้วทำอย่างอื่นบ้าง ยังไม่เคยเห็น ข้าราชการระดับสูงคนใด บอกว่าอยากทำงานแต่เพียงเท่านี้ พอแล้ว เอาเวลาไปอยู่กับครอบครัวบ้างไม่ได้กลับบ้านมานาน มีแต่บอกว่าต้องทำหน้าที่ เขาคงลืมไปแล้วมั้ง ว่า นอกจากหน้าที่ ข้าของแผ่นดิน ยังมีหน้าที่ ความเป็นคน กับหน้าที่ของพ่อแม่หรือคนในครอบครัว เช่น หน้าท่ีของลูก ที่ควรไปดูแลพ่อแม่ตนบ้าง อย่างน้อยให้มากกว่า ติดตามนาย ตอนนี้คนมีเงินมากสุดที่ผมเคยดูดวงให้ คือ ทรัพย์สินราวเกือบพันล้าน และคนที่มียศมากสุดที่ผมเคยดูดวงให้ก็ระดับประเทศ และคนที่มีชื่อเสียงที่ผมเคยดูดวงให้ก็ออกโทรทัศน์แทบทุกวันเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว หาก เงินทอง ยศ หรือชื่อเสียง แบบที่พวกเขามี เป็นหนึ่งในเป้าหมายคุณ ขอบอกว่า พวกเขาไม่มีเส้นชัย เพราะผมพบว่า เส้นชัยความสำเร็จของคน เลื่อนไกลออกไปเรื่อยๆตราบเท่าที่ยังคงมีความฝันและความหวัง ที่อยากมี อยากได้ อยากเป็น และเราจะชนะเลิศก็ต่อเมื่อ เราสละ เราสลัดคืน เราปล่อย เราทิ้ง เราวาง มีผู้ชนะสักกี่คนในโลกหละ ซินแสหลัว

มีมากมายครับ และมีใกล้ตัวคุณ เขาอยู่ในกำแพงที่มักทาด้วยสีขาว ซึ่งถ้ากำแพงนั้น สูงใหญ่มาก และมีหอคอยประจำสี่มุม แปลว่า เขาแค่ถึงจุดที่ชนะ แต่ยังไม่ชนะ เพราะยังไม่ได้วางอะไรเลย แค่โดนคุมขัง กักตัวไม่ให้ออกทำความผิด เรียกว่า นักโทษ แต่ถ้ากำแพงนั้น พอประมาณ และมีหอระฆังแทนหอคอย มีพระเจดีย์ มีพระวิหาร ฯ ในนั้นย่อมมีผู้ชนะ ที่ผมกล่าวถึงสักคนที่คุณจะไปหาได้ว่า คำว่า ชัยชนะของชีวิต แท้จริงคืออะไร ถ้าหาจากในกำแพงไม่เจอ ให้ไปหาตาม ป่าก็ดี โคนไม้ก็ดี เรือนว่าก็ดี วัดร้างก็ดี  ถ้ามันหายากมากและไม่มีเวลา หาจากอินเตอร์เนตหรือยูทูปก็มี

ทั้งหมดที่หาได้ เป็นแค่ แผนที่สู่เส้นชัย
สุดท้าย เส้นชัยจริง ทางจริง หาได้ที่ กาย ที่ ใจ ตัวเองนี้ ไม่ใช่ที่ใดเลย

ผู้ใหญ่ หรือผู้เป็นใหญ่เป็นโตเหล่านั้นมักถามผมว่า เขาดีพอหรือยัง หรือบ้างก็เชื่อว่าตัวเองทำดี ผมบอกเขาเพียงว่า ถ้าหากชีวิตที่กำลังเป็นไป และที่ผ่านๆมา สละ เสียสละ รู้จักให้ ก็คือ ดี ดีขึ้นกว่าเก่า แต่ถ้ายิ่งทำงาน ยิ่งรวย ยิ่งมีเกียรติ ยิ่งอยากเอา ยิ่งหวงรักษาไม่อยากหลุด กีดกันสารพัด ทำทุกทางให้ได้เงิน ยศ ชื่อเสียง เรียกว่า ร้าย ชั่วกว่าเก่า

เขาก็มักถามผมว่า แล้วชีวิตต้องทำอย่างไรเล่า
 

ผมตอบสั้นๆว่า 

ทำ
ตาม
พระพุทธเจ้า
เถอะครับ


ซินแสหลัว
ณ หลังวันปากปี๋ล ปี๋ใหม่เมืองหนึ่งวัน ศักราช 2561 ตัว

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ผู้หญิงคือผู้โชคดี เพราะได้เห็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ดีกว่าผู้เกิดเป็นชายธรรมดา

ผู้หญิงโชคดี

ผู้หญิงคือผู้โชคดี เพราะได้เห็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ดีกว่าผู้เกิดเป็นชายธรรมดา
สภาวธรรมนั้น ที่คุณได้เคยเจอคือ ความเมตตา
(บทความเขียนจากการ อวยพรวันเกิด พี่ผู้หญิงคนหนึ่ง)

ขอให้หนึ่งในวันนี้ระลึกถึงพันวันหมื่นวันที่ล่วงมาแล้ว 
ณ วันที่เราเกิดมาเป็นลูกของ ผู้ชายผู้ประเสริฐ และหญิงผู้ประเสริฐ ได้เลี้ยงดู แลหมู่ญาติที่อุปถัมภ์ ว่าเราขนาดไหน เขายังไม่ปล่อยมือจากเรา ด้วยคำว่า ลูกหลาน คือ เป๋นลูกเป๋นหลาน จ้างมันเต๊อะ 

ก็ ณ วันนี้ เราก็เป็นลูกเป็นหลานเหมือนเดิม หน้าที่ๆเพิ่มมาคือเป็นแม่ ยิ่งย้ำความรู้สึกสำนึกว่า ต้องใช้แรงพยายามมากเพียงไร ที่จะให้ความรัก ความรักที่ปิดประตูใส่ก็ต้องให้ ไม่คุยกับเราก็ต้องให้ ไม่สนใจเราว่าจะน้ำตาตกแอบร้องไห้ก็ต้องไห้ ความรักที่ไม่เคยให้เงินให้ทองเลี้ยงดูเราก็ต้องให้ ให้เพราะคำว่า ลูก  ลูกที่แม่รัก

เพราะฉะนั้นวันนี้ก็จะเป็นวันที่เราจะได้เอา ความหนักแน่นของความรักของแม่ ซึ่งหากเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่า เมตตาธรรม เพราะความรักที่มาจากคนเป็นแม่ ทั้งในสมัยที่เราเคยเป็นผู้รับมากให้คืนน้อย หรือตอนนี้เราเป็นผู้ให้เสียมาก ได้ความรักคืนมาน้อย ความรักนี้ต่างจากความรักฉันท์ใคร่พิสวาส จึงเรียกว่า ความเมตตา คือ ปรารถนาให้เขา หรือ ลูกเรานั้นเอง มีความสุข โดยมิได้หวังสิ่งใดตอบแทนแม้นกระทั่งการรักตอบ 

เมตตานี้ หากทำบ่อยๆ ทำให้เกิด ทำให้มีในใจบ่อยๆแล้ว เรียกว่า เมตตาภาวนา สามารถบรรลุถึงธรรมขั้นสูงๆขึ้นได้ การปฏิบัติธรรมของผู้เป็นแม่ จึ่งทำได้อย่างนี้อีกทางหนึ่ง คือ เอาความเป็นแม่ ความรักของแม่ มาเป็นสิ่งสอนตนว่า การจักเมตตาใครสักคนหนึ่ง ก็ต้องทำแบบนี้ ทำประหนึ่งว่า เขาเป็นลูกของเราเสียคนหนึ่งนั้นเอง 

พระพุทธเจ้าตรัสสอนใน กรณียเมตตสูตร วรรคหนึ่งว่า มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ มานะสัมภาวะเย อะปะริมานัง พระพุทธเจ้าท่านว่า 

มารดาหรือคนเป็นแม่นี้ รัก และทนุถนอม ลูกที่เกิดในตน เกิดในร่างกายของแม่ เกิดจากเลือดเนื้อของแม่นี้ ยอมพร่าชีวิตของตนเอง เพื่อลูกฉันใด 

บุคคลพึงเจริญเมตตาจิต ไม่มีประมาณ ไม่มีที่สุด ในสัตว์ทั้งปวงฉันนั้น 

ความข้อนี้ เราเป็นหญิง และยิ่งเป็นแม่คนแล้ว เราทราบดีกว่าบุรุษว่า ความรักของแม่ ที่พระพุทธเจ้าตรัสใน กรณียเมตตสูตรนี้ แค่ไหน เพียงไร และอย่างไร 

ต้นไม้จะงอกงามดี อาศัยแสงแดด การรดน้ำ หนอนไส้เดือนที่คอยพรวนดิน แลมูลอุจจาระของสัตว์เป็นปุ๋ยฉันใด การทำให้ลูก ให้ครอบครัวเจริญ ก็ย่อมไม่ใช่การเททุกสิ่งทุกอย่างที่คิดว่าดี ลงไปรดใส่ต้นไม้นี้ฉันนั้น หากเป็นการดูแลโดยรอบ คือ ให้ครอบครัวเราด้วย เพื่อนบ้านด้วย เพื่อนสามีด้วย เพื่อนลูกด้วย โรงเรียนของลูกๆด้วย การดูแลชีวิตใครสักคน ต้องดูแลไปในทุกๆสถานที่ๆเขาไปในยามเด็ก เพื่อคอยอบรมสั่งสอนและคุ้มครองป้องกันภัยเขา แต่ต่อเมื่อยามเขาโตแล้ว เขาย่อมสามารถไปในทุกๆที่ได้ด้วยตนเอง เพราะมีคำสอน จากแม่ หรือคำของแม่ ติดตามตัวเขาไป

พูดให้ฟัง
ทำให้ดู
มีความสุขให้เห็น

หากจะต้องสอนใครสักคน สามองค์ประกอบนี้ต้องครบ เพราะพูดแต่ไม่ทำ เขาก็เสื่อมศรัทธา พูดแล้วทำแล้วก็ยังบ่น ยังทุกข์กับที่ทำ เขาก็ลังเลสงสัยว่าหากทำตามไปจะดีหรือร้าย จึงต้องทำแล้ว ให้เกิดสุข และมีความสุขให้เห็น ใช้ชีวิตตนเองเป็นพยานในการสอนคน ใช้ตนเองสอนลูกตน เพราะไม่มีใครแล้ว จะมารักลูกเราได้เท่า คนเป็นแม่ เพราะการให้ความรักของแม่นี้ยากนัก ยากกระทั่งพระพุทธเจ้านำมาเปรียบกับ ความเมตตาที่ไม่มีประมาณ คือ ความเมตตาที่ไร้ขอบเขตมิอาจนับได้ หรือพูดภาษาปัจจุบันคือ แม่รักลูกและอยากให้ลูกมีความสุขแบบไม่มีเงื่อนไข และไม่เคยหยุดที่จะรัก และให้ความรักได้เลย 

ทำชีวิตให้เป็น ธรรมะ แล้วจะได้ไม่ต้องสละชีวิตครอบครัว ชีวิตอยู่กับลูก ไปปฏิบัติธรรม ปลีกตนเองจนสังคม ทั้งๆที่ยังมีภาระ ต่อแต่เมื่อธรรมะในใจได้กล้าแกร่งขึ้นแล้ว หรือมีเหตุปัจจัยใดหนุนส่งให้ธรรมะงอกงาม สละเสียทางโลก หรือตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสละ คราวนั้นก็จะได้มีฐานที่ตั้งอันมั่นคงว่า เราไม่ได้ ทิ้งใครเพื่อเอาตัวรอดแต่คนเดียว 

ตายละ กะว่าจะอวยพรวันเกิดให้  สักบรรทัดสองบรรทัดก็พิมพ์เสียยาว เพราะพิมพ์แล้วคิดว่า อาจจะนำไปเผยแพร่สอนใจ คนเป็นแม่คนอื่นต่อไปได้ ขอขอบพระคุณวันเกิด วันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้เป็นแรงบันดาลใจที่ผมได้เล่าเรื่องดีๆ ไว้ให้กำลังใจคนอื่น เห็นไหมว่า เรื่องเล็กๆน้อยๆ เราก็ทำให้มีประโยชน์ได้ ทำให้เกิดสุขได้ หัวใจของการเข้าถึงธรรมะ สำหรับคนเป็นชาวบ้าน คือ หัดมีความสุขในเรื่องเล็กๆน้อยๆ เราจะไม่ต้องกระวนกระวาย หาอะไรอร่อยกิน หรือหาของสวยผ้างามมาประดับร่างกายตัวเองเลย เพราะเรารู้ความจริงแล้วว่า ความสุขนั้น เกิดขึ้นที่ใจ ไม่ได้เกิดขึ้นจากใคร ความทุกข์ใจ ก็เกิดขึ้นที่ใจ และไม่ใช่ใจใคร ก็ใจเราเองนี้หละ เพราะฉะนั้น ใครก็ดับทุกข์ใจให้เราไม่ได้ อะไรอะไรก็ทำให้เราดับทุกข์ใจไม่ได้ นอกจาก เราเป็นผู้มีปัญญาเห็นเองว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ โลกเรานี้ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิด และทุกข์เท่านั้นที่ดับ เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วก็จะไม่มีเราในโลกนี้ ไม่มีเราในโลกหน้า ไม่มีเราในระหว่างโลกทั้งสอง มีแต่ขันธ์ห้า ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ แปรปรวนไปตามสิ่งที่กระทบต่างๆ แค่นั้น เติมธรรมะที่ยากปิดท้ายทิ้งไว้ให้คิด เผื่อจะได้เป็นประกายใจ ในวันหน้า สาธุ 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ฤกษ์ใช้เท้าแก้ดวง วันสงกรานต์

ฤกษ์ใช้เท้าแก้ดวง วันสงกรานต์

อันนี้เป็นเรื่องจริงที่จะได้เอามานำเสนอ คือตามหลักโหราศาสตร์จีนแล้ว เดือนแห่งวันสงกรานต์ เป็นเดือนแห่ง มะโรง ซึ่งเป็นธาตุดินหยาง มีกำลังชื้นสูง เป็นการปรับของสภาพฟ้าดิน ที่จะย่างเข้าสู่ สภาพร้อน คือ ธาตุไฟ

ทั้ง โหราศาสตร์ไทย และ โหราศาสตร์จีน ถือเอาพระอาทิตย์เป็นใหญ่ในกลไกเรื่องการเปลี่ยนศักราช หรือ ขึ้นปีใหม่ ต่างกันตรงที่ ทางจีนไปเน้นเอา ชี่ (สิ่งที่มองไม่เป็น ชี่เป็นคำนามธรรม) ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกกับพระอาทิตย์ หรือเรียกอีกอย่างว่า ไท่หยาง คำว่า ไท่หยาง หรือดวงตะวันในภาษาจีน หากแปลตามอักษรจะแปลว่า ผู้ทรงอานุภาพแห่งพลังหยางสูงสุด ตรงนี้เองจีนจึงถือเอา ณ จุดเริ่มเปลี่ยนถ่ายพลังชี่ ยิน ไปหาหยาง เป็นหลัก แต่ โหราศาสตร์ไทย มาเปลี่ยนปี ณ ตอนที่พลังหยางจะได้เข้ามาเกือบเต็มกำลังแล้ว มีอานุภาพแล้ว เพราะเราถือว่า นี้คือ หลอดไฟแห่งชีวิต คือ แสงสว่างของโลก ของสรรพชีวิต

เมื่อเป็นเช่นนี้ หันกลับมาดูในดวงจีน ที่มีทั้งหมด สี่แถว แปดช่อง

พระอาทิตย์จัดอยู่ในแถวบนสุด ซึ่งแถวนี้หมายถึง ลูกค้า ผู้เป็นเจ้าของเงินทุนทำธุรกิจ หรืออนาคต หรือผู้ใหญ่ เจ้านายของดววชะตานั้นๆ หากว่าแถวนี้เป็นมงคลต่อดวงชะตาแล้วไม่เกิดปฏิกิริยาทำร้ายใดๆ ก็จะรอดตัวไป ถ้าส่งผลดี จะทำให้ได้เป็นใหญ่เป็นโตมีบารมี แบบที่เขาว่า คนกตัญญูย่อมได้ดี นั้นหละ คนที่แถวปีเกิด หรือ ปีเกิดตน ส่งผลดีมากต่อดวงชะตา อนาคตจะไปได้ไกล มีความเจริญรุ่งเรืองสูง หากว่าท่าน ดูดวงจีน ไม่เป็น จะวัดได้จากอะไร ก็วัดได้จาก ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับพ่อและแม่ผู้ให้กำเนิด ว่าดีร้ายประการใด หรือกับผู้ชุบเลี้ยงมาแต่วัยเด็ก เพราะคนมีบุญมากหลายดวงชะตา เกิดมาแล้ว พ่อหรือแม่จะเสียชีวิตหนึ่งคน หากว่า เป็นเด็กก้าวร้าว ดื้อ บ่นว่าพ่อแม่ ก็แปลว่า แถวปีเกิดท่านไม่ส่งผลดีอะไรกับดวงชะตา อันนี้ต้องมาให้ ตีนแก้ดวง ซึ่งผมให้หลายๆคนลองใช้ มันได้ผล

ได้ผลอะไร
แก้ดวงลูกค้า มาแบบกระปิดประปอย คือ มาๆ หายๆ บทจะมาก็มีมาเยอะ บทจะไม่มีก็ไม่มาเลย

แก้ดวงติดต่อ ราชการ ติดต่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ขนาดเล็กไม่นับนะ) มักจะสำเร็จแต่ว่า ชอบมีขวากหนามอุปสรรคมาก จนเหนื่อยไม่คุ้มค่ากำไรที่ได้ หรือมีเหตุให้เค้าไม่รักษาสัญญา โดยเฉพาะเมื่อไปติดต่อราชการ

แก้ดวงลูกตัวเองนั้นหละ ดื้อ เลี้ยงยาก มีปากเสียงกับแม่ กับพ่อ ทะเลาะก่อเรื่อง

แก้ดวงสอบ หรือจะเรียนต่อ (เข้า ป ตรีไม่นับ) คือเรียนต่อในปริญญาที่สูงๆแล้วก็ยังทำงานไม่ได้ คือ พวกความรู้ท่วมหัวเอาตัวรอดยาก หนะละ กับพวกที่ สอบสมัครงานนะ ไม่เกี่ยวกับสอบการเรียน สอบสมัครงานที่ จะได้ๆ ก็ไม่เรียกสักที อีกแค่ตำแหน่งเดียวจะเรียก บัญชีเรียกหมดอายุก่อน ต้องมาแข่งขันสอบใหม่ ทำนองนี้

แก้สามเรื่องได้ ด้วย เท้า แม่ และ เท้า พ่อ หรือ ตีนผู้ที่เลี้ยงเรามา

อาศัยวันสงกรานต์ ด้วยอ้างกันความเขินหรือ งง งวย หรือ มองว่าลูกจะมาไม้ไหน จะมาขอเงิน ขอมรดกหรือเปล่า ด้วยการบอกว่า ก็นี้วันสงกรานต์ ใครๆก็ทำกัน

จัดแจงเก้าอี้ที่นั่ง ละบอกให้นั่งลงดูทีวีหรือทำอะไรไป ตัวเองก็ไปเตรียมน้ำอุ่น ย้ำนะ ว่า น้ำอุ่น คือเอามือลองไปแช่ ไม่ใช่เอาเย็นมา เดียวจะได้โดนเอ็ดว่า เย็น หนาว หรือเอาร้อนมา ก็จะโดนเหมือนกัน จากนั้น ก็ทำการล้างอย่างละเอียดถือเสมือนว่า ตีนพ่อ ตีนแม่ คือ ใบหน้าและผม ของตัวเอง ล้างด้วยความใส่ใจและเคารพบูชาอย่างสูงว่า

เรามีร่างกาย เพื่อใช้เรียน ใช้ทำงานหาเงิน ใช้หาความสุข ใช้หาความก้าวหน้าชีวิตได้ เพราะท่านให้เรามา

ก็จากนั้น เช็ดให้เรียบร้อย แล้วกราบลงที่เท้าทั้งสองท่าน พูดออกด้วยเสียงชัดเจนว่า ลูกขอขมา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คือ การกระทำใดๆที่ลูกเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี ทั้งกาย วาจา ใจ ที่ได้ประมาทล่วงเกินพ่อแม่ ทั้งในชาตินี้ และชาติใดๆก็ตาม รวมทั้งพ่อและแม่ทุกภพชาติ ขอได้โปรดยกโทษ อโหสิกรรม ให้อภัยด้วยเถิด ต่อไปนี้ จะขอตั้งใจเป็นคนดี

ทำแค่เนี้ยะ เอ้อ แค่เนี้ยะ ที่ผมต้องพูดกรอกหูคุณนายบางคนสามสี่รอบ ว่า ทำนะทำนะ ละคุณเธอก็ไม่ย้อมจะทำ หรือพูดกับนักธุรกิจหลายๆคนว่า ให้กลับไปทำ ตอนที่ท่านยังไม่ตายเนี่ยะ ก็ลังเล บอกว่าไม่เค้ยไม่เคยทำ

ทั้งๆที่ ได้ผลจริง ฟรีไม่เสียเงิน และไม่เสียเวลา เสียแรงอะไรมากด้วย

ตีนพ่อตีนแม่ นี่หละ แก้ดวงเสริมวาสนาได้ พ่อแม่ไม่ได้มีไว้ให้ รัก อย่างเดียว ที่ถูกคือ มีไว้ให้ รัก และเคารพ คือ รักแล้ว ต้องเคารพด้วย ประพฤติให้อยู่ในความเคารพ นอบน้อม

บางคนก็พูดยาก ฉันเข้าใจ หลายคนผมมองหน้ามองไปมองมา ผมก็บอกเขาว่า คุณนี้ มันจะให้ไปนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ไม่ได้เนาะ เพราะมันเหมือนโดนทิ้งมา เค้าก็ไม่เถียง ก็ทำสีหน้าพยักหน้ารับคำ งั้นเอาใหม่ คิดซะว่า รถคุณนี่ ราคาครึ่งล้านได้ แพงมาก ซื้อมาเป็นเครื่องมือหากิน โทรศัพท์มือถือด้วย แต่ว่า แขนคุณ ขาคุณ หูคุณ ปากคุณ พวกนี้ มันยิ่งกว่าเครื่องมือหากิน เพราะมันคือ ร่างกาย คือมันสมอง คือความคิด ไปหาซื้อสมองสักร้อยล้านเขาขายหรือไม่ ถ้าหาไม่ได้ แปลว่า มันแพงมากกว่านั้น

ใครให้คุณมารึ ร่างกายนี้

พ่อ แม่ ให้ สิ่งของ ที่มีค่าที่สุดชีวิต คือ ร่างกาย ตำราอินเดียว่า พ่อให้ธาตุดิน ผม ขน เล็บ ฟัน หนังฯ แม่ให้ธาตุน้ำ คือ เลือด เหงื่อ น้ำเหลืองฯ

ไม่ควรเอาของมีค่าที่สุดที่พ่อแม่ให้มา ไปทำร้าย หรือไปทำให้ท่านทุกข์ใจ

ก็คิดเสียว่า ท่านมีพระคุณมาก เพราะให้สิ่งที่เราไปหาที่ไหนไม่ได้ในโลกคือร่างกายเรา แล้วกราบขอขมาเสีย

มีบทเพลงนึงที่เด็กจีน ก็รวมผมด้วยนะหละ ต้องร้องได้ คือ ซื่อซ่างจื่อโหย่วมามาห่าว ฯ ชีวิตชาติภพนี้ดีที่สุดก็คือ แม่ของฉัน ฯ ลูกใดไร้แม่แลดูยามเล็ก ต่ำต้อยเรี่ยดินยิ่งกว่ากอหญ้าริมทาง แต่ลูกใดมีแม่อุ้มชูดูแล ชีวิตวาสนาจะยิ่งกว่าเพชรพราวรัตนมณีมีค่า

ก่อนชม กรุณามองกลับไปที่ภาพประกอบบทความ นานมาแล้ว มือนั้นคือ มือพ่อและแม่ นานมาแล้ว เท้านั้นคือ เท้าคุณนั้นหละ
www.youtube.com/watch?v=AklbQOAQ0Iw

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ดวงชะตา จอมเวทย์

ดวงจอมขมังเวทย์

 

ดวงชะตาจอมเวทย์

 

จอมเวทย์หรือพ่อมดแห่งเมอร์ลินไม่ได้มีแค่ในตำนาน แต่ยังคงมีผู้มีดวงชะตาสืบทอดตำนานเวทย์นั้นๆ ผ่านออกมาทาง ศิลปะที่ก้าวหน้าเกินสมัยบ้าง วิทยาการที่ก้าวหน้าเกินกว่าวัสดุศาสตร์ตอนนั้นจะรองรับได้บ้าง ตลอดจนแนวคิดหรือทฤษฎีนี่ยิ่งอ่านยิ่งพบว่า วิทยาศาสตร์ชักจะกลายเป็นปรัชญาเข้าไปเสียทุกที คือ จากที่จับต้องได้ กลายเป็นจับต้องอะไรไม่ได้เลย เช่นเดียวกับดวงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ สตีเว่น ฮอฟกิน

 

ดวงชะตาจอมเวทย์ หรือผู้รับสัมผัสทางธรรมชาติได้ดีและมีกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่เฉียบคม ต้องประกอบด้วย ทองซิง หรือ ทองหยิน เป็นองค์ประกอบสำคัญในดวงชะตา

 

ในขณะที่ทองหยางทำหน้าที่คล้ายเหล็กกล้า ทนทาน แข็งแกร่ง ทองหยินทำหน้าที่เหมือน ปรอท รับสัมผัสได้ไวมากกว่า เรียกว่า รู้ไวกว่าคนอื่น มาก มากจนคนพูดว่า ล่วงรู้อนาคตได้

 

หรือถ้าไม่โดดเด่นเป็น ทองหยิน จะเป็นทองหยางก็ได้ แต่ที่สำคัญในองค์ประกอบคือ ในดวงแถวปีต้องมีไฟ ปรากฎ และต้องเป็นไฟ ตัวเดียวในดวงเท่านั้นที่ไม่มีที่ใดซ้ำด้วย

 

ยกตัวอย่างดวงชะตา เซอร์ไอแซค นิวตัน

壬午 壬子 庚子 丙子

 

ธาตุประจำตัวคือทองหยาง ส่วนแถวปีมีไฟหยิน แถวยามอย่าไปนับเพราะมันอาจคาดเคลื่อนได้ ไม่มีสักกี่คนหรอกที่บันทึกยามเกิดแม่นยำ แต่ว่า ต่อให้เป็นยามที่ถูก ก็ไม่ทำให้ธาตุซ้ำกัน เพราะอันนึง ไฟหยิน อีกอัน ไฟหยาง

 

ไม่ก็ปรากฎเป็นไฟ และเจอทองที่ตำแหน่งแถวปี คือ สลับกันกับหลักการแรก เพียงแต่ดวงชะตาแบบนี้จะคิดได้รอบคอบ กว้างขวาง หรือ แตกขยายแนวคิด สร้างส่ิงต่างๆได้น้อยกว่าประเภทแรก เช่นดวงชะตา ไอสไตน์

 

已卯 丁卯 丙申 甲午

 

นอกจากนี้พวกได้อันดับรองลงมาคือ พวกที่ช่องหนึ่ง คือ กิ่งฟ้าแถวปี มีความโดดเด่นเหนือช่องทั้งปวง ซึ่งต้องมาดูกันอีกทีว่า โดดเด่นแล้วสร้างคุณประโยชน์ทางด้านใด และก็ลดหลั่นไปตามธาตุด้วย เช่น พวกที่ช่องหนึ่ง เด่นดวงมาก แต่เป็นธาตุดิน ก็สู้พวกที่เป็นทองไม่ได้ พวกที่เป็นทอง ก็สู้พวกที่เป็นไฟไม่ได้ ต่อให้จะอยู่ในช่องที่ถูกแล้ว แต่ถ้าธาตุในดวงคุณภาพไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน ความสามารถก็ไม่เท่ากัน

 

ดวงจีนไม่ได้สอนให้เราไปศึกษาเพื่อให้ทำชีวิตไปเลียนแบบใคร แต่สอนให้เรารู้จักเค้นเอาความสามารถตนเองออกมาใช้งานให้มากที่สุด เพื่อให้เสียเวลาน้อยที่สุด ประสบกับความสะดวกสบายและสมหวังที่เรียกว่า ความสำเร็จ แต่ไม่ได้ทุกครั้งเสมอไปนะ แค่โอกาสเจอมีมากกว่าเท่านั้น ในเมื่อยังเป็นคน ต้องได้รับเสวยผลกรรมดีและชั่วของตน จึงได้เกิดมานี้ ก็ย่อมได้รับความสุขบ้าง ทุกข์บาง สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง เป็นธรรมดา แต่ทำให้เกิดความก้าวหน้า ว่องไวในการตอบตัวเองว่า ความถนัดของฉันคืออะไร และสิ่งที่ถนัดนั้นเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งที่จะช่วยอำนวยสิ่งที่ฉันปรารถนาได้หรือไม่ หลายครั้งต่อให้ถนัดจริง แต่ไม่อำนวยก็มี เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่านสอนวิชาบริหารธุรกิจ ลูกศิษย์จบไปแล้วเปิดธุรกิจได้มากมาย แต่ตัวผู้สอนเอง ไปลงทุนทำการค้าทีไรก็ไปไม่รอดด้วย ก็มี

 

ดวงจีนสอนใจให้เราไปอิจฉาริษยาใคร เพราะเราจะมองว่าทุกคนมีหน้าที่ต่างๆกันไป เราจะไม่ไปมองว่าเค้ามาแย่งช่องหากินของเรา หรือมาทับทางเดินเรากระทั่งต้องไปให้ร้าย ว่าร้าย ทำร้าย ให้เกิดบาปกรรม แต่จะมุ่งหันกลับมามองตัวเองว่า จุดเด่นตัวเองมีตรงไหน บางทีที่เราสู้เขาไม่ได้ที่เรามองนั้น อาจเพราะว่า เรากำลังเป็นนกที่แข่งว่ายน้ำกับปลาก็ได้ ลองกลับมาบินบนฟ้าของเราโดยไม่ต้องสนปลาดู อาจจะได้ดีกว่า เป็นต้น

 

ทุกเรื่องมีเอฟเฟคเสมอ ทองที่มีไฟ หรือ ไฟที่มีทอง พวกนี้อุดมไปด้วยความอ่อนแอทางร่างกายผิดปกติคนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเป็นการรวมร่างกันของธาตุที่จับต้องแทบไม่ได้แต่ให้พลังงานสูงมากสองธาตุ ถ้ารู้แบบนี้เราจะไม่อิจฉาสักเท่าไหร่หากเราเห็นดวงใครเป็นเช่นนี้แล้วทำทีท่าว่า ฉลาดคิด เพราะถ้าไม่ป่วยเรื้อรัง ก็จะไม่สมประกอบทางกาย แต่ยังไงเสีย พวกนี้จะได้รับความคุ้มครองว่า ฆ่าไม่ตาย ดุจเห้งเจียที่โดนเตาหลอมของไท่ซ่างเหล่าจวิน คือ เขารับทุกขเวทนาทางกาย ทางใจ กระหน่ำชีวิตอย่างมากมายแล้ว หนังหนา กระดองแข็งแล้ว จะว่าอย่างนั้นก็ได้

 

เพราะฉะนั้น เข้าใจความหมายเสียใหม่ น้ำ อาจถูกดินดูดจนแห้งได้ แต่ไม่มีทองไหนที่โดนไฟรุมจนละลายได้ ต่อให้ปฏิกิริยาในดวงจีนจะเรียกว่า เค่อ เหมือนกัน ก็ตาม มะเส็ง และ จอ คือตัวพิสูจน์เรื่องนี้

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ความเจริญของอีกฝั่งซีกโลกในวิชาโหงวเฮ้ง

นรลักษณ์ โหงวเฮ้ง

หลังจากการค้นคว้ามาระยะหนึ่งแล้วในเรื่องวิชา นรลักษณ์ หรือ 相法 ทำให้ทราบว่า บางจุดของวิชานี้ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ อะนาโตมี่ด้วย 

ภาพนี้เป็นภาพที่ คนฝรั่งเศส วาดเอาไว้ ค.ศ.1748 ด้วยการผ่าพิสูจน์ พร้อมกับช่างวาดภาพวาดและลงสี ในซีกโลกหนึ่งที่ไม่รู้จักกับพระพุทธศาสนา คนเราก็พยายามค้นหาสาเหตุของความเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดจนความคิด นิสัย พฤติกรรม ผ่านสิ่งที่พอจะ แงะได้ ปาดได้ แหวกออกมาดูได้ 

อีกซีกโลกหนึ่ง ณ คศ. นั้น คือ ราว พศ 2291 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย สยามเรากลับไม่มีใครไปแงะไปค้นคว้าเรื่องนี้ ด้วยสิ่งที่น่าคิดสองประเด็นผ่านการที่เรารับพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมานาน คือ

พระคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลาย รวมทั้งพระไตรปิฎกก็ได้มีการอธิบายเรื่องอวัยวะตลอดจนการทำงานสำคัญเอาไว้ค่อนข้างละเอียด ต่อให้ไม่เจาะลึกทีละชิ้นๆเช่นฝรั่งทำก็ตาม และเรามี อสุภกรรมฐานกันอยู่แล้ว การไปมองดูศพของบ้านเราที่เน่าเปื่อยผุพังไปนั้น เลยไม่ใช่เรื่องลึกลับต้องแอบทำเหมือนซีกโลกนึงที่ให้รักษาร่างลงหลุมรอการเกิดใหม่

อีกอย่างคือ เราไปเน้นเรื่อง จิต มากกว่า กาย การพัฒนาการทางจิตของเราสูงมากจนผ่านออกมาในงานจิตรกรรมต่างๆ ปรากฎภาพสัตว์หิมพานต์บ้าง เทวดาบ้าง หรืออมนุษย์ตามตำนานต่างๆ ปรากฎภาพทั้งนรก สวรรค์ ละเอียดละออ เทียบได้ว่า ฝรั่งละเอียดเรื่องร่างกายแค่ไหน สยามเราละเอียดละออเรื่องนรกสวรรค์มาก เผลอๆคือ มากกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นคำบรรยายในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา หรือ อย่างที่อธิบายในไตรภูมิพระร่วง ตอนนึงว่า

บรรดาสัตว์ที่เกิดในโลกมนุษย์นี้มีการเกิดด้วยกำเนิดทั้ง ๔ ประเภท กำเนิดในครรภ์มีมากกว่ากำเนิดประเภทอื่น การกำเนิด ๓ ประเภทมีปรากฏเป็นบางครั้งเท่านั้น การกำเนิดในครรภ์ของคนทั้งหลายมีดังนี้ หญิงสาวทั้งหลายที่ควรจะมีบุตร บริเวณใต้ท้องน้อยภายในที่จะมีผู้มาเกิดนั้นจะมีก้อนเลือดทารกก้อนหนึ่ง แดงอย่างลูกผักปลัง เมื่อหญิงนั้นถึงระดูรอบเดือน และมีระดูไหลออกจากท้องแล้ว ต่อจากนั้นไปอีก ๗ วัน จึงนับได้ว่ามีครรภ์ ต่อจากนั้นระดูจะไม่ไหลอีกเลย หญิงยังไม่แก่ชรา อาจมีบุตรได้ทุกคน หญิงที่ไม่มีบุตรเป็นเพราะบาปกรรมของผู้มาเกิด ทำให้เกิดเป็นลมในครรภ์ ลมนั้นพัดถูกสัตว์ที่มาเกิดในครรภ์ทำให้แท้งตายไป บางครั้งมีตัวตืด พยาธิ ไส้เดือน ในครรภ์ ซึ่งกินสัตว์ผู้มาเกิด ทำให้หญิงนั้นไม่มีบุตร

สัตว์เกิดในครรภ์นั้น แรกทีเดียวมีขนาดเล็กมากเรียกว่า “กลละ” ซึ่งมีขนาดเหมือนนำผมของมนุษย์มาผ่าออกเป็น ๘ ซีก แต่ละซีกมีขนาดเท่ากับผมของมนุษย์ในอุตตรกุรุทวีป เมื่อนำเส้นผมของมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีปเส้นหนึ่งมาชุบน้ำมันงาอันใสงามมาสลัด ๗ ครั้งแล้วถือไว้ น้ำมันที่ไหลย้อยลงปลายเส้นผมยังใหญ่กว่ากลละนั้น หรือเทียบเหมือนขนของเนื้อทรายชื่อ อุณาโลม ที่อยู่เชิงเขาหิมพานต์ เส้นขนของเนื้อทรายนั้นเล็กกว่าเส้นผมชาวอุตตรกุรุทวีป เมื่อนำขนทรายอุณาโลมเส้นหนึ่งชุบน้ำมันงาที่ใสสะอาดงาม สลัดทิ้ง ๗ ครั้งแล้วถือไว้ น้ำมันที่หยดลงที่ปลายขนทรายนั้นจึงจะมีขนาดเท่ากลละนั้น

กลละนั้นใสงามราวกับน้ำมันงาที่ตักใหม่ งามดังน้ำมันเปรียงใหม่ ต่อจากนั้นจึงมีธาตุลม ๕ อย่าง ก่อตัวขึ้นพร้อมกันอยู่ในกลละนั้น

เมื่อแรกเกิดเป็นกลละนั้นมีรูป ๘ รูป ได้แก่ รูปดิน รูปน้ำ รูปไฟ รูปลม รูปกายประสาท รูปหญิงหรือชาย รูปหัวใจ และชีวิตรูป (คือสิ่งที่ทำให้มีธาตุยืนอยู่ได้) ในบรรดารูปทั้งหมดนี้ เกิดมีชีวิต ๓ รูปก่อน ๓ รูปนี้ คือรูปใดบ้าง คือรูปกาย รูปหญิงหรือชาย และรูปหัวใจ รูปทั้งสามมีบริวารรูปละ ๙ องค์ ได้แก่รูปใดบ้าง ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา ถ้าเป็นบริวารของรูปกาย เมื่อรวมกับรูปกายจะรวมเป็น๙ ถ้าเป็นบริวารของรูปหญิงหรือชาย เมื่อรวมกับรูปหญิงหรือชายจะรวมเป็น ๙ และถ้าเป็นบริวารของรูปหัวใจเมื่อรวมกับรูปหัวใจจะรวมเป็น ๙ กลุ่มองค์ ๙ ทั้ง ๓ กลุ่มนี้ รวมกับชีวิตรูปจะได้กลุ่มรูป ๑๐ จำนวน ๓ กลุ่ม เกิดมีขึ้นพร้อมกันตั้งแต่แรกมีการเกิดในครรภ์

บรรดาสัตว์ที่เกิดในครรภ์มารดา แรกทีเดียวมีขนาดดังกล่าวแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น รวม ๔ รูปนี้จึงเกิดเป็นลำดับต่อมา รูปเหล่านี้เกิดจากกรรม ต้องปฏิสนธิจึงเกิด (ต่อจากนั้นเกิดรูปอาหาร ต้องมีอาหารที่แม่กินจึงเกิด เกิดหลังจากเกิดรูป ๒ กลุ่ม ดังกล่าวแล้ว) เมื่อเกิดรูปใจซึ่งอาศัยจิตดวงที่ ๒ มาเกิด จะเกิดรูป ๘ รูป ชื่อ “กลุ่มรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน”[๑] เมื่อเกิดรูปซึ่งเกิดจากฤดู เป็นรูปซึ่งอาศัยการดำรงอยู่ จะเกิดรูป ๘ รูปขึ้น ชื่อ “กลุ่มรูปที่มีฤดูเป็นสมุฏฐาน” เมื่อเกิดรูปอาหารซึ่งอาศัยโอชารสที่มารดากินข้าวน้ำนั้น จะเกิดรูป ๘ รูป ชื่อ “กลุ่มรูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน”

รูปที่จะเกิดเป็นชายก็ดี หญิงก็ดี เกิดตั้งแต่แรกเป็นกลละ แล้วโตขึ้นวันละเล็กละน้อย ครั้นถึง ๗ วัน เป็นดังน้ำล้างเนื้อเรียกว่า “อัมพุทะ” อัมพุทะโตขึ้นทุกวัน เมื่อถึง ๗ วัน ข้นดังตะกั่วเชื่อมอยู่ในหม้อเรียกว่า “เปสิ” เปสินั้นโตขึ้นทุกวัน เมื่อถึง ๗ วัน แข็งเป็นก้อนเหมือนไข่ไก่ เรียกว่า “ฆนะ” ฆนะนั้นโตขึ้นทุกวัน เมื่อถึง ๗ วัน เป็นตุ่มออกได้ ๕ แห่งเหมือนหูดเรียกว่า “ปัญจสาขา” หูดนั้นเป็นมือ ๒ ข้าง เป็นเท้า ๒ ข้าง เป็นศีรษะอันหนึ่ง ต่อจากนั้นไปโตขึ้นทุกวัน เมื่อถึง ๗ วัน เป็นฝ่ามือ เป็นนิ้วมือ ต่อจากนั้นไปเมื่อถึง ๗ วัน ครบ ๔๒ วัน จึงเป็นผม เป็นขน เป็นเล็บมือ เล็บเท้า ครบอวัยวะเป็นมนุษย์ทุกประการ

รูปของสัตว์เกิดในครรภ์มี ๑๘๔ รูป คือ ส่วนกลาง (ตั้งแต่คอถึงสะดือ) มี ๕๐ รูป รูปส่วนบน (ตั้งแต่คอถึงศีรษะ) มี ๘๔ รูป รูปส่วนเบื้องต่ำ (ตั้งแต่สะดือถึงฝ่าเท้า) มี ๕๐ รูป สัตว์เกิดในครรภ์นั่งอยู่กลางท้องมารดาหันหลังมาติดหนังท้องมารดา อาหารที่มารดารับประทานเข้าไปก่อน จะอยู่ใต้สัตว์เกิดในครรภ์ ส่วนอาหารที่มารดารับประทานเข้าไปใหม่ จะอยู่บนสัตว์เกิดในครรภ์ สัตว์เกิดในครรภ์มีความลำบากอย่างยิ่ง น่าเกลียด น่าเบื่อหน่ายเหลือประมาณ ทั้งชื้นสกปรกมีกลิ่นเหม็น ตัวตืดและพยาธิไส้เดือน ๘๐ ตระกูลที่อาศัยปนกันอยู่ในท้องมารดา ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะในท้องมารดานั้น ท้องมารดาของสัตว์ที่เกิดในครรภ์เป็นที่คลอดลูก เป็นที่เกิด เป็นที่แก่ เป็นที่ตาย เป็นป่าช้าของพยาธิเหล่านั้น เหล่าตัวตืดและพยาธิไส้เดือนเหล่านั้นได้ชอนไชสัตว์เกิดในครรภ์นั้นเหมือนหนอนที่อยู่ในปลาเน่า และในอาจมนั้น สายสะดือของสัตว์เกิดในครรภ์กลวงดังสายบัวอุบล ปากสะดือกลวงขึ้นไปเบื้องบนติดหลังท้องมารดา ข้าว น้ำ อาหาร และโอชารสที่มารดากินเข้าไป เป็นน้ำชุ่มซึมเข้าไปตามสายสะดือในท้องสัตว์ที่เกิดในครรภ์ทีละน้อย ๆ สัตว์ที่เกิดในครรภ์ได้กินอาหารดังกล่าวทุกวัน ทุกเช้าเย็น อาหารเข้าไปอยู่เหนือศีรษะทับศีรษะสัตว์เกิดนั้น สัตว์เกิดนั้นได้รับทุกข์มากนัก สัตว์เกิดนั้นจะอยู่เหนืออาหารที่มารดากินเข้าไปก่อน เบื้องหลังสัตว์นั้นติดกับหนังท้องมารดา นั่งยอง ๆ อยู่ กำมือทั้ง ๒ ไว้ที่หัวเข่า คู้หัวเข่าทั้งสอง เอาศีรษะไว้เหนือหัวเข่า ขณะนั่งอยู่เลือดและน้ำเหลืองหยดลงเต็มตัวทีละหยดทุกเมื่อ เหมือนลิงเมื่อฝนตกนั่งกำมือซบเซาอยู่ในโพรงไม้นั้น ในท้องมารดานั้นร้อนรุมนักหนา ดุจดังคนเอาใบตองไปจุดไฟเผาและต้มน้ำในหม้อ อาหารทุกสิ่งที่มารดากินเข้าไปถูกเผาไหม้และย่อย ส่วนสัตว์ที่เกิดขึ้นในครรภ์ ไฟธาตุไม่ไหม้ เพราะบุญของสัตว์ที่เกิดในครรภ์จะเกิดเป็นมนุษย์ จะไม่ไหม้และไม่ตายเพราะเหตุนั้น อนึ่ง สัตว์ที่เกิดในครรภ์ไม่หายใจเข้าหายใจออกเลย ไม่ได้เหยียดมือและเท้าออกเช่นเราท่านทั้งหลายนี้แม้แต่ครั้งเดียว ต้องเจ็บปวดตนเหมือนถูกขังไว้ในไหที่คับแคบมาก คับแค้นใจและเดือดร้อนใจอย่างยิ่ง ไม่ได้เหยียดมือและเท้าออกเหมือนถูกขังในที่แคบ เมื่อมารดาเดินก็ดี นอนก็ดี ลุกขึ้นก็ดี สัตว์ที่เกิดในครรภ์จะเจ็บปวดประหนึ่งว่าจะตาย เหมือนลูกเนื้อทรายคลอดใหม่ตกอยู่ในมือคนเมาเหล้า ถ้าไม่เช่นนั้นก็เป็นเหมือนดังลูกงูที่หมอเอาไปเล่น นับได้ว่าความทุกข์ลำบากใจนักหนา ไม่ได้ลำบากเพียง ๒ วัน ๓ วัน แล้วพ้นความลำบาก ต้องอยู่ยากลำบาก ๗ เดือน บางคราว ๘ เดือน บางคราว ๙ เดือน บางคราว ๑๐ เดือน บางคน ๑๑ เดือน บางคนครบหนึ่งปีจึงคลอดก็มี

ผู้ที่อยู่ในท้องมารดาได้ ๖ เดือน และคลอดออกมา ไม่อาจจะมีชีวิตอยู่ได้ ผู้ที่อยู่ในท้องมารดา ๗ เดือน คลอดออกมา แม้ว่าจะเลี้ยงเป็นคนได้ก็ไม่ได้เติบโตกล้าแข็ง ทนแดดทนฝนไม่ได้ ผู้ที่จากนรกมาเกิด เมื่อคลอดออกมาตัวร้อน เมื่อสัตว์นั้นอยู่ในท้องมารดาจะเดือดร้อนใจและหิวกระหาย เนื้อมารดานั้นก็พลอยร้อนไปด้วย ผู้ที่จากสวรรค์ลงมาเกิดเมื่อจะคลอดออก เนื้อตนสัตว์ที่เกิดนั้นเย็น เย็นกาย เย็นใจ เมื่ออยู่ในท้องมารดาก็อยู่เย็นเป็นสุขสำราญบานใจ เนื้อกายมารดาก็เย็นด้วย เมื่อถึงเวลาจะคลอด จะมีลมในท้องมารดาพัดผันตนสัตว์ที่เกิดให้ขึ้นเบื้องบน ให้ศีรษะลงเบื้องต่ำสู่ที่จะคลอด เหมือนเหล่าสัตว์นรกถูกยมบาลจับเท้า หย่อนศีรษะลงในขุมนรกที่ลึกร้อยวา สัตว์ที่เกิดนั้นเมื่อจะคลอดออกมาจากท้องมารดา ออกมายังไม่ทันหลุดพ้น ตัวจะเย็นเจ็บปวดยิ่งนัก ประดุจดังช้างสารที่คนชักเข็นออกจากประตูขนาดเล็กและคับแคบ ออกยากลำบากยิ่งนัก หรือเปรียบเหมือนดังสัตว์นรกถูกภูเขาคังไคยหีบบดขยี้นั่นเอง ครั้นคลอดออกจากท้องมารดาแล้ว ลมในท้องของสัตว์ที่เกิดนั้นจะพัดออกก่อนลมภายนอกจึงพัดเข้า เมื่อพัดเข้าถึงลิ้นสัตว์ที่เกิดจึงหยุด เมื่อออกจากท้องมารดาแล้ว นับแต่นั้นไป สัตว์ที่เกิดจึงรู้จักหายใจเข้าออก ถ้าสัตว์ที่เกิดมาแต่นรกหรือมาจากเปรตจะคิดถึงความทุกข์ลำบาก เมื่อคลอดออกมาจะร้องไห้ ถ้าสัตว์ที่เกิดมาแต่สวรรค์ เมื่อคิดถึงความสุขในหนหลัง ครั้นคลอดออกมาแล้วจะหัวเราะก่อน แต่มนุษย์ผู้อยู่ในโลกนี้หรือในจักรวาลอื่น ๆ เมื่อแรกเกิดในครรภ์มารดาก็ดี ระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาก็ดี เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาก็ดีในกาลทั้ง ๓ นี้ จะหลงลืมไม่รู้ตัวในสิ่งใดสิ่งหนึ่งแม้แต่สิ่งเดียวเลย

ผู้จะมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี เป็นพระอรหันตขีณาสพก็ดี และเป็นพระอัครสาวกก็ดี เมื่อแรกมาเกิดในครรภ์มารดาก็ดี ระหว่างอยู่ในครรภ์มารดาก็ดี ทั้ง ๒ ระยะย่อมไม่หลง และคำนึงรู้อยู่ทุกสิ่ง เมื่อจะคลอดจากครรภ์มารดา ถูกลมกรรมชวาต คือ ลมเบ่งพัดผันให้ศีรษะลงสู่ที่คลอดซึ่งเบียดตัวแอ่นยันมาสู่ที่จะคลอด ได้รับความเจ็บปวดตนลำบากนักดังกล่าวมาแต่ก่อน และพลิกศีรษะลงโดยไม่รู้สึกตัว ไม่เหมือนผู้จะมาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือผู้จะมาเกิดเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า จะรู้สึกตน ไม่ลืมตน ในเวลาทั้ง ๒ นี้ คือเมื่อแรกเกิดในครรภ์มารดาและระหว่างอยู่ในครรภ์มารดา แต่เมื่อจะคลอดจากครรภ์มารดาจะหลงเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย ส่วนมนุษย์ทั้งหลายนี้จะหลงลืมทั้ง ๓ กาล ฉะนั้นควรเบื่อหน่ายสงสารนี้

พระโพธิสัตว์ในชาติที่จะลงมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อแรกกำเนิดก็ดี ระหว่างอยู่ในพระครรภ์พระมารดาก็ดี และขณะจะประสูติจากพระครรภ์พระมารดาก็ดี จะไม่หลงลืมแม้ครั้งเดียว จะระลึกรู้ทุกประการ เมื่อพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระครรภ์พระมารดา จะไม่เหมือนมนุษย์ทั้งหลาย เบื้องหลังพระโพธิสัตว์ติดกับหลังพระครรภ์พระมารดา ประทับนั่งสมาธิ ดังนักปราชญ์ผู้สง่างามนั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ มีพระวรกายเรืองงามดังทอง เห็นแสงรังรองเหมือนกับจะเสด็จออกมาภายนอกพระครรภ์ พระมารดาพระโพธิสัตว์ก็ดี มนุษย์อื่น ๆ ก็ดี จะเห็นพระโพธิสัตว์รุ่งเรืองงามดังเอาไหมแดงมาร้อยแก้วขาวฉะนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์จะเสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา ลมอันเป็นบุญมิได้พัดผันพระเศียรลงเบื้องต่ำ และพัดพระบาทขึ้นเบื้องบนเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเหยียดพระบาทออก และเมื่อจะเสด็จออกจากพระครรภ์จะทรงลุกขึ้นแล้วจึงเสด็จออกจากพระครรภ์พระมารดา อนึ่ง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมนุษย์ในหลาย ๆ ชาติ จะเป็นประดุจครั้งเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้าย ซึ่งได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านี้ ไม่เคยมีในชาติก่อน ๆ ที่ล่วงมาแล้ว มีสภาพเป็นปกติธรรมดาเหมือนคนทั้งหลายทั้งปวง เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดาก็ดี เมื่อประสูติก็ดีจะเกิดแผ่นดินไหวทั่วหมื่นจักรวาล น้ำอันรองแผ่นดินก็ไหว น้ำในมหาสมุทรเกิดคลื่นฟูมฟอง ภูเขาพระสุเมรุก็หวั่นไหวด้วยบุญญาธิการของพระโพธิสัตว์ พระผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น

มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ก็ดี พระโพธิสัตว์ก็ดี สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดิ ครั้นคลอดออกจากท้องของมารดาแล้ว จะได้ดูดกินโลหิตในอกมารดาที่กลายมาเป็นน้ำนมไหลออกจากอกมารดาด้วยความรักลูกนั้น สิ่งนี้เป็นธรรมดาวิสัยของโลกทั้งหลาย

มนุษย์ทั้งหลายเจริญวัยโดยลำดับโดยอาศัยบิดามารดา เมื่อบิดามารดาพูดภาษาใด ๆ ก็ดี บุตรธิดาได้ยินบิดามารดาพูดภาษานั้น ๆ ก็จะพูดภาษานั้น ๆ ตามบิดามารดา ถ้าบุตรธิดาเจริญเติบโตใหญ่กล้าแข็งแรงไม่รู้ภาษาใด ๆ เลย บุตรธิดาก็จะพูดภาษาบาลีตามที่ท่านว่าไว้ เมื่ออายุ ๑๖ ปี จึงหย่านม

เลยได้ความว่า ฝรั่งเขามาวาด มาแหวก มาแงะ มาศึกษาสิ่งที่สยามเรามีความรู้มานานหลายร้อยปีแล้ว เพราะไตรภูมิพระร่วงมีมาแต่ก่อนสมัยอยุธยาแล้ว เราไปค้นพบอณูเล็กที่สุดที่ประกอบเป็นร่างกายคนได้ว่าคือ

ดิน น้ำ ลม ไฟ สี่ธาตุ เท่านั้นเอง โดยที่ตอนนี้ ฝรั่งเองยังหาไม่เจอ

เราค้นพบว่า ชีวิตคนเรา ประกอบด้วยขันธ์ห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือย่อๆว่า ร่างกาย ความรู้สึก นึก คิด จิตใจ ห้าอันรวมกัน ซึ่งฝรั่งก็ยังไม่ลงหลักปักใจเชื่อเรื่องนี้ น่าตลกที่หนทางในการจะไปรู้สิ่งเหล่านี้ได้ด้วย การมี ทาน ศีล ภาวนา และต้องเป็นไปเพื่อวิปัสสนาญาณ คือ สละ ลด ละ ไม่ยึดถือ ถึงจะไปพบ ไปเจอได้ โอ้หนอ สิ่งที่ฝรั่งค้นคว้า กลับไปในแนวทางที่ ตาต้องได้เห็น หูต้องได้ยิน ปรากฎเป็นภาพออกมาได้ คนต้องรู้ร่วมกันได้ทุกๆคนไม่ว่าคนนั้นจะ กิเลสหนาปัญญาหยาบ หรือ จะเป็นคนฉลาดต้องเข้าถึงได้หมด 

มันคือข้อดีที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลทางฝรั่งนั้นที่เขา แหวกออกมา ทำการทดลองด้วยศพก็ดี ร่างกายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ดี แต่รู้ตัวอีกทีอาจมาพบตัวเอง ณ จุดแก่มากๆแล้วว่า จะไปอย่างไรต่อละทีนี้ เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน คงเวียนเข้ามาถามอีกรอบเป็นแน่

โหงวเฮ้งหลายจุด เป็นจุดเชื่อมประสาน หรือ กระดูกมาเชื่อมกัน หรือ เส้นประสาทมากระจุกตัวที่นั้นมาก หรือ ส่วนกระโหลกยื่นออกมา ณ ส่วนนั้นมาก และเป็นจุดลมปราณที่เรียกว่า 穴 เรามาศึกษาแล้วเราอาจเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ว่านี้ไม่ใช่วิชางมงายแต่ประการใด เป็นวิทยาศาสตร์แบบโบราณที่คนโบราณพบ และค้นคว้า จนปล่อยวางมานานแล้ว แลดูว่า วิชาที่ถ่ายทอดกับต้นทางที่ทำให้เกิดเหตุค้นคว้านี้ ช่างไกลกันเหลือเกิน อาทิเช่น

ผู้มีดวงตาที่หนังตาหุ้มรอบตาเยอะจะเป็นคนมีสมาธิ และช่างสังเกตมาก หากเรามาตีความจะพบว่า ความสามารถในการกลอกลูกตาได้เหมือนคนปกติแต่มีหนังหุ้มตาปรกมากกว่าคนทั่วไป ทำให้การจดจ่อทำได้ง่าย คือ มองไม่เห็นในมุมอับของสายตาที่คนปกติเขามองเห็นได้ เปรียบเทียบเหมือน ตาคนที่มองมุมกว้างได้ไม่เท่ากับ ตาปลา ตาปลาสามารถมองตรงหน้าแต่ภาพที่ปรากฎนั้นเห็นกว้างไปถึงค่อนหลังปลาได้ ความวอกแวกที่ไหนจะเกิด 

เราจะได้มองคนใหม่ว่า คนนี้ นิสัยใจคอแบบนี้ ก็เพราะ ร่างกายเขาด้วย เป็นเหตุหนึ่ง ที่ส่งเสริม หรือ บั่นทอน ทำให้เกิดนิสัยนั้นๆออกมา เราจะไม่มองคนว่า นายคนนี้ ชั่วช้าตลอดกาลนาน หรือ สตรีท่านนี้ช่างดีเลิศจริงๆ เราจะมองเป็นแค่การทำงานร่วมกันของ อวัยวะ ร่างกาย ความรู้สึก นึก คิด จิตใจ เท่านั้นเอง

ผมเห็นด้วยที่ทั้ง ไอสไตน์ และ สตีเว่น ฮอฟกิน ไม่ได้ศรัทธาในพระเจ้า หรือการต้องมาปลุกชีพให้เกิดใหม่ เพราะทั้งสองท่านล้วนเชี่ยวชาญเรื่อง กาลเวลา มากนัก เสนอทฤษฎีต่างๆที่จะพยายามพิสูจน์เรื่อง ชีวิต และกาลเวลาให้เป็นวิทยาศาสตร์ และยืนยันกันมาว่า ชีวิตคนปัจจุบันกำลังก้าวไปสู่สิ่งถอยหลัง แต่อธิบายไม่ออกว่า ถอยหลังไปไหน และเพราะอะไร คำตอบก็คือ 

ทั้งการแพทย์ การศึกษา ของโลก หรือ เฉพาะสยามเอง กำลังมุ่งไปที่กายภาพ ปฏิเสธว่า ปรากฎการณ์ทางจิต การทำนายทายทัก การล่วงรู้อนาคต การล่วงรู้ใจคน เป็นสิ่งที่งมงาย เพราะถ้าจริงตัวเองต้องเห็นด้วยได้ นี้เป็นการพอกพูน อัตตาตัวตน โดยไม่รู้ตัวว่า คุณเห็น ถ้ามันจริง ผมก็ต้องเห็นได้ด้วย ทำให้ประมาทไม่มาพิจารณาเรื่อง กรรม ว่า คนเราทำกรรมมาต่างกัน บำเพ็ญมาต่างกัน คุณภาพจิตก็ต่างกัน พาลให้ไปลังเลสงสัยถึงขั้นกล่าวหาพระไตรปิฎกว่า บางส่วนไม่ใช่คำพระตถาคตเจ้า อาจเพราะเขาไม่เห็นเทวดากระมัง

พระไตรปิฎกเป็น หนังสือสารานุกรมชีวิต ที่ค่อนข้างแฟนตาซีมากนะผมว่า มีทั้งคน เทวดา มาร พรหม เปรต นรก สวรรค์ มีหมดเลยครับ บางพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าคุยกับเทวดาเสียด้วยซ้ำ เรื่องฤทธิ์ทั้งหลายก็ปรากฎมีเป็นอันมากในพระไตรปิฎก 

มันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ความเป็นอารยะทางวิชาการของสยามประเทศที่ถูกตราหน้าว่า ศาสตร์งมงาย จะได้ถูกฟื้นคืนมา ทำไมคุณไม่คิดว่า ซีกโลกกระโน้นเกรงกลัวในอานุภาพทางจิตของสยามเรา ไม่ว่าจะเป็น ฤทธิ์ ไสย หรือ โหรฯ ตลอดจนการแพทย์แผนไทย จึ่งได้พยายามตีตราว่า งมงาย เชื่อไม่ได้ 

การอ่านพระไตรปิฎกคุณต้องอ่านอย่างมีปัญญาว่า พระพุทธเจ้าสอนคนต่างๆกันไป บางทีสอนคนมีฤทธิ์มาก ยึดติด ท่านก็จะมุ่งหมายให้สละ ละ วาง แต่บางที ทั้งอัครสาวกเอง หรือพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงฤทธิ์ เพื่อสั่งสอนธรรมเช่นเดียวกัน คุณต้องมองตัวเองให้ออก ว่าตัวเองเป็นคนประเภทไหน บุญกุศลสั่งสมมาทางไหน การเรียนวิชาพวกนี้ ถ้ามีปัญญามันทำให้ ปลงโลก และย้อนกลับมามองตัวเองทุกครั้งนะ ว่า ชีวิต ต้องการอะไร เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน สามคำถามนี้ ถามกันมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลครับ

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

Related Posts

โหราศาสตร์จีน บอกถึงความสุข และช่วยให้ชีวิตพบความสุขได้จริง ด้วยกลไกอะไร

สอนโหราศาสตร์จีน

 

โหราศาสตร์จีน บอกถึงความสุข และช่วยให้ชีวิตพบความสุขได้จริง ด้วยกลไกอะไร
……………………………………………………………………………..
        ไม่ว่าจะเรียนด้วยเส้นทางสายไหนในดวงจีน คือ สายใช้จับซิ้ง หรือ สายไม่ใช้จับซิ้ง ก็ตาม 

        ไม่เคยมีสูตรสำเร็จในดวงชะตา หรือในผังดวงที่บอกความสุขของคนเราได้ จับซื้งตัวไหนหละ ที่บอกถึงความสุข หากพบตัวนี้มาก ย่อมมีความสุข มีหรือไม่ แม้นกระทั่งสายไม่ใช้จับซิ้ง ช่องไหนในดวงชะตาหละ ที่บอกว่า คือความสุข แม้นแต่ช่องสอง หรือ ก้านดินเสาปี ก็ยังไม่ใช่ความสุขเสมอไป เพราะไปลงช่องนี้แล้วมันไม่สุขใจ เช่น วัดคือช่องสอง ไปวัดไม่เห็นจะทำให้คนนี้มีความสุขได้ แม่คือช่องสอง แม่ช่างใจร้ายกับคนนี้เหลือเกิดไม่อาจมีสุขได้ ครูคือช่องสอง ครูบางคนก็ทำให้เรียนอย่างมีสุข แต่ทำไมเรียนกับบางคนทุกข์เหลือเกิน 

        เพราะอะไร ความสุข หรือ ความทุกข์ หรือ เฉยๆ เป็นเวทนาขันธ์ เกิดจากการ กระทบ ตามพระพุทธธรรมเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท คือ เพราะมี ผัสสะ และ สฬายตนะ คือ การกระทบของ อายตนะภายนอกกับภายใน เช่น การกระทบของ เสียง กับ หู ทำให้ได้ยิน สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิด 

ผัสสะ ปัจจะยา เวทนา

ก็ต้องย้อนกลับมามองที่ ดวงชะตา หรือ ผังดวงของแต่ละคน 

ว่า ณ ขณะนั้น เราไปกระทบกับ เหตุการณ์ใด หรือ กระทบกับใคร มีทางเลือกให้สองทาง

คือ กระทบแต่ไม่รับ หมายความว่า มองเห็นว่า เวทนาก็ไม่เที่ยง ทุกข์เกิด เดียวก็เปลี่ยน ไม่มีใครร้องไห้ได้ตลอดสามวันสามคืนแบบไม่มีพักเหนื่อย หายใจ และไม่มีใครฉีกมุมปากยิ้มได้ทั้งชั่วโมง คงเมื่อยปากต้องเอาลงบ้าง ดังนี้ ความสุข หรือ ทุกข์นั้น ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงก็ยืดถือไม่ได้ นี้เป็นทางที่ฝึกฝนแล้ว ทำบ่อยๆแล้ว ทำให้พบความสุขยิ่งๆขึ้นไป และตลอดไปได้

ทางที่สอง
การเลือกไปกระทบ หมายความว่า เลือก เวลา เลือก สถานที่ และเลือก คน วิชาโหราศาสตร์จีนช่วยเหลือให้คนไม่มี ญาณหยั่งรู้ใจคน หรือ ไม่มีญาณเห็นอนาคตได้ สามารถ คำนวน เลือก เวลา สถานที่ และคน(เช่นในสำนักงานนั้น มีพนักงานต้อนรับหลายคน คุยกับใครดีหละที่เขาจะยินดีบริการให้ข้อมูลเราแจ่มแจ้ง) แต่ว่า อย่าได้ไปเชื่อ แม้จะคำนวนได้ แม้จะญาณหยั่งรู้ได้ พวกนี้อาจเกิด จิตปรุงแต่งเอง จนเพี้ยนได้หมดทั้งนั้น ขอเพียงแค่ส่วนใหญ่พอทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น คือ ได้ผลหนะว่าง่ายๆ เจอที่ดี มากกว่าที่ไม่ดี ก็ถือว่าใช้ได้ละ แต่อย่าไปยึดว่า เมื่อคำนวนแล้วแม่น ต้องแม่นตลอดไป หรือไปนั่งสมาธิและเห็นนิมิตได้ยินเสียง มันจะเป็นจริงดังนั้นเสมอไป 
ให้ศึกษา โหราศาสตร์จีน เพื่อ เลือก เวลา สถานที่ (สองสิ่งนี้รวมเรียกว่า เหตุการณ์ในชีวิต) และเลือก คน หรือสัตว์ใดๆ ในการไป พบ ไปเจอ แต่อย่าไปคาดคั้นว่า มันต้องแม่น ต้องดีแน่ๆ เหมือนเราเลือกเสื้อ
เรามีสิทธิเลือกเสื้อแพงๆ ดีๆ เนื้อผ้าดีๆ มันย่อมกันหนาวได้ กันร้อนได้ กันสิ่งสกปรกได้ ปกปิดร่างกายได้ แต่จะให้มันใส่แล้ว หล่อเลย ใส่แล้ว สวยเลย มันไม่แน่หรอก คนนึงใส่ละดูดี เราไปซื้อตัวนั้นมาใส่ อาจจะไม่ดูดีเท่าเขา (เท่า ดารา นักแสดงคนนั้นใส่ก็ได้) และแม้แต่ ดารา เอง เขาใส่ตอนวัยรุ่น กับ ดาราเอาชุดเดิมมาใส่ตอน อายุ หกสิบปี แก่แล้ว หน้าเหี่ยวแล้ว มันยังจะ หล่อ อยู่หรือไม่
ถ้าเราเลือกไม่ได้ที่จะเจอคน คือ ตำแหน่งนี้มีแต่คนนี้ หรือนายคนนี้คือ เจ้าของกิจการ ก็ให้เราเลือก เวลา หรือ เลือกสถานที่ที่จะไปเจอ เผื่อจะได้ไม่เจอในช่วงที่เขากำลังยุ่ง กำลังอารมณ์เสียกับลูกน้อง และเจอเขาในตอนที่เบิกบาน เปิดใจรับงานที่เราจะเอาไปเสนอ เป็นต้น แต่มันยากนะ ที่คนไม่เคยฝึกนั่งสมาธิกรรมฐานจะทำมันได้ เพราะลำพังแค่ให้หลับตาไม่กี่นาทียังบอกทำไม่ได้ ครั้นจะให้ไปห้ามใจว่า เช้านี้อย่าเพิ่งไปเจอคนนี้ ไปเจอซะตอนบ่าย จะมีสักกี่คนที่ทำได้ ตรงนี้ โหราศาสตร์จีนช่วยให้ท่านมีความ อดกลั้น ไม่ได้ ท่านต้องปฏิบัติธรรม 
ในทางกลับกัน หากท่านปฏิบัติธรรมอยู่ โหราศาสตร์จีนแทบไม่มีความจำเป็นเลย เพราะผู้มีธรรม ย่อมรู้ กาล รู้ เทศะ และรู้จักการวางตน กอปรกับความมีเมตตาจิต ย่อมทำให้คนรักใคร มีเมตตาต่อเราได้โดยง่าย ไม่จำต้องมานั่งคำนวนดวงชะตาใดๆ 
แต่ผมขอบอกว่า ผมมีธรรมะได้ เพราะผมเคยขายพระเครื่อง เคยใช้เวทย์มนต์คาถานะ ถ้าใครติดตามก็เห็น จะให้ผมเขียนอักขระโบราณอะไรก็ได้ ไปทำพิธีอะไรบ้านใครบางทีผมก็สวดคาถาแปลกๆออกมา
แต่ผมขอบอกว่า ผมมีธรรมะได้ เพราะศึกษาโหราศาสตร์จีนนะ มันทำให้เรามาเห็นว่า อ้อ ชีวิตมันก็เท่านี้เอง มันเลือกได้นี่ ว่าจะเอาดี เอาชั่ว และมันไปเห็นจุดจบชีวิตหลายคน ที่ รวยแล้วพัง มีชื่อเสียงแค่ชั่วคราว หรือบางคนที่อาจจะลำบาก บ่นว่าไม่รวยๆตอนนี้ แต่เราดูดวง โอ้โห ตอนแก่ไปนี่เขาจะมีอำนาจวาสนา ร้ำรวยมาก มันทำให้เห็นว่าชีวิต หรือ ดวงชะตามันก็ไปตามเหตุ ปัจจัยที่แต่ละคนทำไว้ ทั้งชาติก่อน และชาตินี้ที่ทำมา เท่านั้นเอง ถ้าไม่มาเรียน โหราศาสตร์จีน ผมคงใช้เวลาอีกนาน 
การเรียน โหราศาสตร์จีน เหมือนเรามีเครื่องมือ คือ 
1.ปฏิทินที่บันทึกของทุกๆคนไว้ในมือ ใช้ดูชีวิตของใครก็ได้ โดยเฉพาะดูอดีต แม่นมาก เพราะไม่สามารถไปเปลี่ยนอะไรได้ละนี่ เอาวิชา โหราศาสตร์จีนไปดู อดีตคนนี้ เพื่อมาตีความได้ว่า อ้อ เขานิสัยแบบนี้ ชอบสิ่งนี้ หวังสิ่งนี้ มีปัญหาสิ่งนี้ และยังคาดได้ว่า เขา หรือ ดวงเราเอง จะได้พบเจอกับสิ่งใด เมื่อไหร่ ได้เตรียมการวางแผนไว้อย่างถูกต้อง คำว่า วางแผนไม่ได้หมายความว่า สร้างไว้รอ แต่อย่างเดียว แต่หมายความว่า ป้องกันเหตุที่จะมาขวางด้วย เช่น เราวิเคราะห์แล้วว่า ดวงเราเดือนหน้านี้จะมีลูกค้ารายใหญ่มาซื้อของหรือจะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้น เราต้องมามองว่า เอ้ เราชักจะใชัชีวิตที่ทำให้ป่วย หรือจะต้องป่วยอะไรหรือไม่ เพราะถ้า ป่วย ซะ ต้องออกจากงานซะ สิ่งที่รอคอยนั้นก็ไม่มีทางจะได้รับ 
2.ทำความรู้จักคนได้ว่องไว เพราะโหราศาสตร์จีนช่วยให้รู้นิสัยใจคอ ความคิด คร่าวๆของเขาได้ บางคนเห็นดวง หรือ เห็นหน้าแล้ว โลภจัดๆ เราก็จะได้วางตัวถูก คือ มีสติไม่เผลอไปทำอะไรที่ ถลำเข้าไป แต่ก็ไม่ได้ตัดรอนว่า ชั่วคบไม่ได้เสียทีเดียว หากว่าต้องคบ หรือ สมาคมด้วย ก็แค่วางตัวแบบมีสติขึ้น โหราศาสตร์เป็นอุบายทำให้เรา มีสติ ถ้าเราเรียนแบบถูกทาง คือ ไม่ได้เรียนเพื่อไป ฟันธง ตัดสินใครว่าดีชั่ว เสียทีเดียว แต่มีสติ เข้าไปเรียนรู้ พิสูจน์เสียก่อน
3.เรียนแล้วทำให้เข้าใจโลก เราจะไม่มองว่า ที่เขานิสัยขี้อิจฉา หรือความเจ้าเล่ห์ ขี้โลภ ขี้โกงบ้าง ของเขา มาจากตัวเขา ไปตราหน้าเขา แต่เราจะมองเป็นแค่ก้อนธาตุ คือ คนนี้ไฟมาก ทองก็มาก เลยคิดอะไรไว ขี้โลภ หลงใหลในลาภ ความบันเทิงเริงรมย์ คือมองว่า นายก้อนทุกข์ ที่สุมรวมไปด้วย ธาตุไฟธาตุทอง ขี้โลภ ไม่ได้ไปมองว่า นายอิสรวย เป็นคนขี้โลภ แน่แน่เลย เป็นต้น ก้จะมองเห็นความจริงว่า เมื่อเป็นธาตุ มาทำงานต่อกัน ก็ย่อมแปรปรวนได้ วันนี้ โลภ พรุ่งนี้อาจมีน้ำใจ วันนี้ดูดี้ดี พรุ่งนี้อาจตบหน้าเราก็ได้ หรือแฟนที่มาจีบเราวันนี้ สิบปีข้างหน้าอาจจะมีเมียน้อย ไล่เราออกจากบ้านก็ได้ เป็นต้น เพราะธาตุ มันเปลี่ยนได้ ตาม ธาตุที่มากระทบธาตุ
4.เรียน ถูกทาง ชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ถ้าเรียนผิดทาง ชีวิตก็จะหลงหาทางออกไม่เจอแบบหนักกว่าเดิม หมายความว่าอะไร ถ้าเราเรียนเพื่อ สามข้อข้างบน และฝึกฝนกาย ใจ ตนเอง ด้วยมีธรรมะเป็นที่พึ่ง เป็นเป้าหมาย ไม่ละเลย การให้ทาน รักษาศีล เจริญสติภาวนา เราก็จะได้พบ ปัญญา และความสุขยิ่งขึ้น บนเส้นทางโลกๆที่มีความสะดวกดาย มีความสุข เพราะวิชาโหราศาสตร์จีนเป็นวิชาช่วยอำนวยความสะดวกทางโลก ถ้าเราตั้งเป้าว่า ขอให้ทางโลกสะดวก เพื่อประพฤติธรรมชีวิตจะก้าวหน้า เช่น เราเลือกวางฮวงจุ้ยที่นอนในศาลาวัด ตอนเราไปนุ่งขาวห่มขาว ว่านอน ณ จุดนี้จะหลับสนิท หลับสบาย ไม่โดนลมแรงกระโชกให้ต้องป่วยตอนเช้า ก็จะเอื้อเฟื้อให้เราสามารถปฏิบัติธรรมได้โดยง่าย ดีกว่าคนไม่มีวิชาแน่นอน ขอยืนยัน ยังไงคนมีวิชาหรือมีฤทธิ์ ก็สบายกว่าคนไม่มี แต่ถ้าไปหลงติดในความสบาย ใช้วิชาหรือฤทธิ์อำนวยความสบายมากไป ก็ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นธรรมนะ ขอบอก ซึ่งก็ตรงกับการเรียนแบบผิดทาง คือ ยึดว่า ดวงจีน นี่หละ คือทุกสิ่งในชีวิต ดวงชะตาที่ไม่ดีเพราะบ้านหันทิศผิด ดวงที่ไม่ดี เพราะปีจรนี้เข้ามาไม่ดี ดวงที่ไม่ดีเพราะดวงผัวไม่ส่งเสริม หรือ ดวงดีเพราะว่าฤกษ์เปิดบริษัทดี ดวงดีเพราะว่าได้หุ้นส่วนดวงดีมาเสริมดวง เหล่านี้ทำให้หลงระเริงทั้งสิ้น ระเริงคิดว่า มันจะต้องดีตลอดไป หรือระเริงคิดว่าในเมื่อปีจรปีนี้ไม่ดี ก็งดลงทุนอะไรๆไปให้หมดเลยเสียดีกว่า ละทำไมไม่คิดบ้างว่า ปีจรที่ไม่ดี อาจส่งผลมาหลอกใจคุณไง ให้มันคิดว่า อย่าได้ลงทุนอะไร พอไม่ลงทุน ก็ฝืดเคือง ไม่มีเงินไง ก็เลยสมใจ ปีจร ละทีนี้ ก็ว่า เอ้อ ไม่ดีจริงๆเลยนะ ปีนี้ เป็นต้น 
การไปโทษ ฮวงจุ้ย หรือ ดวงชะตา ส่งผลทำให้เราไม่เพ่งโทษที่ กายชั่ว ใจชั่ว วาจาชั่ว ของตนเอง คิดแต่จะไปแก้ดวง เสริมฤกษ์ หาฤกษ์แต่งงานใหม่ หาฤกษ์ตั้งร้าน ไปปรับหน้าร้าน ไปเสริมฮวงจุ้ย ไปเอานั้นมาพก ไปเอานี่มาห้อย ถ้าแก้วน้ำมันรั่ว ต่อให้เททองคำลงไปมันก็รั่วออก เหมือนกัน ถ้ายัง คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว การเสริมดวงชะตา แก้ฮวงจุ้ยซึ่งมีผลจริงอยู่ ถ้าไม่จริงจะสืบทอดกันมาหลายพันปีได้ไง แต่แล้วมันจะส่งผลอะไรได้ ก็แก้วมันรั่ว เช่น เสริมดวงเรียกทรัพย์ จัดไ้ด้ตามวิชา สำเร็จละ ลูกค้าก็มามากขึ้น มามากทีแรกไม่เป็นไรไม่บ่น พอมาเยอะจัดๆบ่นะล โอ้ย งานเยอะ ทำงานไม่ทัน ทำหน้ายักษ์ใส่ลูกค้า ขายของจากที่เคยอธิบายละเอียดเพราะลูกค้ามันน้อย นี่อ้างว่า คนเยอะ คนต่อรอคิวหลังคุณอีกเยอะ ซื้อๆ ละไป ไป้ จะถามไรมาก นี่ไง ดวงไม่ดี แก้ดวงให้ดีละนะ จากไม่มีลูกค้า ทำให้มีละนะ แต่ ปากมันชั่ว ใจมันทราม ละแก้ดวงแล้วไง มันช่วยอะไรได้หรือไม่
5. การเรียนดวงจีนทำให้เราไม่ลืมตัว และไม่ลืมบุญคุณคน เพราะมันจะคอยบันทึกว่าที่ผ่านมาได้เจออะไรบ้าง ตอนนี้เราอยู่ในตำแหน่งไหน ของปิรามิดสังคม อยู่บนชนชั้นสูง หรืออยู่ชั้นกลาง และทำให้เราไม่ลืมว่า แถวปี คือ พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระ ที่มีพระคุณทำให้ชีวิตงอกงาม เพราะแถวปี คือรากของดวงชะตา และคอยย้ำเตือนว่า คนเราไม่อาจอยู่คนเดียวในโลกได้ ต่อให้บวชพระ ก็ยังต้องเจอเจ้าอาวาส เจอแม่ชี เจอโยมมาใส่บาตร ฯลฯ และคิดได้ว่า ชีวิตเราเกิดมาทำไม และชีวิตมันสั้นแค่ไหน สั้นมากนะ เขียนชีวิตคนด้วยอักษรจีนโบราณ ในกระดาษหน้าเดียว จบละ ต่อให้แผ่นใหญ่กว่าใครเขา เขียนเยอะกว่าใครเขา ผมก็เขียนหน้าเดียวไม่เคยเจอผังดวงหรือถนนชีวิตใครมันจะยืนยาวเป็นพันปี จนต้องขึ้นหน้าที่สองนะ
สรุปความแล้วคือ น่าเสียดาย ที่คนใช้วิชาโหราศาสตร์จีน ไม่ได้มีสติมีนั่งนึกถึง ห้าข้อที่ผมพูดไปเท่าไหร่ เพราะทุกคนมาเรียนด้วยความ หวัง อะไรบางอย่างในใจ และจ้องแค่ว่า จะสมหวัง ดังที่หวังนั้นไหม เท่านั้นเอง ตัวผู้สอน หรือผู้เรียกตนว่าเป็นอาจารย์ ก็ชอบบอกว่า สอนให้ทำความดีนะ เธอจงคิดดี ทำดี พูดดี แต่ไม่เคยได้สอน ปัญญาทางธรรม หรือ ข้อคิดชีวิตอะไรเท่าไหร่ และไม่แจกแจงด้วยว่า ที่ว่า ทำดีนั้น ทำอย่างไร ใช้ดวงชะตาบ้าง ปีจร เดือนจรบ้าง ฤกษ์ยามบ้าง ทิศทางฮวงจุ้ยบ้าง ของมงคลบ้าง หรือ ตัววิชาที่ฟังดูหรูหราโบราณลึกลับบ้าง เอามาเป็นจุดขาย เอามาสอน เอามาทำให้คนเชื่อว่า วางฤกษ์ตามนี้ บ้านตามนี้ ดีแน่แน่เลย แน่นอนที่สุด เชื่อเหอะ นี่ไง หลายคนเค้าทำตามก็ได้ดี คุณเคยได้ยินสำนวนเห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้างไหม ผมถามง่ายๆ คุณเคยเช่า โรงแรมนี่ การที่ไปนอนโรงแรมเดียวกับ ดาราระดับโลกเคยมานอน ต่อให้ห้องเดียวกัน มันทำให้คุณเป็นดาราขึ้นมาไหม การไปซื้อบ้านมือสองที่ข้าราชการผู้ใหญ่คนนึงเคยอยู่ เข้าไปอยู่ละมันเปลี่ยนชีวิตคุณเป็นข้าราชการตำแหน่งเท่าเขาได้ทันทีหรือ และที่สำคัญ ไม่มีวิชาใดในโลก ที่จะรับประกันได้ว่า ดีโดยส่วนเดียว ดีแน่แน่เลย ดีตลอดไป ดีทุกครั้งที่ใช้ ที่คำนวนตามนี้ 
เพียงวิชาเดียวเท่านั้นที่ ดีโดยส่วนเดียว และเรียนแล้วมีวันจบ คือ วิชาธรรมะ แค่นั้น 
ขอให้ตั้งใจเอาใหม่ครับ ศึกษาโหราศาสตร์จีน ตั้งเป้าเพื่อพบความสุข ทางโลก เพื่อไปอำนวยให้เกิด การปฏิบัติธรรม ที่จะทำให้เกิดความสุขถาวรได้ ส่วนโชค วาสนา หรืออะไรที่ได้มาจากวิชา ก็ให้ถือว่าเป็นกำไรชีวิต ส่วนการไปรู้ดวงชะตาตัวเองเสียแล้วว่า อาจเจอเคราะห์ หรือไปอยู่บ้านผิดฮวงจุ้ยแต่ไม่มีปัญญาซื้อใหม่ ก็ให้มองเป็นข้อดีว่า ทำให้เราเห็นทุกข์ ทำให้เรามีสติ และเอาวิชาที่ได้เรียนมา มาช่วยปรับ ช่วยแก้ ให้ชีวิตมันสะดวกขึ้น สบายขึ้น 
รวย(มีลาภ) 
มีตำแหน่ง มีการงานดี (มียศ)
โด่งดังมีเกียรติ(สรรเสริญ) 
แข็งแรงดี สุขภาพดี อารมณ์ดี เป็นคนอยู่ในศีลธรรม (สุข)
สี่อันนี้ ถ้ารวมกับคู่ตรงข้ามคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และทุกข์ 
เรียก โลกธรรมแปด คือ ของธรรมดาของโลกนี้ สลับกันไป เวียนกันไปเท่านี้ ชีวิตได้เจอครบทั้งแปด ไม่มีใครได้เจอแค่ สี่ข้างบน หรือ สี่ข้างตอนท้าย หรือ เจอแค่อันใดอันนึง ถ้าพูดโดยรวมคือ ชีวิตคนจึงย่อมดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ดอนบ้าง ลุ่มบ้าง หรือ ลุ่มๆดอนๆ นั้นแหละถูกแล้ว
แต่การประพฤติดี คิดดี ทำดี พูดดี คบคนดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ เราพบสัดส่วน หรือความบ่อยของ สี่อย่างที่ดีนั้น มากกว่า สี่อย่างที่ร้าย อันนี้ก็ขอพูดอีกหน่อย เรื่องฮวงจุ้ย
นอกจากมองฮวงจุ้ยเรื่องดวงชะตาคนอยู่แล้ว ต้องมองดวงชะตาของสถานที่ให้เป็นด้วย คือ การเลือกอยู่ใน บ้านที่ดี นอกจากมองว่า เข้ากับดวงเราไหม ณ ขณะนั้น ปีนั้นที่จะอยู่ ต้องมองไปยาวๆด้วย ว่าชะตาของบ้านนี้ บ้านนี้ชะตาเรียกสิ่งโสโครกไหม อนาคตจะมีบาร์มาเปิดข้างๆส่งเสียงดังไหม หรือจะมีตลาดสดมาเปิดประชิดบ้าน คนยั้วเยี้ยจนอยู่ไม่ได้หรือไม่ หรือจะโดนเวนคืนไหม นี้เป็นประโยชน์ที่ โหราศาสตร์จีนช่วยได้ แต่สมัยนี้ คนสอนเรื่อง การวางฮวงจุ้ยให้เข้ากับดวงชะตาคน หาได้น้อยมาก และการสอนเรื่องการดูชะตาของ สถานที่นั้นๆ หาได้ยากยิ่งกว่า อีก ปรมาจารย์ทุกท่านโบราณกล่าวว่า กลไกสำคัญของฮวงจุ้ยคือ เวลา หรือฤกษ์ยาม การวางฮวงจุ้ยแบบไม่คำนึงถึงฤกษ์เวลา ย่อมไม่อาจทำให้เกิดประสิทธิภาพได้เลย 
อยากให้ได้เรียนวิชาแท้ๆ เจอวิชาดีๆ คือ เรียนแล้วใช้ได้จริง ได้ผลไปเลย เพื่อจะได้เห็นเหมือนที่ผมเห็นคือ อ๋อ ลูกค้าถ้ามันไม่มี เงินมันไม่มี ก็เรียกมาได้นี่ ไม่มีคนรัก ก็ทำให้คนมาหลงรักได้นี่ ไม่ดัง ก็ทำให้โด่งดังได้นี่ 
ตายละ ของพวกนี้ ทำไมมันบทจะเสื่อมก็เสื่อมลง พอมันอยากให้มี มันก็กลับทำให้มีได้ เราจะเบื่อหน่ายเองว่า ก็ไม่อยากรวยละ ไม่อยากดังละ พอละ น่าเบื่อจะตายชีวิตโลกๆแบบนี้ เนี่ยะ ถ้าเรียนดวงจีนจนถึงขั้นแล้ว คุณจะต้องเกิดความเบื่อหน่ายโลก เพราะวิชามันใช้ได้ผลหมดหละ น่าเห็นใจทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครได้พบวิชาแท้ๆ เพราะตำราบิดเบือน การสอนเลยสอนกันมาแบบใช้ได้จริงบ้าง ไม่ได้บ้าง ก็งมกันไป ว่าเมื่อไหร่จะได้สมใจ ใจมันก็ไม่คลายจากความอยากได้ เสียที
อาการของคนบรรลุสุดยอดวิชาโหราศาสตร์จีนทั้งปวงคืออะไร
คือคนไม่เอาอะไรแล้ว ไม่สนด้วยว่าต้องมีคนมาดูดวงด้วย มีลูกศิษย์มาเรียนด้วยหรือไม่ ไม่สนองตัณหาคนโดยไม่ให้ปัญญา เช่น เอะอะก็ทำให้ รวย อย่างเดียว ไม่สนว่าเขาเป็นคนมีปกติทุจริตในการทำงานหรือไม่ คนบรรลุจะมุ่งทำเพื่อฝึกตน และช่วยเหลือให้คนอื่นพบความสุข 
ถ้ายังมานั่งโฆษณาว่า วันนี้ผมได้ไปวางฮวงจุ้ยบ้านคนรวย วันนี้ได้ไปวางฮวงจุ้ยให้ทำเนียบรัฐบาล หรือสถานที่สำคัญๆ วันนี้ได้ดูดวงให้คนดังนี้นะ ห่างไกลนั่ง แปลว่า เคล็ดวิชาเค้ายังไม่เคยได้เจอเลย ผมเคยพูดมาตลอดละไง
คนที่วันๆมันเห็นแต่ปลาสีทองๆ เค้าจะต้องถ่ายรูปมาอวดไหมว่า นี้ๆเธอๆ ฉันได้เจอปลาสีทองอีกแล้วนะ 
หวังว่าจะเป็นแนวทางในการ ศึกษา และ ทำความเข้าใจโหราศาสตร์จีน เพื่อให้ได้เจอ วิชาที่แท้ ได้เจอ สุดยอดผู้ชี้แนะที่จะมาสอนวิชาแท้ๆ เสียที ชีวิตจะได้ดีขึ้น เจริญขึ้น มีความสุขขึ้น สมใจ

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

พื้นฐานวิชาโหราศาสตร์จีน ที่เข้าใจผิดใหญ่หลวง

อู๋จี๋กำเนิดไท่จี๋


無極而太極 (อู๋จี๋เอ๋อไท่จี๋) ที่ชอบเอาไปพูดกันแบบผิดๆว่า 無極生太極 (อู๋จี๋เซิงไท่จี๋)
ผิดกันแค่อักษรจีนตัวกลางตัวเดียว 而 (เอ๋อ) กับ 生 (เซิง) แต่ความหมายผิดกันไปเยอะ ประกอบกับความช่างจินตนาการของผู้ไม่รู้และไม่ได้ทำการสืบค้นตำราจีนให้แน่ชัดก็แต่งประโยคต่อท้ายเติมไปมากมาย

而 แปลว่า เมื่อเทียบระหว่าง….กับ…. หรือ ระหว่าง
生 แปลว่า หนุน ส่งเสริม กำเนิด

 

ดังนั้น ที่ผิดคือ แปลว่า อู๋จี๋เซิงไท่จี๋ แล้วไปแปลเติมว่า สภาวะความว่าง ไปก่อให้เกิด สภาวะความมีอย่างสุดโต่ง หรือ บ่เก็ก เกิด ไท้เก็ก อย่างไรก็ตามที่แปลๆกัน ล้วนผิดทั้งสิ้น 周敦颐 โจวตุ้ยอี๋ คือ คนที่อธิบายเรื่องนี้คนแรกๆ จริงแล้วต้นตอมาจากภาพ 太極圖 ก็ได้อธิบายไว้ว่า

無極而太極,太極動而生陽,動極而靜,靜而生陰,靜極復動。
一動一靜互為其根,分陰分陽,兩儀立焉,陽變陰合,而水火木金土五氣順布,四時行焉。
五行一陰陽也,陰陽一太極也,太極本無極也。

 

無極而太極 อธิบาย

สภาวะสูญหรือสภาวะดับ (ไม่ใช่แค่ว่าง แต่คือความดับโดยไม่เหลือสิ้น) เมื่อเทียบกับ สภาวะเกิด นั้น สภาวะเกิดคือการเคลื่อนไหว การขยับ การกระทบ นี้แลคือ สภาวะที่เรียกว่า หยาง
แปลตามสภาวธรรมคือ เพราะมีการกระทบ (動) นั้นแหละ นามรูปจึงเกิดขึ้น กระทบของอะไร กระทบของ สฬายตนะ หรือ อายตนะทั้ง หก ทั้งภายนอกและภายใน พูดคร่าวๆสำหรับคนไม่ปฏิบัติธรรมคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นหละ หกอัน ได้รับการกระทบ จึงเกิด รูป และเกิดนาม อันได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ออกมา

 

สภาวะตามเป็นจริงในธรรม หรือธรรมชาติ ย่อมมีการกระทบ(เกิด) และ ดับ อยู่เสมอ เกิดนั้นแลคือการกระทบ กระทบนั้นแลจึงเกิดมี ส่วนดับนั้นก็คือผลคู่ตรงข้ามของความเกิด ย่อมมีความดับ สภาพธรรมชาติเลยมีการเปลี่ยนแปรไป คือมีเกิดมีดับ ดังนั้น 無極而太極 เลยแปลว่า สภาวะความดับ และ สภาวะความเกิด นั้นอยู่คู่กัน 


太極動而生陽 อธิบาย

สภาวะเกิด หรือการเกิด คือการเคลื่อนไหว การขยับ การกระทบ นี้แล จึงก่อเกิด พลังหยาง หรือ เรียกการกระทบ การเคลื่อน ขยับ นี้ว่า พลังหยาง

動極而靜 อธิบาย

เมื่อ ขยับ หรือ กระทบ แล้ว ที่สุดก็ย่อม นิ่ง ย่อม สงบ 

靜而生陰 อธิบาย

สภาวะ นิ่ง สงบ นี้แล กำเนิดก่อเกิด พลังหยิน

靜極復動 อธิบาย

เมื่อ นิ่ง สงบ ที่สุดแล้วก็ย่อมเกิดการสะเทือน ขยับ กระทบ ออกมาอีก

 

一動一靜互為其根,分陰分陽 อธิบาย
ตามหลักการของพลังงานที่ไม่ได้สูญหายไปไหนเพียงแค่เปลี่ยนรูป เมื่อขยับย่อมถ่ายเทใช้พลังงานออก ออกมาจนไม่มีอะไรให้เป็นพลังขยับก็นิ่งลง นิ่งลงก็กักเก็บพลังกลับมาทำให้พลังฟื้น เก็บมากเข้าก็เลยขยับต่ออีกรอบ หมุนเวียนไม่หยุด เกิด ดับ เรื่อยไป 一 ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า หนึ่ง และไม่ได้แปลว่า อันนึงขยับ อันนึงนิ่ง แต่แปลว่า ประเดี๋ยวขยับ ประเดี๋ยวนิ่ง ประเดี๋ยวยิน ประเดี๋ยวหยาง นี้แหละคือต้นตอ เลยสามารถแยกแยะ ยินหยางออกมาได้

兩儀立焉 อธิบาย

เหตุฉะนี้ ข้างต้นแล ทำให้ หยีคู่/สองหยี (兩儀) ชัดเจนขึ้นมาได้ สองหยี(儀)นี้คืออะไร ก็คือ 陽 หยาง และ 陰 หยิน

 

陽變陰合 อธิบาย

พลังหยาง ทำให้เปลี่ยนแปรสภาพ ขยับ (วิเคราะห์)
พลังหยิน ทำให้สมาน ประสานกัน รวมกัน (สังเคราะห์)

而水火木金土五氣順布,四時行焉。

เหตุฉะนี้ น้ำ ไฟ ไม้ ทอง ดิน ห้าชี่ (ทำไมเค้าไม่เรียง ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ เพราะเค้าเรียกตาม สภาวะความตรงข้ามของ ยินหยาง คือ น้ำตรงข้ามไฟ ไม้ตรงข้ามทอง) ไหลเวียนเปลี่ยนหมุน สี่ฤดูจึงได้ผันแปรเคลื่อนคล้อยไป

 

นี้คือคำเต็มๆของ อู่สิง 五行 ที่แปลกันผิดว่า ธาตุ หรือ หนทาง หรือช่องทาง ซึ่งเป็นคำนาม

五氣順布

四時行焉

 

ห้าชี่เหลียนเวียน สี่ฤดูจึง 行 คือหมายถึง เกิดมี เปลี่ยนแปร เคลื่อนคล้อย เป็นวัฏจักร

 

คำแปลเหล่านี้ แปลมากว่าพันปีแล้ว โดยท่าน 周敦颐 โจวตุ้ยอี๋ ราชบัณฑิตใหญ่ราชวงศ์ซ้อง ถ้าใครนึกไม่ออกก็คือ ราวๆ ราชวงศ์ของเปาบุ้นจิ้นนั้นครับ

 

ส่วนวลียอดนิยมอีกอันคือ
(無極生) 太极,是生两仪,两仪生四象,四象生八卦,
คำในวงเล็บคือ คำแต่งใหม่ ไม่ได้มีในตำรา แต่เผยแพร่ทั่วไป และชอบนำมาอ้าง ทั้งนี้ได้อธิบายความหมายข้างต้นไปแล้ว เพราะฉะนั้น วลีนี้เริ่มด้วย


太极,是生两仪,两仪生四象,四象生八卦,
สภาวะเกิดนั้นแล เกิด หยีคู่นึง หยีคู่(หยิน/หยาง)นี้แล ที่กำเนิด 四象 สี่ลักษณะ ซึ่งถ้าคุณเอาคำนี้ไปหาในกูเกิ้ล คุณจะเจอมันแปลว่า สี่ทิศใหญ่ฮวงจุ้ย หรือ ดวงดาวก็ตาม อันได้แก่ มังกรเขียว(จริงๆไม่ใช่เขียว ผมเป็นคนแรกในไทยที่แปลว่า ชิง ซึ่งเผยแพร่ในเวปนานแล้ว) เสือขาว กระจิบสีชาด (นี่ก็ผมแปลให้คนแรก แต่ไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึง ยังคงแปลกันว่า หงส์แดง) และเต่างูมีพลัง หรือ เต่างูดำ (เพราะภาษาจีนไม่ได้เขียนคำว่า ดำ ลงไว้) ซึ่งหาเป็นเช่นนั้นไม่ ในความจริงแล้ว 四象 ซื่อเซี่ยง แทนด้วย สี่ฤดู แห่งกาลเวลา เพราะคำต่อมา 四象生八卦 ซื่อเซี่ยงเซิงปากว้า เพราะ สี่ฤดูที่เปลี่ยน ซึ่งหมายถึง กาลเวลา ทั้งภูมิประเทศภูมิอากาศ สภาพต่างๆในธรรมชาติที่เปลี่ยนนี่หละ ทำให้เกิด ทฤษฎีปากว้า ขึ้นมา ไม่ใช่สัตว์เทพสี่ทิศ เกิดปากว้าออกมา


วลีนี้ ฉบับเต็มๆ กล่าวไว้อย่างไร

 

กล่าวว่า 是故易有太极,是生两仪,两仪生四象,四象生八卦,八卦生吉凶,吉凶生大业。
อธิบายความว่า เพราะเหตุที่ อี้ 易 (ทุกขัง) มี ไท่จี๋ แล้วก็กำเนิด หยีคู่นึง สองหยีนี้แหละที่เกิด สี่ฤดู สี่ฤดูนี้เกิดปากว้า หรือ โป็ยข่วย ปากว้านี้แหละที่ทำให้เกิด ดี หรือ ร้าย มงคล หรือ อวมลคล แล เพราะ ดีหรือร้าย นี้แล ทำให้เกิด พฤติการณ์อันยิ่งใหญ่ทั้งหลายในธรรมชาติ

อธิบายไว้โดย ขงจื้อ เมื่อหลายพันปีที่แล้ว

ภาพยินหยาง จึงไม่ได้เป็นภาพแสดง วัตถุเดียวที่มีทั้งยินหยางข้างในอย่างเดียว แต่แทนสภาพธรรมชาติด้วย ที่มีคู่ตรงข้ามแต่หมุนเวียนกัน เกิด ดับ แล้ว ดับ ก็ เกิด หมุนเวียนไปมา ไม่หยุด คำสำคัญคือ คู่ตรงข้ามที่สลับกันหมุนเวียนไม่หยุด แค่นี้เอง สองจุดที่เราเห็นนั้น มาจาก ตาปลา ของภาพ ยินหยางโบราณ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ ในยินมีหยาง ในหยางมียิน

ถือว่าปัญญาดี มิได้มีความเพียรเรียน

จึงหมั่นเที่ยวแวะเวียน

ไม่พากเพียรเรียนวิชา

ที่ไหนจะได้รู้ ถือว่า กูมีปัญญา

จึงเที่ยวจำเขามา ถึงแม้นรู้ไม่สู้ดี

Cr.: ขอบพระคุณคุณย่าครับ จากหนังสือดรุณศึกษา

 

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

เรื่องการช่วยเหลือคนแปลกหน้า

ช่วยเหลือคนแปลกหน้า

เรื่องการช่วยเหลือคนแปลกหน้า

ในทางเผชิญลมหายใจ
ที่เข้าและออกไปทุกนาที
พบพรากจากจรหลายที่
เจอสพสารพัดคนมีหลายประการ

ถ้าจะว่าคนอื่นแปลกหน้าสำหรับเรา
ตัวเราก็แปลกหน้ากับเขากว่า
เขาอาจเรียก หรือไม่ร้องเรียกให้เรามา
แต่ความปรารถนาของเรา นั้นอย่างไรดี

ตรงนี้วัดกุศลธรรมในใจ
ความอาจหาญในกรุณาจิตนั้นไงที่กล้า
หยิบยื่นคำถาม ความช่วยเหลือ นำพา
หวังเพียงสัมภาษณ์เหตุบำบัดอาเพทไป

มุ่งประสงค์ทรนงตรงการให้
ไม่มีใจยึดว่า โอ้ นั้นใครละหนา
เป็นเพื่อนฉัน เป็นพี่น้อง วงศ์พ้องพงศากันมา
ก็หาได้รู้จักแต่ใดมาครั้งก่อนนาน

แปลกหน้าก็จะบังเกิดแปลกใจ
เพราะแปลกที่แปลกเวลาแปลกการณ์เกิด
นี้เป็นบททดสอบสติ/ปัญญา/ของมีกับตัวแต่กำเนิด
ว่าประเสริฐเจริญถึงขั้นใด

อาจมองข้ามความดีคนเหล่านี้
ว่าเขามีสัมพันธ์ต่อเราไฉน
พระพุทธเต้าตรัสว่า สัตว์โลกนั้นไซร้
ให้ชื่อ สัตว เพราะกรรมผูกเกี่ยวข้องกัน

เธอก็ สัตว ฉันก็ สัตว เสมอหน้า
เราก็ต่างเป็นขี้ข้า กาลเวลา นั้น
ที่หน่วงรั้งดึงลากเราไปตาม กาล
ที่สัก วาร ก็กลืนสิ้น กินบ้าน กินทรัพย์ กินลูกเรา

เธอก็ สัตว ฉันก็ สัตว โอ้เหมือนกัน
มาถามกันว่าเคยให้อะไรแผ่นดินนี้
เด็กแปลกหน้าคนนึงมอมแมมสิ้นดี
จะไม่มีสักครั้งเลยหรือนี่ที่เค้าเคยยิ้มให้ความสุขใคร

จะไม่มีเลยหรือที่เคยเก็บขยะ
จะไม่มีเลยหรือที่เคยทำคนรอบข้างหัวเราะได้
จะไม่มีเลยหรือที่เคยเกื้อหนุน สัตว น้อย
คุณค่อยค่อย ตรองดู อดีตคุณเอา

คุณก็ สัตว มีวัยเด็ก สร้างปันขบขันอะไร
เขาก็ สัตว อาจเคยทำได้ในสิ่งนั้น
น้องเค้าอาจเคยเป็นที่รักใครคนนึงเหมือนกัน
ณ วันนั้น อาจเหมือนกัน กับคุณไง

คนคนนึงอาจเคยสร้างสุขให้คนอื่น
หรืออาจฝืนอดทนช่วยขนของ
หรือสักวันอาจเป็นอนาคตหากได้ลอง
เป็นความหวังของแผ่นดินทองที่ท่านเดิน

เขาคนแก่ ท่านก็อาจแก่เหมือนเขา
ก็พวกเรา สัตว เหมือนกันมิใช่หรือนี่
ไปถาม ยาย ลูกหลานยายใครกันดี
ทำไมทิ้งปล่อยยายนี้ เดินคนเดียว

ณ หนึ่งใจก็พลันคิดถึง
อาจครั้งหนึ่งนานไกลเคยเป็นญาติ
ด้วยเป็น สัตว จึงผูกพันหลายพบชาติ
วันนี้มีโอกาส ตอบแทน ญาติกันไป

ณ ใจหนึ่งให้คิดถึงความครั้งเก่า
ว่าย่าผู้รักเราท่านจากไกล
ขอเสมอแทนสนองกล่องหัวใจ
ทำคุณไว้ เสมือนให้คุณย่า ในวิมาน

ณ หนึ่งจิตก็คิดว่าวันหนึ่ง
เราก็ถึงภพแก่ที่เขาแถลง
หนังย่น หน้าเหี่ยว แข้งขาไร้เรี่ยวแรง
พูดแข่งลมหายใจ เหนื่อยได้เอง

ณ หนึ่งจิตก็นึกตรองไปในคนนั้น
ว่าอยู่นานป่านนี้คงเคยสร้างคุณอนันต์ให้โลกนี้
อาจไม่ใหญ่เท่าแผ่นดินที่เราใช้ชีวี
แต่คงเคยสร้างสุขทับทวีให้หลายคน

ก็ สัตว อายุแค่ฉันยังสร้างสุข สร้างทุกข์ให้คนได้ขนาดนี้
คุณยาย คุณตา แปลกหน้าอายุขนาดนี้ จะเคยสร้างขนาดไหน

คนเราเด็ก สำคัญที่ตอนเล็กๆ นั่นทำอย่างไร
เพื่อให้ได้ ตอนโตที่ดีไง ไม่ทุกข์แกลน

คนเราโต สำคัญที่ตอนเล็กๆ ทำอะไรมา
ก็นั้นหละ ช่วยหนุนพา ให้เราได้

คนเราเกิด สำคัญที่เคยทำสิ่งใดประเสริฐไว้
ก็นั้นและผลกรรมส่งให้ในภพนี้

คนเราจะแก่ สำคัญที่ตอนนี้ทำสิ่งใด
เมื่อวันหนึ่ง ลมหายใจ ไม่อยู่กับร่าง
ถ้ามีใครย้อนสวนทาง
ว่าขอฉันไม่แก่บ้าง ไม่ได้หรือ ไปคิดเอา

คนเราแก่ สำคัญที่มุ่งหน้าไปทางไหนได้อีก
เมื่อโลกปลีก ลูกหลานหลีก การงานหนีสิ้น
กินข้าว ก็สักแต่ว่ากิน 
เดินดินท่องไปอย่างไรดี

ให้มุ่งหาหนทางสว่างแผ้ว
หลายคนเดินมาแล้วในทางนี้
บ้างบรรลุพบสุข สลัดทุกข์ทันที
บ้างอิ่มหมียังจมกาม คร้ามความตาย

คนแก่แล้ว เราช่วยหายแก่กายไม่ได้ดอก
แต่รินจอกน้ำใจได้เสมอ
เติมเต็ม ตุ่มใบเก่า ที่เราเจอ
ช่วยกันฉันเธอให้น้ำจิตมีน้ำใจ

เมื่อเราพบคนแก่แปลกหน้า
ก็ให้พากันมีสติได้คิดไว้
ว่าบุญกุศลทำมามีอย่างไร
ก็ปรากฎยังผลชัด วัยชรา(ก่อนตาย)นี้

พูด คิด ทำ กับ สัตว แบบ สัตว
เรา ก็ สัตว เขาก็ สัตว เธอก็ สัตว
ไม่มีเราไม่มีเขาจำแนกชัด
ก็แค่ สัตว เจอ สัตว เท่านั้นเอง

ทำกับ สัตว ก็ให้เหมือน ทำกับ สัตว
คือให้เหมือนปฏิบัติต่อยายฉัน
ห่วงหา เอื้ออารีย์ ดูแลท่าน
โอ้หนอ สงสารคนไม่เคยมียาย

เขาไม่รู้จะทำต่อ สัตว อย่างไร
ก็ทำเหมือนให้แม่คุณไงไม่ได้หรือท่าน
บางคนรีบส่ายหน้าพันลวัน
ฉันนี่บุญน้อยเกิดมาไม่ทันได้เห็นแม่

ก็ทำเหมือน สัตว ทั่วไปแต่ทนุถนอม
บุญ จิต กรุณา เมตตา ที่เก็บออมเอามาใช้
ตรงนี่ และ ที่วัด ธนาคารใจ
ว่าของใคร เก็บ กุศล เก็บ ธรรม ไว้ มากกว่ากัน

ไม่ต้องเตรียมเสบียงใดไว้เลี้ยงตัววันหน้า
เพราะวันหน้า นั้นอาจเป็นแค่ ค่ำนี้
เลิกคิดเถิดว่า ตอนแก่ จะทำ จะเตรียมอะไรไว้ดี
ท่านอาจตาย ณ วันนี้ ณ ทุกนาที ณ ลมหายใจ

ไม่ต้องเตรียมอะไรไว้คอยถ้า
เตรียม สติ กับ เฉพาะหน้า ที่พบเอาไว้
เติม ปัญญา เติม กุศล เติมกำลังใจ
ผูกมิตรไว้ มีครูดี ทำดีกับบุพการีตน 

ก่อนมาเกิดชี้ระบุขอบ้านดีพ่อแม่ดีทำได้ไหม
แล้วจะมากำหนดอะไรได้ หลังเกิด นี้
พบใคร เจออะไร ยากกำหนดให้มี
พบสติ เจอใจ เรานี้ เราพบได้เอง

มอง นอก ให้เห็นใน ใจ ของตน
ว่า เจอคน แปลกหน้า เป็นอย่างไหน
ลืมตัว ลืมตน มานานแล้วหรือไม่
เขาก็ สัตว เราก็ สัตว มีที่ไป โดนกาลกลืน หมืนหมืนกัน 

ซินแสหลัว

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ร่ำเรียนจนถึงขั้นดูคล้ายว่าช่างโง่เขลาปัญญาอ่อน

เขียนพู่กันจีน

ฝึกปรือจนถึงขั้นดูคล้ายว่าบ้าไปแล้ว เสียสติแล้ว นั้นละคือ ยอดฝีมือ
ร่ำเรียนจนถึงขั้นดูคล้ายว่าช่างโง่เขลาปัญญาอ่อน นั้นละคือ
จุดเริ่มต้นของการเจอเคล็ดวิชา พบความอัศจรรย์

ไม่ต้องแปลกใจ ผมเขียนเอง ภาษาจีนนั้นหนะ

 

.

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ปีชง หรือ ชง นี่มันเกี่ยวกับดวงดาวไหม ดาราศาสตร์ไหม และมันมาทำอะไรกับเราถึงต้องไปกลัวปีชง 

ปีชง แก้ชง

ปีชง หรือ ชง นี่มันเกี่ยวกับดวงดาวไหม ดาราศาสตร์ไหม และมันมาทำอะไรกับเราถึงต้องไปกลัวปีชง 

 

“ประเด็นเรื่อง ชง” แค่ใช้การคำนวนดวงดาวมาแมชได้ว่าอ้อ อาจจะเพราะดาวโคจรมาแบบนี้ๆ เท่านี้เอง ซึ่งโหราศาสตร์ดวงดาวบางแขนงก็ให้คำตอบในวิชาโป๊ยหยี่สี่เถียวว่า ปีชง เกิดจากดาวทำมุมในแต่ละราศีต่างๆกันโดยยึดเอาตามดาวพฤหัสบดี แต่ไม่อาจอธิบายได้ว่า แล้ว วันชง เวลาชง เดือนชง และมิ่งกงชง มาได้อย่างไรเล่า ก็ในเมื่อดวงจีนไม่ได้มีแค่หลักปีแค่หลักเดียว ความจริงแล้วมันเกี่ยวกับในกายคนนี้ เรื่องมันเกิดที่ในกายในจิต ต่อให้บอกว่า กาย และ จักรวาล สัมพันธ์กัน ซึ่งจีนก็มีพูดว่า 人身小宇宙 แต่ จิตของจักรวาลมันบรรลุธรรมไม่ได้ เรื่องของ กายในกาย และ จิตใจจิต เวทนาในเวทนา และธรรมในธรรม ต้องดูที่กายตนใจตน คือ วิปัสสนา ไม่ใช่ไปมองท้องฟ้าที่ดวงดารา หรือเขียนคำนวนสารพันบนกระดาษตามสูตร ล้วนไม่ถูกต้อง

 

相衝得有對面

無對面哪裡可衝

 

您命生在地

何為然星衝

 

เรื่องของ คน ก็ต้องมองที่คน 

ผมเคยพูดมาเป็นปีแล้วครับ ชง มันมีความหมายจริงๆอย่างไร อักษรคำว่า ชง เขียนแบบตัวเต็มสิ ละลองดูปริศนาความหมายที่บูรพาจารย์จีนซ่อนไว้ ผมอธิบายในเวปผมนานแล้ว ถ้าใครเคยอ่าน 

 

ดวงดาว ตรวจจิตคนได้ไม่ลึก ท้องฟ้าก็ส่องร่างกายคนได้ไม่หมด เพราะคุณยังใช้ จักขุธาตุ เป็นปัจจัยหลักในการส่อง คือยังไปยึดเอา จักษุ มาประกอบควบ ทำให้ละวาง กาย ไม่ได้ ละวางสังขารของอาการสามสิบสองที่มากระทำร่วมกันไม่ได้อันประกอบด้วยเตโชธาตุ แลวาโยธาตุ เพราะเรื่องบางเรืองคุณต้องเข้ามาอยู่ในโหมด อากาศธาตุและวิญญาณธาตุเท่านั้น โดยไม่มีจตุธาตุดังกล่าวเหลืออีก (อรูปฌาณ) คุณถึงจะสามารถเข้าใจได้ 

 

ผมพูดมาเสมอ ก่อนยุคมีพุทธศาสนา คนจีนใช้ กว้า ใช้ ดาว เป็นเกณฑ์ สร้างวิชาสารพัด ทั้งโหรา ดารา และแพทยศาสตร์ ครั้นพอมีพุทธศาสนาเข้ามาเสียแล้ว

 

ทุกอย่างถูกแทนที่ด้วยระบบ ธาตุห้า ซึ่งผมแจกแจงให้ฟังกันหลายรอบแล้ว ว่ามันก็คือ ธาตุสี่นี้แหละแต่ในมุมมองที่ประกอบด้วยตัวพิเศษอีกตัวขึ้นมา ที่ไม่ใช่ ธาตุ คือไม่ใช่ 4 บวกพิเศษ 1 แล้วได้ 5 แต่มันคือ 4 ในบริบททีเข้าไปจับกับบางสิ่งที่คนจีนเรียกว่า 氣 ชี่ แล้วทำให้ต้องแสดงออกมา 5 แสดงแค่ 4 ไม่ได้ จะขัดกันเอา พอล้างบางระบบ ก็กลับสะท้อนย้อน เอานี่เป็นวิชาพื้นฐาน ขึ้นไปส่องดาว ส่องกว้า ใหม่อีกรอบ  คือว่า  เข้าไปส่องในกายในใจตน แล้วค่อยส่องออกมาภายนอก แล้วมาดูว่าภายนอกจุดสะท้อนอะไร ตกกระทบอะไรในกายบ้าง และแน่นอน มันกระทบได้ที่กายแน่นอน แต่ที่ใจนั้นอาจกระทบได้บ้าง แต่จริงๆแล้ว “มันไม่มีอะไร สามารถมากระทบใจได้หรอก” เมื่อกระทบไม่ได้ ราก หรือ ตัวเรา ก็ย่อมไม่กระเทือน เมื่อเราไม่กระเทือน ชงก็ไม่สาดอะไรจากดาวโดนกระทบเรา เหมือนเสียง ที่ทะลุกำแพง เหมือนแสงที่ทะลุกระจกใสไปได้ 

 

คุณยังยึดติดในกาย ในการเอาตาไปส่อง ไปมอง ไปสังเกต ยังยึดในสังขาร คือ การเอามาคิดคำนวน ก็แปลว่าติดในขันธ์ห้า ถ้าหลงติดในขันธ์ห้ากองทุกข์ ยังไงก็โดน ชง ครับ เพราะชงเล่นงานธาตุทั้งสี่ได้แน่ แค่คุณอาจเบี่ยงให้ไปลง ณ ธาตุ หรือ เหตุการณ์ที่คุณต้องการ แต่ถ้า แยกร่างขันธ์ห้าออกต่อหน้าต่อตาได้แล้ว ชง จะไปชงอะไรได้อีก ระวัง! เมื่อยังมีขันธ์ห้า ก็ยังอุปาทานอยู่นั้นแล ก็ยังมีอวิชชานั้นแล และการตีความอันใดที่ผ่านการยืนบน ขันธ์ห้ากระทำร่วม (สังขาร) แน่ใจหรือว่า คิดถูก มองถูก คำนวนถูก ก็เพราะยังยืนบนแพ แพอันตั้งอยู่บนกองความแปรปรวนที่ซัดส่ายไปมา แล้วส่องขึ้นฟ้าไปมอง หรือส่องหน้าจอละสมัยนี่นะ ส่องผ่านแอพ กับอีกอัน มองลงดูธาตุ ดูขันธ์ ดูอายตนะ ดูกายในกาย จิตในจิต เวทนาในเวทนา และธรรมในธรรม 

 

ปุถุชนหลุดพ้นยาก แต่การไม่พยายามหลุดเลย ทำให้การหลุดพ้นยิ่งยากขึ้น และการพยายามบ้างย่อมสามารถมีโอกาสทำได้บ้าง แม้นไม่หลุดทั้งสามตัณหา ในโลภะ โทสะ โมหะ ครบสาม ก็หลุดออกไปบ้าง ก็สลายร่างให้โปร่ง คลายใจเบา มีจิตผ่องใส เมื่อโปร่ง ชง ก็ทะลุผ่านเราไป ดุจเสียงทะลุกำแพงได้ และชง ก็ลอดผ่านกายเราใจเราไป ดุจแสงก็ลอดผ่านแก้วกระจกใส 

 

ทุกวันนี้มี่พยายามทำกันเยอะสุดคือ 

เอามือปิดตา ติ้ต่างว่า ทำพิธีก็ดี แก้นั้นนี่ก็ดี ก็เหมือนเอามือปิดตาตน ไม่ขอเห็นชง แต่ชงก็ยังกระทำต่ออยู่

 

ดีมาหน่อยก็ หักเห ชง คือ เบี่ยงไป เลี่ยงไป ไปบอกว่าทำกรรมก็ค้องชดใช้ ถ้าทำตรงนี้เบา ก็จะไปหนักที่อื่น แต่หลงลืมว่า ตัวเลือกสุดท้าย

 

คือการจัดกายใจให้ใส สะอาด ให้สว่าง สงบ มันเป็นทางออดถาวร เมื่อไปคาดคั้นมั่นหมายแต่ทางออกจอมปลอม “การเกิดทุกคราว ก็ย่อมเป็นทุกข์ร่ำไป” 

 

身是菩提樹,

心如明鏡台,

時時勤拂拭,

勿使惹塵埃。 

 

 

菩提本無樹,

明鏡亦非台,

本來無一物,

何處惹塵埃?

 

ถ้าทำความเข้าใจ ความต่างของกลอนระหว่างของพระเสินซิ่ว 神秀 กับพระเถระ 慧能 ก็จะเข้าใจว่า วันนี้ผมพูดเรื่องอะไร แต่ถ้าบอกว่าไม่เข้าใจ จำวลีนี้ไว้

 

“ถ้ายังหักห้ามใจที่จะรักใครชอบใครไม่ได้ 

 

ก็ให้ฝึกกายฝึกใจให้รักใครชอบใครอย่างถูกต้อง 

 

หากยังหักห้ามใจสิ้นความอยากมีรัก อยากรักไม่ได้ 

 

ก็ให้มุ่งหมายใจไว้ก่อนที่ จะดำเนินไปในทางเพื่อสักวัน จะสิ้นรัก สิ้นอยาก สิ้นความกำหนัด สิ้นราคะ ค่อยๆฝึกฝนไม่ต้องคาดคั้น พลาดบ้าง เสียบ้าง ผิดบ้าง จมติดบ่วงมันบ้าง สลัดมันหลุดบ้าง แล้วมาติดใหม่บ้าง เป็นเรื่อง ธรรมดา แต่ให้มีเป้าหมายที่การ สละ การสลัดคืน การละทิ้ง การปล่อยวาง ไม่ควรมีเป้าหมายที่ความหมายมั่น คาดคั้น ต้องมี ต้องเป็น ต้องได้ ตลอดไป

 

โลภะ (ราคะ) ก็ต้องจัดการแบบนี้ แต่ก่อนจะไปฝ่าด่านราคะ (ความรัก ความชอบ ความเจ้าชู้) ได้นั้น ซึ่งไม่ได้ง่าย การหลงติดใจในกาม ยังมีอยู่ในพระอริยบุคคลตะสิ้นไปก็ต่อเมื่อเป็นอรหันต์ แต่พระอนาคามี เป็นอริยบุคคลผู้สิ้นโทสะ แปลว่า จะฝ่าด่านไปละกาม ละราคะได้ ต้องฝ่าด่าน ละโทสะ ให้ผ่านก่อน

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า แก้ โทสะ ด้วย เมตตาภาวนา ไม่ใช่ไปภาวนาว่า หายใจเข้า เมตตา หายใจออก เมตตา แต่ให้ทำความเมตตา คือ ความปรารถนาให้สัตว์อื่น ผู้อื่นมีความสุข ให้เกิด ให้มีขึ้นในใจบ่อยๆ 

 

ใจคนมันบังคับไม่ได้ อย่าเรียกว่าการมีธรรม เป็นผู้อยู่ในธรรม หรือปฎิบัติวิปัสนา จะบังคับใจตนได้  เราแค่กำลังฝึก ข่มใจ คือถ้าสั่นไหว วอกแวกมาก ก็จับมาให้รวมๆกัน มาเป็น ณ ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อให้ ตั้งมั่น เมื่อตั้งมั่นจะมีกำลัง และจะมีสติ รู้เท่าทัน ใจตน กิเลสที่มากระทบใจตนได้ แต่ไม่ได้แปลว่า ทำได้แล้วกิเลสจะโบกมือลาจาก และทำได้แล้ว จะไม่หลงไปติดข้องในกิเลสอีก กิเลสมาเสมอ แต่เราไม่ไปหลงยึดกิเลสว่าเป็นเราได้ ก็ด้วย การ”ฝึกใจ” ใจบังคับไม่ได้ แต่ใจคนเราฝึกได้ ฝึก ค่อยๆฝึก ค่อยๆลาก จูง วอกแวกอีก แล่นไปอีก ตะแล้ตแต้ดแต๋อีก ก็ลากมาอีก พุทธเจ้าเลยเปรียบ จิต หรือที่เราเรียกกันว่า ใจก็ดี หัวใจของชั้น ดวงใจของชั้นก็ดี ว่า เหมือนดั่ง วานร ที่บัณฑิตย่อมมันไว้กับ หลัก (ปักลงจุดใดจุดหนึ่งไม่คลอนแคลน) และเฆี่ยนถ้าหากตะกุยตะกายหรือโวยวายมาก หรือจะหาทางสลัดหลุดจากหลัก ก็ต้องดึงกลับมาเฆี่ยน เพราะลิงตัวนี้ กุมเอาเชือกที่มัดสัตว์อีกห้าตัว คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกายเอาไว้ ถ้าคุมลิงได้ ตัวอื่นก็อยู่ในหลัก แต่ถ้าคุมลิงไม่ได้ หรือคุมได้แต่ตัวอื่นที่ไม่ใช่ลิง ก็คือไม่มีหลัก

 

การวางเป้าหมายไว้ที่ความ สละ

ก็คือ การมีหลัก มัดลิงเอาไว้ 

 

ลิงเพ่นพ่านแน่ ของที่เคยชอบ คนที่เคยใช่ อาการที่เคยปรี้ดแตก ลิงวิ่งไปหาแน่ ด้วยหลงว่า ลิงก็คือลิง คนก็ไปหลงว่าเป็นลิง หาได้ทำตัวเป็นเจ้าของมัดคอลิงไม่ 

 

เราจึงต้องฝึกสมาธิ คือ เจริญสติ ทำให้สติมีกำลังมากพอจะรู้ว่า “ไม่ใช่ลิง” ความคลั่ง ความเครียด ความโกรธ ความชอบ ความอยากได้ ความทำอะไรเพื่อสิ่งอะไรแบบบ้าๆบอๆ หรือความไม่ฉลาด ความหลง มันแค่มากระทบที่ใจ ที่ลิง แล้วลิงก็แล่นไป แล้วลิงก็ติดใจ ติดใจมากก็คิดว่า นี่คือ ลิง เช่น

 

ลิงต้องปัง ลิงต้องเริส ลิงต้องสวย ลิงต้องหุ่นดี มีกล้ามมีหน้าอก มีหน้าตาผิวพรรณงาม

 

ลิงต้องขึงขัง ลิงต้องไม่ยอมคน ลิงต้องกล้าได้กล้าเสีย (เพื่อแลกกันอะไรบางอย่าง) ลิงต้องกล้าลุย

 

ลิงกำลังเสียใจ ลิงกำลังโกรธ ลิงไม่ชอบคำนี้เลย ทำไมมาว่าลิงแบบนี้ ทำไมมามองลิงเช่นนี้ สารพัดจะลิง ก็ด้วยไม่มี สติ กำหนดรู้ทันว่า

 

มาาาาาาา นี่ เจ้าลิงจ๋อ ฉัน จะมัดเธอไว้ กลับมาซะ 

 

ถ้าไม่มีวิปัสสนา ไม่มีสมาธิตั้งมั่น โปรเสสที่ผมแสดงไป แจกแจงไป คุณมองไม่เห็น จับไม่ทันหรอกครับ เพราะมันเกิดไวมาก ดับไวมาก และเกิดดับ เกิดดับ ตามหาต้น ค้นหาปลายไม่เจอหรอก จะเห็นแค่ ชั้นกำลังปลื้มเธอ เธอสวย ตูไม่ชอบมึน มึนว่าตู จะไม่มีทางเห็นว่า ที่ว่า ชั้น ว่า ตูเมื่อสักครู่นี้ เป็น ลิง 

 

เราไม่ใช่ลิง

ลิงก็ไม่ใช่เรา

แต่คนไม่ฝึกสติ หรือต่อให้ฝึกแต่ยังไม่เต็มเปี่ยมก็ยังมีโมเม้นท์ไปสำคัญผิดว่า เราเป็นลิง ตัวนั้น นั้นเอง

 

ทำชีวิตให้มอง เห็นลิง จับได้ไล่ทันลิง

และมีความเมตตาต่อกายใจตน ไม่ไปเกลียดใจตัวเองว่า ผ่านโลกมาขนาดนี้ ฝึกมาขนาดนี้ ยังบ้าตัณหา ยังโกรธอีกทำไม ถ้าทราบว่า มันเบาบางลง ค่อยๆลดลง ไม่ได้เพิ่มจากเดิมที่เคย ก็แปลว่า ได้ผลแล้ว ทำมาดีแล้ว เช่นเดียวกัน ไม่ต้องไปเคียดแค้น คาดคั้น จะเอาบรรลุให้ได้ ไม่ได้จะตายซะ แบบคนบ้าทำ คือ พระสุปฏิบันโนท่านพูดประโยคนี่ด้วย กำลังของใจ กำลังสติที่เต็มเปี่ยม และด้วยความมีวิริยะสี่ เหมือนหลวงปู่ชาสอนว่า ไม่ดีก็ให้มันตาย ไม่ตายก็ให้มันดี ท่านไม่ได้กล่าวด้วยกำลังของการเอาความเครียด ความบังคับ หรือโทสะไปเค้นเอาให้ตายๆไปซะ แต่ให้มองด้วยใจเบาๆแบบมีปัญญา ไปเห็นทุกข์โทษแล้วมาฝึกใจตนเอง อย่างจริงจัง มุ่งมั่น เอาเป็นเอาตาย แต่ใคร อินทรีย์พละ วิริยะ สติ ปัญญา ยังไม่แน่วแน่ ก็ค่อยๆทำ แค่ขอให้มีเป้าหมาย หลุดบ้าง พลาดบ้าง ก็ให้อภัยตนเอง และเริ่มต้นใหม่ อย่าไป เกลียด อดีตตนเอง อย่าไปเกลียด เมื่อวานของตนเอง และอย่าไปวาดว่าอนาคตต้องอยู่ด้วยกันนาน รักกับตราบนาน อนาคตต้องดีกว่านี้แน่ๆ มันไม่มีอะไรแน่ มีแต่ปัจจุบันที่ทำได้แน่ๆ จะดีไม่ดี เลือกได้ ที่ปัจจุบัน 

 

หวังว่าอนาคตต้องดีกว่าวันนี้ ก็เพ้อหลงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

คร่ำครวญอดีตที่เคยทำอะไรไม่ดีไว้ ก็อาวรในสิ่งที่ย้อนเวลากลับไปแก้ไม่ได้

 

ซินแสหลัว

จะหกโมงเช้า 4/1/2018 

วันนี้ทำบุญ ตานข้าวใหม่

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ดนตรีสำหรับลูกในท้อง-เด็ก / การทำบุญออนไลน์ที่แห้งแล้ง

ดนตรีสำหรับทารก-ดนตรีสำหรับลูกในท้อง

ปรัชญาจีน และพุทธ ว่าด้วย ดนตรีที่เหมาะกับลูกน้อย
ดนตรีสำหรับเด็ก ลูกในท้อง 
ลูกแก่แดดแก้อย่างไร
อยากให้ลูกดีทำอย่างไร
และการทำบุญออนไลน์แห้งแล้งอย่างไร

ตั้งแต่เด็กเป็นคนชอบฟังดนตรีจีนและดนตรีล้านนาโบราณมากๆ ไม่รู้เพราะอะไรนะครับ ในสมัยที่เพื่อนๆผมเค้าชอบฟังเพลงสากลหรือเพลงฝรั่งไปตามยุค ผมกลับมีสองภาค คือ ภาคหนึ่งคือ ดนตรีไทยโบราณ หรือล้านนา ก็ได้แค่ ค่าว ซอ ขับเสภา ปี่พาทย์ ดนตรีบรรเลงต่างๆ โดยเฉพาะ ซึง สะล้อ ฯ หนักเข้าขึ้นก็หัดเล่นด้วยตนเองเสียเลย เคยได้บุญวาสนาอันดีมีโอกาสศึกษากับศิลปินล้านนาด้านดนตรีผู้มีชื่อ คือ ท่านอาจารย์วิเทพ กันทิมา ละมารับทราบความจริงในภายหลังว่า ระบบการเรียนดนตรีของล้านนา ไม่ได้เรียนด้วยตัวโน๊ต แต่เรียนด้วยการท่องจำ จำอะไร จำเสียงที่ครู ซึ่งคนล้านนาเรียก พ่อครู ดีด หรือ สี ให้เราฟัง ดนตรีล้านนาพื้นบ้านจึงมักจะได้ยินกันตาม วัด ท้องทุ่งนา หรือไม่ก็ที่สาธารณะคล้ายดนตรีวนิพกก็ไม่ปาน และอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สายในวัง หรือในคุ้มหลวงเจ้านาย ทั้งนี้ เมื่อยุคสมัยเจริญขึ้นก็ได้มีการเอา โน๊ตดนตรีมาใส่ ทำให้เรียนรู้ง่าย แต่สิ่งที่ต้องแลกกันไปคือท่วงทำนองความพริ้วของเสียงโน็ตดนตรีบางตัวที่ขาดหาย เพราะไม่สามารถจดเสียงนั้นเป็นตัวอักษรได้ ต้องอาศัยฟัง จำ และเล่นต่อๆกันเอา คุณพ่อเคยเล่าว่า นักดนตรีล้านนาเก่งๆบางท่าน แค่ได้ฟัง พ่อครู ดีดซึง หรือสีสะล้อ เพียงไม่กี่หน ก็สามารถใช้ความสามารถทางการได้ยิน คือหู อันพิสดารกว่าชาวบ้าน แยกแยะตัวโน็ตและดีดตามได้ในเวลาไม่นาน 

ย้อนกลับมาหาสิ่งที่คู่ขนานคือ ดนตรีจีน เช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงดนตรีจีนจะทำให้รู้สึกมีความสุขมีชีวิตชีวามา ตรงกันข้ามกับคนสมัยใหม่คือผมค่อนข้างไม่นิยมฟังดนตรีสากล ค่อนไปทางรังเกียจเสียด้วยซ้ำ เพราะดนตรีสมัยก่อน หรือดนตรีบรรเลง มักบรรยายธรรมชาติ ชีวิต ความเป็นไปในโลก แต่ดนตรีสากล เพลงสากล ณ สมัยผมก็คือว่า บรรยายเอาเรื่องรักๆบ้าง สังคมแย่ๆบ้าง เป็นหลัก ฟังแล้วจิตตก พูดง่ายๆ ไม่ต้องมีเนื้อร้อง แค่ทำนองก็จิตตกแล้ว ทำได้ดีสุดคือปิดทุกอย่างแล้วไม่ฟังทั้งนั้น

ทีนี้ก็เกิดความติดค้างใจอันนึงคือว่า เราชอบเสียง กู่เจิงมาก ฟังละเพลินมากครับ ยิ่งกว่าเปียโน ก็เลยมาได้รู้ความจริงว่า เครื่องดนตรีชนิดนี้ สามารถดีดเอาตัวโน๊ตได้หลากหลายเสียงมากๆ แม้นแต่เสียงที่ไม่อาจจดเป็นตัวอักษรได้ แต่สุดยอดปนความ งง คืออะไร ก็คือ กู่ฉิน 古琴 ฟังทีไรไม่เคยเกินยี่สิบนาทีหรอก เพราะว่า อะไรไม่รู้ ฟังแล้ว งง แต๊ง แต๊ง และนานๆ มีต๊อง ขึ้นมา มีตะละแล่งแต๊ง และก็ ตึ่งวึ้ด ตึ่งวึ้ด สารพัดเสียงแปลกๆ กับทำนองที่ดูเหมือนไม่ต่อเนื่องกัน เดียวหายไปสักพัก เดียวมาใหม่ เดียวนอกจากดีด ก๊มีเคาะบ้าง ปะปนอลหม่าน ตอนนั้นคิดนะ แต่พอตอนนี้มาฟัง อ้อ เข้าใจละ มิน่าเขาว่านี่มันคือ เครื่องดนตรีชั้นสูง คือคุณต้องใช้จิตสงบขั้นนึงในการฟัง คือจะมาฟังเพื่อให้ผ่อนคลายแบบคลายเครียดเหมือนดนตรีอื่นไม่มีทางครับ ฟังละยิ่ง งง แต่ถ้าฟังกูฉิน ด้วยใจสงบ ไม่กระวนกระวาย ไม่เร่งรัด ไม่เร่งรีบ เสียงดนตรีกู่ฉินกลับช่วยทำให้ใจคลาย มีความสงบลงได้ เห็นภาพธรรมชาติ และบรรยากาศอันงดงาม แบบปราศจากมลทินใดๆนอกจากอารมณ์ทางใจของผู้เล่นที่ใส่ลงไปบ้างตามสามัญวิสัยของปุถุชนเท่านั้น แต่ก็เบาบางนัก เพราะคนเล่น กู่ฉินได้ แต่ละคนพอผมฟังอารมณ์ตอนเขาดีด วงเล็บ ฟังด้วยจิต ปรากฎว่าจะมีความนิ่ง สงบ มากกว่าทั่วไปหน่อย คือไม่ได้เน้นเพื่อเอาเสียงเพราะ เอาบันเทิง เอาใจคึกครื้น เอาสนุกแต่อย่างเดียว แต่เหมือนเป็นการวาดภาพ โดยมีแต่ละเส้นสายของกู่ฉินเป็น พู่กัน และเสียงนั้น เป็นน้ำหมึก แต่งแต้มออกมาได้ 

ยังจะได้ดี ผมเริ่มศึกษาปรัชญาจีนใหม่ๆ (ตะก่อนผมเรียกพวกนี้ว่า วิชา โหราศาสตร์จีน คือ รวมทั้ง ดวงจีน ฮวงจุ้ย แต่พักหลังนี่ชักรู้เยอะ ล่วงไปถึงวิชาที่คนไทยเองก็ยังไม่รู้จักหลายวิชา การแพทย์ก็ด้วย กำลังภายในสมาธิก็ด้วย เลยขอเรียกรวมใหม่ว่า ปรัชญาจีน) ทั้งนี้ ด้วยความเป็นคนชอบค้นคว้า ในเรื่อง ยินหยางอู่สิง 陰陽五行 หรือ ห้าธาตุดวงจีน ก็เลยได้ทำการค้นคว้าหมายอย่างละเอียด ถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับแพทย์จีน ก็ต้องเอาไปถามแพทย์จีน เรื่องนี้เกี่ยวกับศิลปะ ก็ต้องไปค้นความรู้ทางศิลปะจีนมาตอบ และถ้าเรื่องนี้เกี่ยวกับดนตรีหละ แน่นอนครับ ผมดั้นด้นไปพบอาจารย์สอนดนตรีจีนผู้มีชื่อท่านนึงในไทย เพื่อไปถามท่านว่า โน็ตทั้งห้าแบบนี้ ผมอยากได้ยินเสียง ช่วยดีด หรือ เคาะ ให้ผมฟังหน่อยได้ไหม 

อาจารย์ผู้นั้นกล่าวถามผมว่า “ซินแส ไปรู้จักโน็ตพวกนี้ได้อย่างไรครับ นี้ตัวโน๊ตสมัยโบราณ

สมัยนี้ไม่มีแล้ว บางตัวนี้ยอมรับว่า จนปัญญาจะ ดีด ให้ฟังได้จริงๆนะครับ” 

เป็นอันว่า เราทราบแต่ตัวหนังสือ และนี่เป็นวรรคเดียวที่ผมแปลได้แบบยังไม่สิ้นความในใจ เพราะยังไม่อาจพิสูจน์ให้ถึงที่สุด จนกระจ่างใจได้

เลยได้ข้อสรุปว่า ใช่ครับ เหมือนที่ปรัชญาจีนกล่าว เสียง คือ คลื่น คลื่น คือ ธาตุน้ำ หูคนเราก็เป็นตัวรับธาตุน้ำ เมื่อเป็นธาตุน้ำ ความเปลี่ยนแปรจึงหลากล้านหลายแสนรูปแบบมาก พลิกแพลงได้สารพัด ในขณะเดียวกันก็แปลว่า ถ้าเพี้ยน ก็สามารถเพี้ยนได้จากอันเดิมแบบไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้เช่นกัน เพราะความที่ระดับเสียงใกล้กันมาก ไม่ต้องมองอะไรมากเลย มองทฤษฎีหูสุนัขกับหูคน เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน ณ ที่แห่งเดียวกัน แต่ สุนัข กลับสามารถรับคลื่นเสียงที่คนเรารับไม่ได้ ก็พูดได้ว่า เขาสามารถรับข่าวสารได้เยอะกว่าเราทางเสียง นั้นเอง 

คุณเคยสงสัยมั้ยว่า ทำไม พระพุทธเจ้า ท่านตรัสผู้ได้ยินได้ฟังมาก หรือที่เราเรียก คนฉลาดๆมีความรู้ ว่า พหูสูต ทำไมท่านไม่ตรัสเรียกผู้ได้เห็นได้อ่านมาก กลับยกย่องผู้ได้ยินได้ฟังมาก คือ ยกย่องการใช้หู มากกว่าใช้ตา แต่จริงๆคนเราก็รับสัมผัสพอๆกันหละครับ แต่ทำไมท่านไปเน้นที่ การฟัง มากกว่าการอ่าน

แน่นอนหละ ในสมัยโบราณบางท่านอาจจะบอกว่า ก็ไม่มีตัวอักษรพอจะมาจารึกถ้อยคำได้หมด หรือการสอนก็เป็นการสอนแบบปากเปล่า พูดให้จำ มากกว่าเป็นการให้ไปอ่าน หรือมีตำราให้อ่าน เพราะฉะนั้นคำสอนในศาสนาพุทธ ก็เลยเป็นเหมือนสมุดจดบันทึก คำพูดของพระพุทธเจ้า และเรื่องเล่าของพระองค์ที่พระสาวกจดจำมา ตลอดจนคำพูดด้วย เพราะฉะนั้น การสื่อการที่โบราณที่สุด คือ เสียง คนเราเริ่มพูดได้ ก่อนเขียนได้ เสมอ ซึ่งขณะนี้ก็ยังเป็นอยู่ใช่ไหมครับ เด็กเกิดใหม่ พูดว่า แม่ หรือ พ่อได้ ก่อนจะเขียนคำว่า พ่อ แม่ ได้ อีก ใช้เวลาห่างกันหลายปีอยู่ ถ้าย้อนไปเรื่องร่างกาย เราก็ได้ยินเสียงก่อนจะเห็นภาพตั้งแต่เราอยู่ในท้องแม่แล้ว เลยมีความคิดสมัยนิยมเรื่องเปิดเพลงคลาสสิคให้ลูกฟัง แต่ผมเคยพูดเรื่องเพลงคลาสสิคแล้วว่า ดนตรีทางเอเชียเรา ออกไปทางธาตุไม้ ทั้งวัสดุที่ใช้ ท่วงทำนองลีลา แต่ของฝรั่งเขาออกไปทางธาตุทอง ถ้าอยากให้ลูกเราเป็นเด็กจิตใจงาม ควรให้ฟังเพลงทางเอเชีย มากกว่าเพลงทางฝั่งยุโรป ที่คนแต่งก็เป็นคนวัยกลางคน แต่งให้คนวัยกลางคนหรือผู้ใหญ่ฟังกันครับ เขาฟังกันในโรงละคร เพลงพวกนี้ไม่ใช่เพลงกล่อมเด็ก หาควรเอามาเปิดจ่อให้ลูกฟังไม่ รังแต่จะเป็นผลเสียทำให้เขาแก่เกินไว เพราะทอง ตรงข้ามกับไม้ ไม้คือค่อยๆโต นุ่มนวล เติบโตผสานกับธรรมชาติ แต่ทองคือ ปรับปรุง เปลี่ยนฉับไว แน่ชัด และโตไวมาก แก่แดดนั้นหละว่าง่ายๆ และแก่แดดก็เลยดูเหมือน ฉลาดใช่ไหม ใช่แน่นอนครับ ถ้าพูดกันตามปรัชญาจีน ทอง ย่อม หนุนน้ำ น้ำ ผมไม่เคยแปลว่า ปัญญา ผมค้านมาตลอดว่า น้ำ หรือ ธาตุน้ำ หรือคำว่า 智 จากลัทธิหยู ขงจื้อ นี่ แปลได้มากสุดคือ ความฉลาดอย่างยิ่ง แค่นั้น ไม่ใช่ตัว ปัญญา แต่ประการใดเลย ปัญญาเหนือกว่านั้น ผมเคยแปลสั้นๆให้คนที่มาฟังบรรยายฟังว่า ปัญญา แปลว่า แก้ปัญหาได้ สิ่งใดรู้เฉยๆแต่แก้ปัญหาอะไรให้ชีวิตไม่ได้เลย ไม่เรียกว่า ปัญญา เพราะมีปัญญา ชีวิตจะมีทางแก้ มีทางเดิน มีเป้าหมาย และไปต่อได้ ต่างกับความฉลาด ที่คนที่ฉลาดหลายคน เอาตัวไม่รอด ยากจน เข้ากับใครไม่ได้ มีปัญหากับการอยู่ร่วมกับคน ไปจนถึงตัดตัวเองออกจากโลกด้วยการ ฆ่าตัวตาย มากมาย ครับ คนฉลาดก่อคดีที่ยากจะสืบได้ แต่คนมีปัญญาจะไม่สร้างคดีหรือความทุกข์ใจให้คนอื่น เพราะ ปัญญาจะมีได้ ต้องมีศีล มีสมาธิ คอยชำระ คอยเติมเต็มกันไปมา ให้เจริญขึ้น พร้อมๆกัน คำสอนขงจื้อ เป็นความฉลาดอย่างยิ่ง เพราะเป็นความรู้ที่ช่วยแก้ปัญหาทางโลกได้ แต่ในทางโลกุตระ ยังแก้ไม่ได้ จึ่งไม่อาจกล่าวเรียกได้ว่าเป็น ปัญญา บางท่านด้วยความไม่เข้าใจภาษาบาลี ก็ไปเขียนเติมว่า ปัญญาญาณ ก็ ปัญญา นั้นเองนี้ คำนี้ ก็มีคำว่า ญาณ อยู่ในนั้นแล้ว แต่เป็นญาณแบบพิเศษจำพวกนึง แค่นั้นเอง 

ทอง หนุน น้ำ ฟังดนตรี ฝรั่ง เลยฉลาด โตไว หัวคิดไปไว เหมือนจะเรียนรู้ไว มันไปตรงกับสำนวนจีนโบราณที่สอนลูกหลานว่า ป๋า เหมียว จู้ จ่าง  拔苗助長 คือชาวนาอยากให้ต้นกล้าโตออกรวงไวๆ แทนที่จะรอตามฤดูกาล ดูแลนาตัวเองตามปกติ เปล่าเลย เขามีความคิดแปลกๆคือ ไปดึงเอาต้นกล้านั้นขึ้นทีละนิด แบบไม่ได้ดึงพรวดทีเดียวให้พ้นจากดินนะครับ ดึงนิดเดียว ให้เหมือนดูว่า ต้นโตสูงขึ้นมานิดๆละ ทำแบบนี้ทุกวัน ทุกวัน สุดท้าย เมื่อรากไม่สามารถทำงานได้ ต้นข้าวก็ตาย คือ การไปเร่งโต เกินวัยอันควรนั้นเอง เร่งให้ทันกับวิทยาการและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี ลืมไปว่า คนเรามีชีวิตอย่างเดียวก็หาไม่ เรามีจิตใจที่ต้องหล่อเลี้ยงด้วย ดนตรีฝั่งเอเชียส่วนมาก เช่น จีน อินเดีย ไทย พม่า ลาว เขมร ชวา เปอร์เซีย เหล่านี้ล้วนออกมาทาง ธรรมชาติ ธาตุไม้ เสียงดนตรีไม่กระชากสูงต่ำรุนแรงฉับพลันมาก ฟังแล้วเนิบๆ เย็นๆ จะโศก หรือ เกรี้ยว ก็เกรี้ยวแบบ เกลียวคลื่นในทะเลคลั่ง ยังไม่รุนแรงเท่า เกรี้ยวแบบไฟไหม้โลก อุกาบาต ภูเขาไฟระเบิด บึ้ม บั้ม ส่งผลคือ การเจริญสติ เจริญปัญญาได้ง่าย คลื่นความสงบเกือบเท่าเสียงสวดสาธยายมนต์ ประเด็นนี้เช่นกัน เสียงเมื่อหลากหลายกว่าภาพ ก็เพี้ยนง่ายกว่าภาพ การเขียนอักขระภาษาโดยใช้เสียง หรืออ่านออกเสียง ก็เพราะทุกภาษาย่อมต้องอ่านออกเสียงเพื่อสื่อสาร เพราะมนุษย์ พูดคุยกันด้วย อ่านด้วย เขียนด้วย ฟังด้วย  ก็ย่อมจะอ่านได้ผิดแผกไปจากกันหลายสำเนียงทั้งๆที่อาจเขียนเหมือนกัน และบางคำ หรือบางเสียงที่คุณใช้สื่อสารกัน ก็ไม่สามารถเขียนเป็นตัวหนังสือได้ นี้เป็นจุดเด่นของ การจดบันทึกด้วยอักษรเสียง แบบภาษามคธ หรือ พระบาลี หรือไทยเราก็รับอิทธิพลนี้มา คือ การผสมพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ มาเพื่ออ่านออกเสียง เราไม่ได้เป็นอักษรภาพแบบอียิปต์หรือจีน พิสูจน์ง่ายๆคือ บทสวดมนต์ทางพระพุทธศาสนาทางเถรวาทจะสามารถสวดเสียงได้ใกล้เคียงกันทั้ง พม่า ไทย อินเดีย ศรีลังกา ต่างกันแต่บ้างก็ ท่วงทำนองและสำเนียง แต่ถ้าเปลี่ยนไปทาง จีน มหายานไปเลย จะแตกต่างกันไปด้วยการใช้อักษรในการทับศัพท์ออกเสียงก็ดี หรือไม่ก็ แปลพระสูตรจากพระบาลี ทับลงไปด้วยภาษาจีนเลยก็ดี 

ข้อเด่นของอักษรรูปภาพ ตามปรัชญาจีนถือว่า ออกมาทางธาตุไฟ คือ สัมผัสทางใจได้ไว เห็นภาพละจำได้ไว และก็ลืมไว เหมือนเราไปเที่ยว สักพักก็ลืม ภาพในอดีตตอนแม่ป้อนข้าวเรา ป้อนนมเรา เราก็ลางๆเลือนๆ แต่สิ่งที่เราจำได้คือ คำพูดแม่ เพลงกล่อมของแม่ ของย่า มากกว่า เพราะเราจำเสียงได้ ตราตรึง ติดแน่นกว่า เพราะเสียง ปรัชญาจีนให้คุณค่าออกมาทาง ธาตุน้ำ 

ดนตรีฝรั่ง เลยเป็น ธาตุน้ำผสมทอง เกิดเหตุแบบที่ได้ชี้แจงมาข้างต้น ส่วนดนตรีฝั่งเอเชีย เป็น ธาตุน้ำผสมไม้ สอดผสานกันกลมเกลียวดี และที่สำคัญ ธาตุที่ผมกำลังพูดในบรรทัดนี้ ไม่ใช่ธาตุที่สามารถจับได้ ถือเอาได้ เสียเมื่อไหร่ อาจารย์บางท่านเลยเรียกว่า ธาตุเทียม เพราะเหมือนจะจับต้องไม่ได้ มองไม่ค่อยเห็น แต่ก็รับรู้ได้ 

คำแนะนำผมคือ แบ่งเวลาให้ลูก และตัวคุณเองครับ เมื่อต้องการกล่อมเกลาใจ หรือเค้ายังเด็ก ให้เค้าได้รับสิ่งที่เป็น ธาตุไม้ ธาตุไฟ เยอะหน่อยเช่น เสียงดนตรีไทย ดนตรีเอเชีย ที่ยกตัวอย่างไป ดนตรีจีนก็ด้วย ศิลปะวาดเขียนก็ด้วย โตมาหน่อย อาจให้ฟัง หรือรับรู้ทางธาตุทองได้บ้าง เช่น ดนตรีสากล กีฬา หรือเทคโนโลยีตามแต่ถนัด ถ้ายังไม่ถึงห้าหกขวบ อย่าเลยครับ อย่าเลยที่จะไปเอา คอมพิวเตอร์ มือถือ แสงรังสี ย้ำ ไม่ใช่แสงสีนะ แสงรังสี จริงๆแสงก็เป็นรังสืแบบนึงหละ แต่เราไปพูดแสงสี ฟังดูสวย ผมพูดว่า แสงรังสี จะได้สะอึกมีสติเห็นโทษมันบ้างว่า จอประสาทตา ที่กำลังไม่แข็งแรงมาก โดนรังสีพวกนี้สาด ก็เสื่อมไว สมัยก่อนจำกันได้ไหม ไปนั่งใกล้โทรทัศน์ ห่างแค่ศอก หรือ สองศอก จะโดนพ่อแม่เอ็ดว่า อย่าไปดูโทรทัศน์ใกล้ สายตาจะเสีย ของพวกนี้ถ้ามีแสง ก็มี ฟลักแม่เหล็กไฟฟ้าตามมาด้วยครับ มันบั่นทอนอวัยวะเราทั้งหมดแน่ๆหละ ถ้าพูดตามปรัชญาจีนคือ ทอง ย่อม บาด ไม้ ทำให้ไม้บาดเจ็บ เผอิญว่า เป็น ทองเทียม เลยเลือดไม่ไหล เลยค่อยๆเสื่อมอย่างไว ไม่เสื่อมแบบ บอดทันที ละสมัยนี้ คุณให้ลูกเล่นมือถือ แทบเลต สิ่งพวกนี้ห่างจากดวงตาน้อยๆของเขา ถึงศอกไหมครับ มีเด็กคนไหนยื่นมือไปสุดแขนแล้วกดมือถือ รึ 

แค่นี้ก็ทำนายได้เลย อนาคต คนป่วยโรคปอดจะเยอะ เพราะอากาศเสีย คนป่วยโรคมะเร็งหัวใจจะเยอะ เพราะสารพิษเยอะ และพักผ่อนน้อย คนป่วยโรคตา จะเยอะ เพราะตาไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก

ปรัชญาจีนเราถือว่า วัยเยาว์ เป็นวัยที่เสริมสร้างพื้นฐานความแข็งแรง ของคนเราไปชั่วชีวิต ย้ำว่า ชั่วชีวิต คือถ้าไม่ดูแลช่วงนี้ให้ดี ต่อให้คุณทำงานมีเงินเดือนละ จะกลับมายัดอาหารเสริม สารพัดสารวิเศษใส่ร่างกาย ไม่ทันแล้วครับ รถด่วนขบวนสุดท้าย จากคุณไปตอนก่อนอายุ 16 ปีโดยประมาณ เป็นอย่างช้าสุดแล้ว ไวสุดที่รถขบวนสำคัญจากไปคือ 10 ขวบ 

ใจเย็นๆครับคุณผู้ปกครอง ไม่ต้องไปเร่งให้ลูกสอบได้ที่หนึ่ง เก่งภาษาพูดปร๋อ หรือเก่งคอมพ์ เก่งมือถือ แต่เด็กๆเล็กๆหรอกครับ เสริมธรรมะ ศีลธรรม ศิลปะ ให้ชีวิตเค้าช่วงวัยเด็กเยอะๆ คุณพูดเสมอไม่ใช่หรือว่าต้องการคนดี ลูกดี มากกว่าลูกเก่ง คือขอให้ลูกเรามีชีวิตที่ดีนะ ก็แปลว่า ขอให้ลูกเราเป็นคนดีก่อนนั้นหละ ละคุณลองหันกลับมามองว่า เวลาแต่ละวัน ที่คุณใช้เพื่อเติมแบตเตอรี่แห่งความดีให้เขา มันน้อยหรือมาก กว่า แบตเตอรี่แห่งความรู้ เรียนพิเศษ และเทคโนโลยี ถ้าอีกฝั่งมันมาก จะต้องมาประท้วงทำไมว่า อีกฝั่งทำไมเสื่อม ก็เพราะคนเรา มีเวลาวันนึงเท่ากัน 12 ชั่วยาม คุณไปยัดอันนึงใส่มาก ก็ไปกินเวลาที่จะไปเสริมอีกฝั่งนึงเป็นธรรมดา และยิ่งวัยเด็ก ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องไปก้าวทันเทคโนโลยี ใช้แค่ติดต่อสื่อสารแบบพอควร เช่น ติดต่อนัดหมายการนัดกลับบ้าน รับลูกจากโรงเรียนมาบ้าน หรือกลัวพลัดหลงกัน ใช้เป็นครั้งคราว พอแล้วครับ 

โลกเราอนาคตจะมีหุ่นยนต์ มาแทนแรงงานคนมากพอแล้ว จะฉลาดกว่าคนด้วยซ้ำ คุณคิดคำนวนทันหุ่นยนต์รึไง 

อย่าผลิต หุ่นนต์ที่มีหัวใจเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อ เพิ่มอีกเลย ผลิตชีวิตที่มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมเถิด 

ล่าสุดเมื่อเย็นวาน ผมตกใจมาก ปัญญาชนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นระดับ ดร. และท่านปฏิบัติธรรมบ้างด้วย ท่านกล่าวว่า ก็ออกไปสังคมภายนอกมันวุ่นวาย ฉันขออยู่คนเดียวกับแฟนในคอนโด ดีกว่า นี่หละ สันโดษ

ผมตอบว่า ผิดแล้ว ธรรมะ ไม่ใช่สันโดษแบบนี้ แบบนี้เรียก สันโดดโดด สันอยู่คนเดียว สันโดษจริงๆคือ พอใจในสิ่งที่ตนมีไม่ไปทำอะไรตามกิเลส อยากๆตามกิเลส ไม่ได้แปลว่า เลิกยุ่งกับใคร พระพุทธศาสนาเราไม่ได้สอนให้คนเลิกช่วยเหลือกัน ถ้าแบบนี้ การเจริญ เมตตา กรุณา มุฑิตา ก็ย่อมไม่เกิด ไม่มีทั้งนั้น เพราะอยู่แบบโดดๆ แบบเดี่ยวๆ ชั้นไม่พึ่งใคร ใครก็ไม่ต้องมายุ่งกับชั้น

“แต่ก็คุยกันและสนทนาธรรมกันบ้าง ทำบุญทางออนไลน์ตลอดนะค่ะ”

บุญ กุศล ธรรม อันแห้งแล้ง คือไม่ได้เกิดความซาบซึ้งใจมากมายหรอก และคนเดือดร้อนทุกข์ยากอีกมากที่แม้แต่จะเข้าอินเตอร์เนตไม่ได้เพราะเค้าไม่มีเงินซื้อมือถือ ที่ขอทานอยู่ไม่ไกลจากบ้านคุณเกินรัศมีห้ากิโลนี้เล่า จะไม่ช่วยเขาเลยรึ แม่บ้าน ยาม คนกวาดถนน เค้าสบายดีมีงานทำ เราไม่ต้องช่วยอะไรแล้วรึ นี้คือ บุญแห้งแล้ง คือ คิดแบบแห้งๆว่า ขอข้าพเจ้าอยู่ได้ สบาย ครอบครัวดี พอละ ดีกว่านั้นหน่อยก็ช่วยคนบ้างตามโอกาส แต่หัวใจที่นอบน้อม สละ มันหายไป มันไม่ได้รับการ ส่อง มอง ขัด ฝึก ให้เป็นคนนอบน้อม จิตใจอยากช่วยคนทุกข์ยาก เมตตา กรุณาคนเดือดร้อน เมื่อเป็นแบบนี้ ความถือตัวถือตนก็ยังมีอยู่ ต่อให้มีความสุข ด้วยกำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ที่มี ก็ยังคงต้องทุกข์ใจ เพราะไม่เคยเห็นความว่าง หรือ ความสงบทางใจ เนื่องจาก ยังมีคำว่า ตัวกู ของกู ลึกๆภายในใจ ใจไม่ได้สละออกไปที่ช่วยใครเลย ใจมันอยู่กับหน้าจอ โอนเงินทำบุญเสียก็ได้บุญละ ก็สาธุ ก็กดไลค์ ก็จบไป จบไปเป็นวันๆ ไม่ได้เจริญจิตอันเป็นกุศลที่จะเมตตา เมื่อยังมีความถือตัวถือตน ศีลไม่มีทางจะบริสุทธิ์ได้ เพราะเราจะไม่มีปัญญาพอที่จะส่องเห็นข้อบกพร่อง เนื่องจากกำลังสติ ของเรามันจะน้อย หรือต่อให้ลึกกว่าคนอื่นก็ ลึกในระดับผิวๆ ไม่ได้มองเห็นความจริงว่า โอ้หนอ จิตใจเรานี้ เป็นบุญหยาบ บุญออนไลน์ ไม่ได้ทำความนอบน้อมอะไรเลย สละเสียแต่แรงทรัพย์อย่างเดียว 

ขอฝากพุทธพจน์สุดท้ายไว้ให้เป็นสติปัญญาเตือนใจว่า

จเช ธนํ องฺควรสฺส เหตุ

องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน

องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ

จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต.

พึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ, 

เมื่อรักษาชีวิตพึงสละอวัยวะ, 

เมื่อคำนึงถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และแม้ชีวิต ทุกอย่าง.

คือ ให้สละทรัพย์ เพื่อแลกกับการไม่ต้องเสีย อวัยวะ เงินทองเท่าไหร่อย่าไปเสียดาย แบบที่เราๆท่านๆทำกันไง ป่วยที ผ่าตัดที ทุ่มกันสุดตัว เป็นหนี้ก็ยอม อะละต่อมา พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ก็ยอมตัด ยอมปาด ไส้บ้าง ตับบ้าง ไตบ้าง ตัดขาบ้าง แขนบ้าง เพื่อให้มีชีวิตรอด พึงสละแม้นทุกอย่าง เพื่อธรรมะ คือสละยิ่งกว่าสละชีพ ยิ่งกว่ายอมตาย คือ อย่าไปยอมตายแบบเปล่าประโยชน์ แต่ให้มุ่งมั่นใฝ่ดี ทำความดี แม้นว่าทุกอย่างจะต้องสละลงไปหมด เพราะแน่นอน ธรรมะ คือ การสละ สิ้นเสียซึ่ง ตัณหา ก็ต้องฝึกสละ

คนสมัยนี้ ทำบุญแห้งแล้ง สนทนาธรรมแห้งแล้ง ฝึกฝนแต่การได้มา ได้ทำบุญ ได้ฟังธรรม ได้สนทนาธรรม ได้มีกัลยาณมิตรที่ไม่เคยเจอหน้ากัน เรียกร้องว่า คุณมันพวกไม่จริงใจ ไม่ยอมเอารูปขึ้น ผมถามเถิด มาเจอผมตัวเป็นๆนี่ มันไม่เรียกว่าจริงใจกว่า ลำพังเอารูปหล่อๆสวยๆขึ้นหรือครับ และผมพูดมาตลอดว่า ผมพร้อมเจอทุกคน ผมนัด ก็มาเจอสิ ผมไม่เคยรังเกียดว่า จะพบเฉพาะคนมีเงินมาก คนมียศมาก 

คุณสละแค่ ทรัพย์ เฉยๆ เป็นการสละสิ่งที่คุณไม่ได้เดือดร้อน อาทรร้อนใจ มากมายนัก แต่บางคนก็ทำด้วยความไม่ฉลาด สละทรัพย์ทำบุญจนเดือดร้อน หรือสละมาหน่อยก็เดือดร้อนจะต้องหาเงินหากำไรมาทำบุญ ก็ทำไมต้องไปทำบุญต่อที่สองครับ บุญต่อหน้าต่อตาทำไมไม่ทำ คิดทำโรงแรมเอาเงินมาสร้างวิหาร เอ้า คนจน คนพิการ คนแก่ ไม่มีบ้านดีๆอยู่ ไปสร้างให้เค้ามีศาลา มีเรือนนอนไม่ดีรึ คิดทำร้านขายของเพื่อเอากำไรมาทำบุญ เอ้า งั้นคุณแจกของที่คิดจะขายเสียไม่ดีรึ เห็นไหม ถ้าเจอของจริง คำจริง คุณเริ่มชักกระตุก เห็นเงาดำตะคุ่มๆในใจว่า อ้อ จริงๆแล้ว เหมือนฉันเสียสละเงินเพื่อหาทุนทำบุญ เปล่าเลย ฉันยังอยากมีกำไรเพื่อเอามาประดับประดาตัวเองด้วยส่วนนึง ไม่ได้หวังแค่ทำบุญ เพราะฉันยังสละอะไรไม่ได้ สละรายได้ไม่ลง สละแฟนไม่ลง สละลูกไม่ได้ สละหน้าที่การค้า ธุรกิจไม่ได้ เมื่อสละไม่ได้ ก็สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดีใจบ้าง อิ่มบุญบ้าง ทุกข์ใจบ้าง เครียดบ้าง เป็นปกติ เพราะคุณมองเป็น ทำเป็นแต่ความมี ความเป็น ความเกิด ไม่มีก็ทำให้มันมี ไม่เป็นก็ทำให้มันเป็น ไม่เกิดก็ทำให้เกิดเรื่องจนได้ 

อันตรายใหญ่หลวงนะ บุญอันแห้งแล้ง หรือ หาทุนมาเพื่อทำบุญ มันไปเติมเอาฝั่ง โลภะ ละไม่ได้สละอะไรเลย จาคะ จะลดวูปๆ อย่างไม่รู้ตัว พิสูจน์จากอะไร

ให้เงินขอทานห้าร้อย โหย ต้องมาสืบสาแหรกเขาว่า เธอสุจริตแค่ไหน มาจากไหน เอาเงินฉันไปทำอะไร

หย่อนห้าร้อยบาทลงตู้ สาาาาาา ทู้ ขอพร จบ หายกัน ยิ้มกริ่ม สบายใจ ทำไมไม่ไปเช็คไปถามพระ ท่านเจ้าขา เงินอิชั้น ทำบุญไปห้าร้อย ท่านจะเอาไปทำอะไร ละท่านช่วยเทศน์สอนอิชั้นบ้างได้ไหม เอาเรื่องอื่นที่ไม่ใช่แค่ ทำบุญ ทำทาน ทำบุญ ทำทาน ให้ได้สติ ปัญญา แก้ปัญหาชีวิตได้ ทีแบบนี้ทำไมไม่ทวง 

จำไว้ เพิ่มบุญยังไม่พอ ยังต้องเพิ่มความสละ คือ จาคะ ด้วย เพราะอะไร

เพราะ อริยทรัพย์ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมีทั้งหมด เจ็ด ไอเท็ม ให้ต้องสะสมกัน คือ 

1. ศรัทธา 

2. ศีล 

3. หิริ 

4. โอตตัปปะ 

5. พาหุสัจจะ 

6. จาคะ 

7. ปัญญา 

อริยทรัพย์ คือ ทรัพย์ของพระอริยะ หรือ ทรัพย์ของผู้ประเสริฐ ผู้ไกลทุกข์ไกลกิเลส คือ สะสมแบบนี้แล้วไม่ต้องมาสุขๆ ทุกข์ๆ แต่สะสมแต่เงินๆ ทำบุญด้วยเงิน สร้างๆกันหน้ามืด อันนั้นก็เตรียมตัว สุขบ้าง ทุกขฺบ้าง ทำบุญกอดเสาวัด ทำบุญเป็นจิ้งจกติดหน้าบัน ทำบุญตีตราชื่อใส่เก้าอี้ ใส่โต๊ะวัด เอ้า จริงๆ ก็จิตมันผูกพันกับสิ่งของพวกนั้น ไปวัดทีไรก็ไปดูหน่อยสิ หน้าบันที่ชั้นเคยร่วมทำ เจดีย์ที่เคยร่วมก่อ ถ้าไม่มีตัวปัญญาไปพิจารณาด้วยสติ ก็จะไปยึดติดว่า อร้ายยยย วัดสกปรก ปล่อยหน้าบันชั้นมีนกมีอึราดใส่ ปล่อยเก้าอี้ที่ทำบุญนี่ขาหัก ต่อไป ชั้นจะไม่ทำบุญที่นี่แล้ว พอกันที 

 

เอ๋า … ก็คุณเอาแต่จ่ายเงิน ไม่เคยมาดูความเป็นจริงของโลกไง ร้ายกว่านั้นคือพวกคิดว่า การทำบุญมีเฉพาะในเขตวัดหรือศาลเจ้า ถึงได้บุญมาก ผมถามสั้นๆกลับไปคิด นะครับ พระพุทธเจ้าเรา ท่านตรัสรู้ ประสูติ บำเพ็ญเพียรภาวนา และปรินิพพาน ในวัด ในกำแพงวัด ในศาลา ในโบสถ์ แบบนั้นรึ งั้นถ้าสมัยพุทธกาล คุณเล็งแต่จะทำบุญในเขตกำแพงวัด เอ้า พุทธกาลก็มีคนสร้างวัดถวายละนะ แปลว่าอะไรดีละ …

ไม่ใช่ที่ทำไม่ดี ก็ดี แต่วันนี้แนะนำสิ่งที่ดีกว่า 

https://www.youtube.com/watch?v=q6HNj6f8xTw

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

น้อง เชอรี่แคระ วันนี้ มาอยู่บ้านพี่นะจ๊ะ

บอนไซ เชอรี่แคระ

พาน้องเชอรี่แคระมาบ้าน ตกกลางคืนกำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น สวดไปสวดมา ได้กลางๆบท

หนูหนาว ข้างนอกนี่เย็นมากเลย หนาว

เออ เดียวน่า สวดมนต์อยู่ เดียวเสร็จจะไปเอาเข้ามาในบ้านให้นะ

(เสียงก็หายไป เลยสวดต่อ) สักพัก ฝนจากไหนไม่รู้ ตกลงมาพรำๆ เราก็ ได้ยินดี

หนูหนาวมากๆเลย เนี่ยะ เปียกด้วย เอาหนูเข้าไปที

โอเคๆ ก็ลา จากสวดมนต์ วิ่งออกมาหน้าบ้าน เพราะเอาเค้าวางไว้ที่ ตอไม้เกาหน้าบ้านตรงสวนหย่อมเล็กๆ 

คว้าได้ก็รีบกลับมาสวดมนต์ต่อ ก้าวจะเข้าประตูบ้าน รองเท้าลื่ม ล้มครืน สันหลังไปกระแทกกับปูน เอวบิด ปวดอยู่สองที่ นิ้วเท้าเลือดออก เข่าถลอก นอนกองกับพื้นเลย โอยยย โอยยย ลุกไม่ได้ จนพ่อแม่ได้ยินเสียง ดัง เคร๊งงง คล้ายมีของแตก วิ่งละจากสวดมนต์ออกมาดู สภาพลูกชายก็ นอนคว่ำ เหมือนร่างทรงพญานาค ลุกไม่ได้ ผ่านไป ห้าหก นาที พอลุกไหว ถามคำแรกเลย

กระถางเค้าแตกไหม 

ไม่แตกลูก ยังอยู่ดี เราก็ บรรจงหยิบดินที่หล่นใส่กระถางแบบตัวงอๆ เอวเบี้ยวๆ เพราะโคตระอภิมหาเจ็บ แทบจะคลานอะ ละก็เดินตัวค่อมๆไปนั่งในห้อง ประคบเย็น แล้วก็สวดมนต์ทำวัตรจนจบ

ก็ได้ยาจีนจากอาเจ๊ร้าน โกโก้ ชุมพร มาทา พอช่วยทำให้นอนหลับไปได้ 

ก่อนนอนกะบอกว่า นี่ครั้งแรกนะ เชอรี่นะ ไม่ว่ากัน ถ้าสักสามสี่ครั้งนี่ หนูไปโตในแปลงหญ้าหน้าบ้านละกันนะ ไม่เอาละ 

ซินแสเพ้อแน่ๆ หาว่าได้ยินต้นไม้ 
ถ้ามันได้ยินจาก ใบหู รูหูสิ นี่เรียก หูแว่ว เรียกเพ้อ ….

เคยมีครั้งนึงพ่อแม่กังวลใจมาก ถามเพื่อนๆข้าราชการด้วยกันว่า จิตแพทย์ไหนที่เก่งๆและปฏิบัติธรรมด้วย จะพาลูกชายไปพบ

ก็เจอครับ ท่านเป็นอาจารย์จิตแพทย์ด้วย 
นั่งรอคิวพอถึงตรวจ ท่านก็ถามว่า เป็นอะไรมา ผมก็บอกว่า ไม่ได้เป็นไร ปกติดี แต่มานี่เพราะพ่อแม่จะได้สบายใจ ว่าผมไม่ได้บ้า เนี่ยะ ผมรับรู้ รับเห็นได้ทางใจ อาจารย์พอรู้จักไหมครับ

คุณว่าคุณรู้ได้ งั้นบอกสิ คุณเห็นอะไรผม

ผมเห็นอาจารย์ตัวเล็กๆ ชอบเตะบอล แล้วพอโตขึ้นมา จู่ๆก็บาดเจ็บครั้งใหญ่จากบอล และเลิกเตะไป

เอ่อ… ลูกคุณ เค้าพูดถูกนะ ผมเคยเตะบอล ละบาดเจ็บ และตอนนี่ก็เลิกเตะแล้ว โอเค ลูกคุณปกติครับ กลับบ้านได้ สติดี รู้ตัวตลอด ไม่ใช่เสียสติ ไม่บ้า

….. พ่อแม่ก็ ยิ้มๆ ปน งงๆ ว่าเอ้อ หมอว่าปกติดีหวะ

=========================================
จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ทันโต เสฏโฐ มนุสเสสุ ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ฝึกตนดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐที่สุด 
สองพุทธภาษิตนี้ ท่องมาตั้งแต่ประถมครับ เพราะ โรงเรียนจัดเข้าค่ายนอนวัด อุโมงค์ พระอาจารย์สั่งท่องก่อนกินข้าวตลอด หลายพุทธภาษิตมาก

มโน ปุพพังคมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจถึงก่อน สำเร็จด้วยใจ
=========================================

พูดนี่ไม่ได้หมายจะเล่าคุณวิเศษตัวเอง แต่ผมจะบอกว่า พืช ต้นไม้ เค้าไม่มีจิตวิญญาณหรอก แต่เค้ามีของเขา ฟังละ งง มะ คือว่า น้องเชอรี่แคระนั้นหนะ ไม่ใช่ต้นไม้พูด ต้นไม้ที่ไหนจะมีจิตวิญญาณ ต้นไม้มีแต่ชีวิต แต่ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่เหมือนคนสัตว์ แต่คุณจะไปเห็นว่า เค้าร้องไม่ได้ บ่นไม่ได้ อยากตัด ตัด อยากทิ้ง ทิ้ง อยากปล่อยตาย ปล่อยตาย ไม่รดน้ำ ดูแล ไม่ได้นะ เพราะต้นไม้บางต้น ไม่ใช่แค่ต้นไม้ไง จะบอกให้

ละก็จะบอกอีกเรื่องว่า จิต นี่เป็นทวาร หรือเป็นประตูรู้พิเศษ ที่สัมผัสทุกสิ่งที่ประตูทั้งห้าสัมผัสได้ และ สัมผัสสิ่งที่เหนือกว่าประตูทั้งห้าสัมผัสได้ ก็ได้ แปลว่า ต่อให้จมูกไม่ดี ดมกลิ่นไม่ได้ แต่จิต สามารถรับรู้กลิ่นได้ ตามองไม่เห็น ภาพไม่ได้ แต่จิตสามารถรับรู้ภาพได้ พอเข้าใจไหม ลองฝึกสิ มันเป็นสันทิษฐิโก คือเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาด้วย นำที่ศึกษานั้นมาปฏิบัติด้วย พึงเห็นได้ด้วยจนเอง และเป็นปัจจัตตัง ของแบบนี่นะ คือ ผู้รู้ก็ย่อมรู้ได้เฉพาะตน แต่วันนี่คือว่ามาทำอีกหน้าที่

ทำหน้าที่ เอหิปัสสิโก คือ เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่าน จงมาดูเถิด 

.

คือว่า ไม่สัมผัสเลย เป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ครับ ของงี้ไม่ใช่ว่ามาเค้นฝึกเอาเป็นเอาตายแค่ชาตินี้ละจะได้เลย มันต้องสั่งสมมาหนะนะ คุณประโยชน์ของมันคืออะไร มันดีสำหรับพวกปัญญามาก พวกขี้สงสัย คือพวก ปัญญาจริต พุทธิจริต แต่จริตแบบอื่น เช่น ศรัทธาจริต ฯ อะไรแบบนี่ ไม่จำเป็นหนะ เพราะเขาศรัทธาเอา เขาสงสัยน้อย แต่สองพวกที่ยกมา มันขี้สงสัยไง พระไตรปิฎกว่า เปรต มีเปรตจริงเร้อ รุกขเทวดาอยู่ตามต้นไม้ จริงเร้อ พุทธเจ้าว่า มีคนเหาะได้ จริงเร้อ พระมีอิทธิฤทธิ์ มันจริงเร้อ เนี่ยะๆ พวกจะจริงเร้อๆ พวกเนี่ยะ มันช่าง ตวง วัด ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์ไม่ได้หรอก เพราะพวกนี้มันอาศัยทวารทั้งห้า เป็นสื่อ ไม่ได้ใช้ ทวารที่หก คือ ประตูใจ คุณก็มาฝึกเสียหน่อย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นพวกจริตสองแบบนี่นะ มันจะได้รู้ ได้เห็นจริงไปซะไง ได้เลิกสงสัย ก็ก้าวหน้าในธรรมต่อไป

.
อีกคำถามคือ ไหนว่าทำดีได้ดี แต่นี่ไปทำดีละเจ็บตัว แปลว่า อะไร แปลว่า ทำดีละได้ชั่วใช่ไหม ทำดีมันก็ส่วนทำดี ผลกรรมดีย่อมตอบสนอง แต่ผลจากการล้ม มันก็เพราะเหตุแห่งกรรมชั่วมันได้ช่องมาให้ผล เพราะอะไร รองเท้าก็เก่า พื้นก็ลื่น ฝนตกอีก วิ่งนี่ ไม่ระวัง สติไม่มี รีบคิดแต่จะมาสวดมนต์ต่อ มือถือกระถางอยู่ เท้าเหยียบอะไรอยู่ ไม่มีสติไปมองมัน ผลกรรมชั่วก็ได้ช่อง ให้ผลเลย ถ้าเราเปลี่ยนใหม่ ฝนไม่ตก พื้นไม่ลื่น ต่อให้ขาดสติ มันอยากให้ผล ก็อาจจะพอยั้งตัวอยู่ได้ก็ได้ มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ดีเสียอีก หัวไม่แตก เลือดไม่ไหล ฯ ก็พอแล้ว

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

“ยัยศีลสามฯ”ถามว่า ทำหน้าอก จะเหมาะกับดวงไหมค่ะ

ทำหน้าอก-เสริมโหงวเฮ้ง

 

"ยัยศีลสามฯ"

 

ซินแสค่ะ หนูมีเรื่องอยากถาม

เอิ่มม คือ คือว่าาา หนูจะทำหน้าอก จะเหมาะกับดวงไหมค่ะ

 

ทำไมถึงอยากทำ ไหนลองบอกผมสิ

 

ก็ คือออ ก็ เพื่อเสริมความมั่นใจค่ะ

 

เธอ ! พูดมาตรงๆ ตอบอีกรอบ เธอจะทำไปทำไม

 

เพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามค่ะ

 

ฮ่าๆ เธอนี่มันฉลาดหวะ เห็นมะ ชั้นชมเธอฉลาดหลายรอบ

เธอลองตอบสิ อันนี้ ใครมันเป็น ทาสใคร

 

เขาเป็นทาสหนูค่ะฯ

 

นี่นะ งั้นถามต่อ ทำไมถึงอยากไปดึงดูดด้วยวิธีนี้

 

ก็หนูเห็น พริตตี้ฯ เค้าสวยค่ะ หนูอยากสวย อยากเป็นที่ดึงดูด

 

งั้นตอบผมมาตรงๆ เอาความจริง ถ้ามีเสี่ยสักคน อายุไม่ต้องมาก ยื่นเงินให้แสนสองแสน บอกพริตตี้ขอถ่ายภาพที่เค้านุ่งแค่บิกินี คุณว่า เค้ายอมมะ แค่ถ่ายภาพ

 

ยอมค่ะ

 

งั้นตอบอีกรอบ ตกลง ใครเป็นทาสใคร

 

ฝ่ายหญิงค่ะ

 

เออ นั่นไง ฉลาดดดด

เพราะงั้น เธออยากตกเป็นทาสเขา หรือเธออยากกุมหัวใจเป็นคนที่เขาศรัทธา

 

ไม่อยากตกเป็นทาสค่ะ

 

โอเคนะ ไปเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ สามเรื่อง

หนึ่ง เติมสอง

สอง เพิ่มรสนิยม

สาม ถือศีลห้าให้ครบ โอเคนะ (อธิบายไปตอนต้น ขยายความยาวเหยียด คิดดู รายนี้ดูดวงไป สองชั่วโมงครึ่ง)

 

ละซินแสค่ะ หนูจะมีเคราะห์อะไรไหม ที่ต้องระวัง

 

ก็การไม่รักษาศีลห้านี่หละ เคราะห์เธอ ไม่เห็นต้องถาม

 

แล้วจะสะเดาะห์เคราะห์ยังไง

 

กะโอร๊ยย รักษาศีลห้านี่ไง สะเดาะเคราะห์ เข้าใจมั้ย

 

เข้าใจแล้วค่ะ แต่คือ เอิ่มม หนูก็รักษาได้นะค่ะ แค่โกหกนิดหน่อย เพื่อให้คนที่บ้านสบายใจ

 

เอ่าละ งั้นศีลสี่ เธอหนะ ไม่ครบบบบ

 

ก็คือ ที่บ้านจะเป็นห่วงเวลาเราต้องไปข้างนอกดึกๆค่ะ ที่จริงก็ไม่ได้ไปไหนไกลนะคะ แค่เซเว่นใต้หอ ไปซื้อของกินเพราะเลิกงานดึกค่ะ

 

เอ้า งั้นก็ไม่ต้องไปตอนดึกๆสิ

 

ไม่ได้ค่ะ เลิกงานก็ค่ำละ ไม่ทันค่ะ เลยต้องโกหกว่าอยู่ในห้องจะนอนแล้ว

 

เอ่าเธอ เธอก็ถ่ายรูปสิ ส่งไลน์ไป ยืนยันภาพว่าเธออยู่นี่ นี่ใต้หอนี่ ไม่ใช่โกหก ถ้าวันใดเค้ารู้ว่าที่ผ่านมาลูกสาวโกหก เค้าช๊อคนะจะบอกให้

 

ได้ค่ะๆ

 

ละคือออ หนูเห็นแมงสาบละหนูชอบเหยียบๆ มัน

 

เอ่าละเมิง ศีลสาม

 

ผิดด้วยเหรอค่ะ สัตว์เล็กสัตว์น้อยพวกนี้

 

เอ้า มีชีวิต จิตวิญญาณก็ผิดหมดนะหละ เลิกทำซะ ไล่เอา

 

โอเค จะพยายามค่ะ

 

ดีๆ ยายศีลสาม

 

พูดถึงศีล หนูชอบมีปากเสียงกับแม่ค่ะ เค้าไม่เลี้ยงหนูเลย เกิดมาละก็ย่าเลี้ยงค่ะ ละเค้าชอบพูดเหมือนหนูไม่ใช่ลูก หนูก็เลยเฉยๆใส่

 

ไม่ได้นะเธอ ตามดวงจีน มันมีปรัชญาแฝงในวิชานี้ คืออาระ คือว่า แถวบนสุดคือ แถวปี หมายถึงเจ้านายเรา ลูกค้าเรา คนสนับสนุนเรา และพ่อแม่เรา ถ้าขืนเธอทำตัวด้านชากับพ่อแม่ ไม่เคารพดูแลตามสมควร เธอไปทำแถวนี้พัง ทุกตัวที่ว่ามา จะถูกลากให้พังตามๆกันไป เข้าใจไหม

 

ค่ะๆ

 

เอางี้นะ เข้าไปกูเกิ้ล เสริชคำว่า ทิศหก ไปอ่านบทว่าด้วย บิดามารดาและบุตร ทำให้ครบ ละจบ ถ้าไม่ครบก็ทำให้ครบ ถ้าครบแล้วก็ ดีละ วางใจได้ละ ตกลงนะ

 

ค่ะ

 

เลี้ยงไม่เลี้ยง ด่าว่าเรา มันก็เรื่องของเขา เราทำหน้าที่ลูกที่เขาเกิดมา นั้นก็เรื่องของเรา หน้าที่เรา ตกลงนะ

 

เออ… ซินแสค่ะ คือที่บ้านนะคะ ตี่จูอี้ ….

 

อี้ บ้านโพ่งงง ตี่จูเอี้ยยย

 

ค่ะ ตี่จูเอี้ย คือ หนูเห็นสกปรกมีหนูเข้าไปทำรัง หนูก็ไปยก ละก็แกะมาทำความสะอาดให้เอี่ยม ย่าหนูมาเห็น แทบช๊อคค่ะ บอกว่า ซวยตายละ

 

เธอทำถูกแล้ว เธอหนะ ถูกละ ขอสะอาดไว้ก่อนหนะ ถูกละ

 

ละก็ไปเชิญคนมาตั้งใหม่ค่ะ เค้าก็กำหนดทิศวางนั้นนี่ ซินแสค่ะ เรื่องการตั้งการวางทิศมีผลไหมค่ะ

 

คุณ คุณคิดว่า เทวดาเนี่ยนะ เป็นสิ่งที่เราควรเคารพบูชา หรือเราควรจะเอาเขามาใช้งานเพื่อตัวเอง

 

ควรเคารพค่ะ

 

เอ้ออ ฉลาด

งั้น การที่เธอมานั่งกำหนดทิศนั่ง ทิศหันของตี่จู้หนะ เพื่อให้มาเสริมธาตุตัวเอง เสริมดวงตัวเอง นี่แปลว่า เธอกำลังบังคับเทวดาว่า จงเอาพลังมาหนุนชั้น ใช่ไหม

 

ใช่ค่ะ

 

อือ ฉลาดอีก

 

ละมันควรไหม

 

ไม่ควรค่ะ

 

ใช่ ไม่ควรทำ เทวดาก็คือเทวดา ไม่ใช่พ่อใช่แม่ ไม่ใช่คนรับใช้ จะมาตั้งเพื่อให้เสริมดวงเรา แปลว่า ไปใช้งานท่านโดยใช่เหตุ มันใช้ได้เหรอ

 

และหนูจะทำไงให้เป็นมงคลค่ะ

 

คุณ เทวดานี่นะ เค้าไม่ได้มานั่งในบ้านแดงๆเล็กๆที่คุณสร้างทั้งวี่ทั้งวันหรอกนะ จะมานั่งในรูปปั้นนั้นก็หาไม่ มันเหมือนแค่ สำนักงานชั่วคราว เหมือนนายอำเภอ มาตรวจตำบล ตรวจหมู่บ้าน ก็มีที่ให้ทำงานชั่วคราว แค่นั้นเอง บ้านไหนคนดี มีศีลธรรม ก็มาบ่อยหน่อย บ้านไหนเลวทราม ก็มาๆไปๆ มาแป๊ปๆ เดียวก็กลับ ทำตามหน้าที่พอ หนะ

 

ละหนูควรทำไง

 

ตั้งในที่สะอาด ควรแก่การเคารพสักการะ และที่สำคัญ ถือศีลห้า

 

ซินแสค่ะ คือ ถามอีกหนึ่งคำถาม

 

จะถามว่า ทำไมคุณก้าวเข้าประตูบ้านปั๊ป ต้องมีการทะเลาะกัน โล้งเล้งๆ ไม่สงบสุขใช่ไหม

 

ค่ะๆๆ ใช่เลย

 

มันไม่ใช่เป็นเพราะบ้าน มันเป็นเพราะเธอ

 

ขาาาา เพราะหนู ยังไงค่ะ

 

เอ้า กะยายศีลสาม เธอมันศีลห้าไม่ครบ ไม่แปลกหรอกที่ชีวิตมันวุ่นวายหนะ ไปสิ ไปลองทำให้ครบ ละเรามาคอยดูกันว่ามันจะเปลียนไหม

 

งี้เสาไฟฟ้าผ่ากลางบ้าน ทางสามแพร่ง กระจกสะท้อน ไม่มีผลเลยเหรอค่ะ

 

เขาก็มีผลของเขา ผลมากผลน้อยอยู่ที่เชื่อไม่เชื่อด้วย

 

ก็หนูเชื่อไปแล้ว

 

เอ้า เชื่อไปแล้วก็แก้ไป ติดไปสิ ไม่ได้ห้ามนี่

 

ละมันจะช่วยให้ที่บ้านสงบสุขไหมค่ะ

 

กะฉันบอกเธอละไง สามข้อ เติมสมอง เพิ่มรสนิยม ถือศีลห้าครบๆ เนี่ยะ ไปทำสิ

 

ค่ะๆ

 

(พอละ พิมพ์เมื่อยมือ ตัดตอนมาแต่ที่สำคัญๆ นะ เอามาให้อ่านกัน)

 

ซินแสหลัว

10/11/2017

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

อ่านก่อน ขอรับหนังสือดวงชะตาชีวิตตลอดชีพของแต่ละบุคคลจากผม

หนังสือดูดวงจีนตลอดชีพ

เสียงธรรมะจากภูกุ้มข้าว

เรื่องโยมแม่จะหายป่วยไหม

พระครูบาไพโรจน์ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งมีโยมโทรมาหาท่าน ให้ท่านเปิดลำโพงโทรศัพท์ถวายองค์หลวงปู่

โยม: หลวงปู่เจ้าค่ะ แม่โยมป่วยหนัก ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล โยมก็อยู่ เลยไม่ได้ไปกราบถามเอง จึงได้โทรมาเจ้าค่ะ

หลวงปู่: อือ ว่ายังไง

 

โยม:แม่โยมป่วยหนัก จะหายหรือเปล่าเจ้าค่ะ

 

หลวงปู่: ตอนนี้อยู่ที่ไหน

 

โยม:อยู่โรงพยาบาลเจ้าค่ะ

 

หลวงปู่ : หมอตรวจหรือยัง

 

โยม: ตรวจแล้วเจ้าค่ะ

 

หลวงปู่: หมอว่าไง

 

โยม: หมอว่าหายแล้วเจ้าค่ะ แต่โยมไม่แน่ใจ เลยโทรมากราบขอเมตตาหลวงปู่ แม่หนูจะหายไหมเจ้าคะ

 

หลวงปู่ : หาย…………………………

 

โยม: สาธุเจ้าค่ะ กราบนมัสการเจ้าค่ะ

 

พระครูบา : หลวงปู่ ทำไมรู้ว่าหายล่ะครับผม

 

หลวงปู่ : เอ้า ก็หมอว่าหายเนาะ

 

ครูบา: ……………………………………..

 

พระครูบาท่านเล่าต่อว่า หลวงปู่ชอบพูดเสมอว่า ตัวท่านไม่ใช่ผู้วิเศษ ตัวท่านไม่ใช่เทวดา ท่านไม่เคยเกิดเป็นไดโนเสาร์ ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านเป็นหลวงตาวิจิตร เป็นหลวงตาหา เป็นคนธรรมดาอะไรๆก็มาหาเรา มาถามเรา ดีก็ถาม โง่ก็ถาม ฉลาดก็ถาม ขนาดหมอเขาว่าหาย ยังมาถาม เป็นชาวพุทธอย่ามัวแต่พึ่งคนอื่น มันเสียเกียรติลูกพระพุทธเจ้า ท่านให้พึ่งธรรม พึ่งตนเอง

 

พระพุทธคือผู้รู้ทาง พระธรรมคือทาง พระสงฆ์ คือผู้เดินตามทาง เราต้องเดินเองอย่ามัวแต่พึ่งคนอิ่น พึ่งแต่หลวงตาหา พึ่งแต่หลวงปู่ไดโนเสาร์ ถ้าไดโนเสาร์ตัวนี้สูญพันธุ์ไปอีกตัวจะพึ่งใคร พวกคุณจะพึ่งใคร สุดท้ายพวกคุณก็ต้องพึ่งตัวเองอยู่ดี

 

***พระพุทธ คือผู้รู้ทาง พระธรรม คือทาง

พระสงฆ์ คือผู้เดินตามทาง

เราต้องเดินเอง อย่ามัวแต่พึ่งคนอื่น***

 

ตามรอยหลวงปู่ภูกุ้มข้าว ฉบับปฐมบท

บันทึกคำสอนของ พระญาณวิสารเถร(หลวงปู่หา สุภโร)

 

—————————————————

ทุกครั้งที่ผมอ่านธรรมะ ศึกษาปฏิปทาของครูบาอาจารย์ ผมรู้สึกภาคภูมิใจทุกครั้งว่า เราได้ดำเนินชีวิต ครองตน ครองงาน มาถูกแนวทางแล้ว อย่างประเด็นเรื่องโหราศาสตร์ มีนะ

 

บางคนมาขอให้ผมเป็นซินแสประจำตัวเลย ชนิดจะออกเงินเดือนให้ ละขอให้ผมช่วยทำนายเป็นรายเดือนๆ

 

บางคนอยากมีหนังสือดวงชะตาประจำตัวเอง คล้ายๆแผนที่ชีวิต ว่าปีนี้ต้องทำอะไรบ้าง หลบเลี่ยงอะไรบ้าง

 

ละบางคนที่รู้ภูมิรู้ทางฮวงจุ้ยของผม (เพราะในสายตาคนทั่วไป ผมคือหมอดูจีน) ก็มาขอว่า ช่วยวางแบบการปรับฮวงจุ้ยในทุกๆเดือน ทุกๆปีให้หน่อย

 

บางคนกระดาษที่ผมเขียนให้ก็เก็บใส่กรอบอย่างดี ทั้งๆที่ผมย้ำว่า เป็นผ้า เอาไว้ได้นานก็สิบปี เป็นกระดาษ ปีหน้าให้เผาตอนตรุษจีนครับ

 

หมอดูมันเสี่ยงเป็นอาชีพที่ประกาศตนเป็นผู้วิเศษง่ายมากๆ แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ได้เป็นว่าเล่น แต่ผมพยาย้ามอย่างยิ่งให้เป็น อาเทศนาปาฏิหาริย์ และ อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ทุกครั้ง เพราะผมปาวารณาตนเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าแล้ว

 

เหมือนที่หลวงปู่ท่านพูดสอนครับ ถ้าคุณมาเชื่อที่ผม ไม่เชื่อที่การกระทำของตัวคุณแล้ว ผมเกิดตายไป ชีวิตพวกคุณจะเป็นอย่างไร มิแคล้วต้องวิ่งวนเวียนลนลาน หาที่พึ่งใหม่ดอกหรือ หรือต่อให้ไม่ตาย แต่ผมบอกว่า ปีนี้ ผมของดทำหนังสือดวงคุณประจำปีนะ เลิกดูดวงด้วย โอ้ว เคว้งกันหลายคนละทีนี้

 

ดวงจีน ไม่ใช่สิ่งที่งมงายครับ ผมกล้ายืนยัน เพราะถ้างมงาย ผมไม่สละวิชาและอาชีพดีๆทางโลกมาทำตรงนี้หรอก ผมเห็นว่านี่คือทางอีกสาย มุ่งหมายถึงที่สุดแห่งจักรวาลและกาลเวลาได้ เฉพาะ ดวงจีน นะ เฉพาะวิชานี้นะ ที่เป็นวิชาว่าด้วย ธาตุ คนเป็นธาตุ สรรพสิ่งเป็นธาตุ ถ้ายังมีอัตตา เราก็เอามาทำนายตัว ทำนายตน ทำนายคน ทำนายเวลา ได้ เราก็เอาจัดบ้าน จัดโต๊ะ จัดที่ทำงาน จัดโรงงาน ได้ แต่ถ้าเราเป็นผู้ใช้วิชา ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะทำการแยกร่างมันว่า โอ้หนอ สิ่งเหล่านี้ นี่เป็นสักแต่ว่าธาตุ คือสิ่งที่ทรงสภาพที่แตกต่างกันไปเท่านั้น กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจฯ เมื่อใครล้มเหลว อ้อ ก็กองธาตุกับวิญญาณตัวรู้ ล้มเหลว เมื่อใครได้ดี ได้แต่งงาน อ้อ ก็กองธาตุกับตัวรู้ มาสมสู่กัน เมื่อใครอยากก้าวหน้า เราก็ปรับธาตุ พร้อมกับเสริมความรู้ในการดำรงชีวิต งานหมอดู เป็นงานที่ยิ่งใหญ่นะ ไม่ใช่สักแต่ว่า ทำนาย หรือ วางๆ จัดๆ เปลี่ยนๆ ให้ได้พลัง แต่เราหวังเอาความเจริญก้าวหน้าบนพื้นฐานจิตใจที่เขาจะได้ยกระดับตัวเขาเองขึ้น ตามภูมิรู้ภูมิธรรมของเขา เราเพียงใช้วิชาเป็นเครื่องมือ

 

ซินแส ละในฐานะหนูเป็นคนดูดวง หนูอยากรู้ดวง อยากมีชีวิตดี อยากจัดฮวงจุ้ยให้ดีๆ หนูควรทำตัวอย่างไรค่ะ ถ้าซินแสบอกว่า ทำแบบข้างต้นไม่ได้

 

ตอบ

เธอจงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ได้ก่อน ทั้งบ้าน และ ที่ทำงาน คือปลอดภัย ไม่ไกลจากแหล่งความรู้ ไม่อดสูกับการแสวงหาการกิน และง่ายต่อการได้ยลได้ยินธรรมะของพระพุทธเจ้า เข้าใจนะ สี่อย่าง เสร็จแล้ว จงประพฤติตนอยู่ใน ศีลห้า หรือ กุศลกรรมบทสิบ ทำให้ครบเถิด ยามเธอเดือดร้อน คนดีจะมาช่วย ยามเธอได้ดี คนดีจะมาหนุนส่ง ตามโอกาส ตามปัจจัย แต่ สมบัติสี่ วิบัติสี่เธอต้องศึกษา และไปทำสมบัติสี่ให้ได้มากที่สุด เท่านี้แล้ว ชีวิตก็ปลอดภัยได้ส่วนนึงบ้างแล้ว หากอยากได้ผู้ชี้แนะในบางเรื่อง บางโอกาส ที่สำคัญๆ ก็ค่อยตามหากันเป็นคราวๆไป กินยาให้พอหายป่วย อย่าไปกินยาบำรุงที่ต้องกินจนเสพติดมัน ขาดมันไม่ได้ แล้วชีวิต มันจะมีทางเดินของตนเองหรือ

 

ซินแสหลัว

9/11/2017

กรุณากดแชร์ เพื่อเป็นการสนับสนุนบทความ

ดูดวงจีน โหราศาสตร์จีน ฮวงจุ้ย "วิชาแห่งบรรพกาลจีนที่สืบทอด เพื่อการพัฒนาชีวิตที่ก้าวหน้า" ช่องทางด่วนติดต่อ LINE @chinesehoro

error: Content is protected !!